ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร
นักวิจัย : นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ , วิชิต เปานิล , สมภพ ประธานธุรารักษ์ , วารุณี สุนทรเจริญนนท์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์
คำค้น : ยาแผนโบราณ , สุขภาพทางเลือก , การจัดการความรู้ , ระบบบริการสุขภาพ , การบริการสาธารณสุข , อุตสาหกรรมยาไทย , ยาสมุนไพร
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : DOWNLOAD FULLTEXT[THAI]/fullt/res/hs1325.zip , http://hdl.handle.net/11228/2052 , QV778 น179ก [2549] , 49ค011
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : th
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ชื่องานวิจัย การสร้างและจัดการความรู้ : อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพรชื่อผู้วิจัย นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, วิชิต เปานิล, สมภพ ประธานธุรารักษ์, วารุณี สุนทรเจริญนนท์แหล่งทุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่พิมพ์ [2549]บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ได้ตามมาตรฐาน GMP-สมุนไพร โดยใช้แนวคิดการจัดการความรู้ (Knowledge management) มาเป็นฐานในการพัฒนา ซึ่งจะทำให้มียาไทยที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาด ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้จากการทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร จำนวน 4 ราย และผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 2 ราย คือ เจ้าของร้านขายวัตถุดิบสมุนไพรรายใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่รับผิดชอบการจัดทำมาตรฐาน GMP-สมุนไพร จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์โดยคณะผู้ศึกษา และนำเสนอเป็นบทความโดยหวังว่าข้อมูลนี้จะได้รับการนำไปพิจารณาประกอบกับการทำงานในส่วนอื่น เพื่อพัฒนายาไทยและยาสมุนไพรให้ได้รับการยอมรับ เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพในสังคมไทย และอาจก้าวไปสู่สังคมโลกต่อไป สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร มีสถานที่ผลิตทั้งสิ้น 947 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร 29.6% ปริมณฑล 19.6% และส่วนใหญ่ที่เหลือตั้งอยู่ในต่างจังหวัด คิดเป็น 50.8% และเมื่อพิจารณาจากทะเบียนตำรับยาแผนโบราณที่มีทั้งหมด 5,005 ตำรับ พบว่าเป็นสมุนไพรเดี่ยว 13.7% และยาตำรับ 86.3% ซึ่งผลจากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม (SWOT analysis) ของอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพรพบว่า อุตสาหกรรมนี้มีจุดอ่อนและภาวะคุกคามมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงงานส่วนใหญ่ที่ยังเป็นโรงงานขนาดเล็ก ใช้วิธีการบริหารจัดการแบบครอบครัว ไม่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา การผลิตส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตาม GMP-สมุนไพร ขาดผู้รู้และตระหนักถึงความสำคัญเรื่อง GMP-สมุนไพร ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรในการผลิตยังล้าสมัย มีอายุการใช้งานมานาน เครื่องจักรใหม่มีราคาแพง ไม่มีเงินลงทุน เกือบทุกโรงงานยังไม่มีเครื่องมือในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบส่วนใหญ่ไม่ได้คุณภาพ ส่วนภาวะคุกคามที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมนี้คือ มาตรการ GMP/PIC/S ที่รัฐจะประกาศใช้ ผลของการเปิดเสรีทางการค้า การที่ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทย ตลาดมีมูลค่าน้อยมาก และแคบ ทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนา และทุนมีน้อย รัฐไม่ส่งเสริมการลงทุน สำหรับโอกาสของอุตสาหกรรมนี้คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีนโยบายการบริการการแพทย์แผนไทยและยาแผนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการขยายรายการบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร และส่งเสริมการใช้มากขึ้น มีหน่วยงานของรัฐ เช่น คณะเภสัชศาสตร์ ที่มีศักยภาพในการจัดการเรื่อง GMP และ GLP และสามารถจะดำเนินการวิจัยยาไทยอย่างเป็นระบบ มีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และองค์กรสนับสนุนทุนวิจัยอื่นๆ ที่จัดสรรงบประมาณในการวิจัยและพัฒนายาไทยและยาสมุนไพร จากผลการวิเคราะห์ข้างต้นพบว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป อุตสาหกรรมยาไทยอาจสูญหายไปพร้อมกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยที่มีการใช้ยาไทยมาหลายชั่วอายุคน โอกาสในการพัฒนาที่มีอยู่อาจเสียไปโดยไม่ได้รับการนำมาใช้พัฒนา ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบบทความนี้เสนอแนวทางการสร้างและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและสมุนไพร โดย การจัดตั้ง “สถาบันสุขภาพวิถีไทย” และ สร้าง “เครือข่ายการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร” ทั่วทุกภาค เป็นองค์กรที่ร่วมกันทำงานเป็นชุมชนแนวปฏิบัติ ที่ใช้กระบวนการการสร้างและจัดการความรู้เป็นแนวทาง โดยการดำเนินการควรอยู่ภายใต้การประสานงานและสนับสนุนของ “สถาบันสุขภาพวิถีไทย” ในระบบราชการที่เป็นอยู่ ควรที่จะมีการจัดการความรู้ในเรื่อง การพัฒนาเจตคติของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองคุณภาพ การจัดให้มีองค์กรเฉพาะ ทำหน้าที่พัฒนาและรับรองคุณภาพโรงงานผลิตยาสมุนไพร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง GMP-สมุนไพร โดยตรง ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบการพัฒนาจนได้รับ GMP-สมุนไพร และส่งเสริมด้านเงินทุน เป็นต้น ทั้งนี้ผลการทำงานด้วยกระบวนการการสร้างและการจัดการความรู้แบบนี้จะเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพรที่มีเอกลักษณ์ในด้านรูปแบบและแนวคิดเฉพาะตัวในการดูแลสุขภาพของสังคมไทยและมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

บรรณานุกรม :
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ , วิชิต เปานิล , สมภพ ประธานธุรารักษ์ , วารุณี สุนทรเจริญนนท์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์ . (2549). การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ , วิชิต เปานิล , สมภพ ประธานธุรารักษ์ , วารุณี สุนทรเจริญนนท์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์ . 2549. "การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ , วิชิต เปานิล , สมภพ ประธานธุรารักษ์ , วารุณี สุนทรเจริญนนท์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์ . "การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2549. Print.
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ , วิชิต เปานิล , สมภพ ประธานธุรารักษ์ , วารุณี สุนทรเจริญนนท์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์ . การสร้างและจัดการความรู้อนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยและยาสมุนไพร. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2549.