ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ
นักวิจัย : สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์
คำค้น : สถานพยาบาลปฐมภูมิ , บริการปฐมภูมิ
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : hs1863 , http://hdl.handle.net/11228/3341 , W84 ส616ร 2553
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสถานการณ์การคลังหน่วยบริการปฐมภูมิใน ภาพ ทั้งในด้าน รายรับ-รายจ่าย ผลิตผลการจัดบริการ ต้นทุนและประสิทธิภาพเชิงการผลิตของ การจัดบริการของหน่วยบริการปฐมภูมิประเภทต่างๆ 2) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการ เครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 3) ประเมินระบบข้อมูล การคลังบริการสุขภาพที่จะใช้ในการบริหารจัดการและติดตามกำกับการพัฒนาเครือข่ายระบบ บริการปฐมภูมิ สำหรับระเบียบวิธีการศึกษาประกอบด้วย 1) การสำรวจและวิเคราะห์เชิงปริมาณใน การประเมินสถานการณ์การคลังของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ และวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพ เชิงการผลิตของหน่วยบริการปฐมภูมิโดยวิธีเศรษฐมิติ 2) การศึกษาเชิงคุณภาพใช้วิธีการ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารระดับจังหวัด ประธาน/ รองประธานเครือข่าย และสนทนากลุ่มกับคณะ กรรมการบริหารเครือข่ายซึ่งเป็นตัวแทนจากโรงพยาบาลแม่ข่าย และกลุ่มตัวแทนจากลูกข่ายและ สาธารณสุขอำเภอ การสุ่มเลือกตัวอย่าง ทำโดยคัดเลือกจังหวัดที่มีระบบข้อมูลค่อนข้างดีแบบเจาะจงกระจายในทุกเขตของสปสช. จำนวน 12 จังหวัด คือ เชียงราย พิษณุโลก อุทัยธานี นครนายก สมุทรสงคราม สมุทรปราการ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู สุรินทร์ ศรีสะเกษ สุราษฎร์ธานี และสงขลา ทั้งนี้ในหนึ่งจังหวัดทำการคัดเลือกเครือข่ายโรงพยาบาลจังหวัด และเครือข่าย โรงพยาบาลอำเภออีกสองแห่งที่มีขนาดต่างกัน (เล็กและใหญ่) และหากมีเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐ อื่นหรือเอกชนที่มีสถานีอนามัยเป็นลูกข่ายก็จะรวมเป็นตัวอย่างของการศึกษา และเก็บข้อมูลของ ลูกข่ายทุกแห่งในเครือข่ายนั้นๆ ทั้งนี้ได้จำนวนตัวอย่างจาก 44 เครือข่าย ประกอบด้วยหน่วย บริการปฐมภูมิในเครือข่ายของโรงพยาบาลศูนย์ 100 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 170 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนทุกขนาด 396 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 5 แห่ง ผลการศึกษา พบว่า ด้านสถานการณ์การคลังของโรงพยาบาลแม่ข่ายและหน่วยบริการ ปฐมภูมิที่เป็นลูกข่ายทุกประเภทส่วนใหญ่มีสถานะเงินบำ รุงโดยรวมดีขึ้น เป็นข้อบ่งชี้ว่า งบประมาณสำหรับการจัดบริการสาธารณสุขในภาพรวมเพียงพอ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการกระจาย งบประมาณที่ยังขาดประสิทธิภาพ ด้านรูปแบบการบริหารเครือข่ายและสนับสนุนงบประมาณใน ปัจจุบัน มีผลทำให้โรงพยาบาลแม่ข่ายและหน่วยบริการปฐมภูมิมีการสนับสนุน สื่อสาร และ เชื่อมโยงบริการระหว่างกันมากขึ้นแต่ยังมีความหลากหลาย ทั้งนี้ ขึ้นกับวิสัยทัศน์และเจตคติ ผู้บริหารโรงพยาบาลแม่ข่ายและบริบทของพื้นที่ และพบว่าบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนใหญ่ มองว่าระบบการจ่ายเงินตามปริมาณการให้บริการ ทำให้บุคลากรให้ความสำคัญกับการบันทึก ข้อมูลและทำงานในกิจกรรมที่ได้รับค่าตอบแทนมากจนอาจละเลยการให้บริการด้านอื่นที่ไม่ได้รับ เงินค่าตอบแทน อาจทำลายแนวคิดการให้บริการแบบบูรณาการและเป็นองค์รวม ด้านต้นทุนการ จัดบริการ พบว่า หน่วยบริการปฐมภูมิที่มีแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้บริการมี ต้นทุนเฉลี่ย เท่ากับ 2,571,535.86, 1,837,809.64, และ 1,190,663.21 บาท/แห่ง/ปี ตามลำดับ และมีจำนวนผลผลิตเฉลี่ย เท่ากับ 17,032.24, 10,927.80, และ 7,432.85 ครั้ง/แห่ง/ปี ตามลำดับ ด้านประสิทธิภาพเชิงการผลิตของหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งวัดจากปัจจัยนำเข้าคือต้นทุนดำเนินการ เทียบกับผลผลิตทั้ง 4 ด้าน คือ จำนวนครั้งของการรักษาผู้ป่วยนอก การให้บริการส่งเสริมสุขภาพ/ ป้องกันโรคทั้งในและนอกสถานพยาบาล รวมถึงกิจกรรมบริการชุมชน พบว่า คะแนนประสิทธิภาพ เชิงผลิตโดยเฉลี่ย เท่ากับ 0.538 – 0.593 ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำและอยู่ในสถานะที่สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นได้อีก ในขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่รู้สึกว่าภาระงานปัจจุบันสูงมาก โดยเฉพาะภาระงานด้านการจัดทำรายงานและบันทึกข้อมูล แต่ภาระงานดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาคิด เป็นผลผลิตของหน่วยบริการ และในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงการผลิตดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เรื่องข้อมูลผลผลิตที่สามารถแจงนับได้เฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณแต่ไม่สามารถวัดหน่วยของงานใน เชิงคุณภาพที่หน่วยบริการปฐมภูมิมีการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันได้ และพบว่าระบบข้อมูล ที่มีอยู่ในพื้นที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและติดตามกำกับการพัฒนา ระบบบริการปฐมภูมิ การสนับสนุนและการบริหารจัดการการคลังของเครือข่ายได้ แต่ต้องมีการ อบรมเพิ่มเติมในส่วนของการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงการผลิตที่ยังอาจมีความยุ่งยากเชิงเทคนิค บ้าง

แผนงานร่วมสร้างเสริมสุขภาพกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

The objectives of this study are as followed; 1) to assess financial situation of primary care in terms of; income, expenditure, productivity, costs and production efficiency 2) to assess management style of CUP 3) to develop information system for management and monitoring of the development of primary care system.The study employed both quantitative and qualitative approaches. A self-administrative questionnaire survey on financial status and supports of each CUP and its’ network was done. In-depth interviews were conducted with the Chief Medical Officers, hospital directors, and District health officers; in addition, focus group discussions were conducted separately with representatives from the hospital and health center. Twelve provinces locating in 12 NHSO regions were purposively selected according to wellestablishment of health information system. These included Chiang Rai, Phitsanulok, Uthai Thani, Nakhon Nayok, Samut Songkhram, Samut Prakan, Kalasin, Nong Bua Lam Phu, Surin, Si Sa ket, Surat Thani, and Songkhla. Al least three CUP were purposively selected; one provincial hospital CUP, one big district hospital CUP, and one small district hospital CUP; moreover, additional private hospital or other public hospital CUP was also included if health centers were included as their network. There were totally 44 CUPs in the study including 270 health centers under provincial hospital CUPs, 396 health centers under district hospital CUPs, and 5 health centers under a private hospital CUP. Results of study show that the financial status of all hospitals and its’ networks had been improved during 2006 – 2008, net savings of all categories of hospitals and health centers had been increasing. This indicates that over budgets were sufficient for the system, but allocation of budget was probably problematic. Financial management system as a CUP impose the hospital and its’ network, health centers, have to work closely in terms of supports, communication, and referring. However, how well they worked together depends on vision and attitude of the hospital director and local contexts. The itemized payments made by NHSO was criticized as it will deteriorate the integration and holistic concept of primary care; moreover, it lets health workers putting emphasis on these activities and entering data in order to get more budgets and may neglect in providing other services. Average annual total costs of health centers or primary care units (PCU) in 2008 were 2,571,535.86 Baht for those having doctor, 1,837,809.64 Baht for those having registered nurse, and 1,190,663.21 Baht for those providing services by health workers. Average annual numbers of productivity were 17,032.24, 10,927.80, and 7,432.85, visit/unit/year for different type of PCU respectively. The efficiency score calculated by DEA of PCU or health centers was relatively low, 0.538 – 0.593, and there were room for improvement. The result was against with the complaints of health workers that they had high burdens of work and reports. This was probably due to burden from reporting was not accounted as productivity of primarycare unit. Moreover, the current available data include only quantity of services provided, not including quality dimension or non-services activities. Results from the study illustrates that current available data within the CUP and province was able to use for management and monitoring of the development of primary care; however, it needs more efforts in managing the data and require training of staffs. Policy recommendations are as follows: 1) the provincial health office is crucial actor in the development of primary care and should not be ignore or bypass; 2) the payment models for primary care should be designed with caution ensuring that they will not deteriorate the concept of a holistic and integration of primary care; 3) a good governance of CUP board should be strengthen and separation of budget for primary care from secondary care is needed; 4) a national mechanism to monitor efficiency of budget spending should be established in addition to incentive measures and mechanisms to improve the efficiency of health service production; 5) strengthening management information system for planning, monitoring, and development of primary care.

บรรณานุกรม :
สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ . (2553). ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ . 2553. "ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ . "ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2553. Print.
สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ . ผลการศึกษาการประเมินการบริหารจัดการการคลังเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการคลังสถานพยาบาลปฐมภูมิ. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2553.