ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย , Medical coding practices in Thailand
นักวิจัย : ไชยยศ ประสานวงศ์ , Chaiyos Prasanwong , สาหร่าย เรืองเดช , สันติ โลกเจริญลาภ , วิโรจน์ ธัชศฤงคารสกุล , ชัยวัฒน์ พันธรัศมี , มะลิวัลย์ ยืนยงสุวรรณ
คำค้น : Diseases, coding system , Diagnosis coding , Procedure coding , ระบบบริการสุขภาพ , โรค , กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม , การบริการสาธารณสุข , ICD-10 , ICD-9-CM , หัตถการ , รหัสโรค , รหัสผ่าตัด
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://hdl.handle.net/11228/1447 , QZ140 ช882ร 2544 , 44ข122
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : th
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

รหัสโรคและรหัสผ่าตัด/หัตถการในประเทศไทย การศึกษาสถานการณ์การให้รหัสโรคและรหัสผ่าตัด/หัตถการที่เป็นจริงในปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ทราบถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหาอันเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการให้รหัสโรคและรหัสผ่าตัด/หัตถการต่อไป การศึกษาประกอบด้วย การสำรวจสถานการณ์การให้รหัสโรคและผ่าตัด/หัตถการจากโรงพยาบาลสังกัดต่าง ๆ จำนวน 322 แห่ง การสนทนากลุ่มของผู้รับผิดชอบในการให้รหัสโรคจำนวน 34 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกนักบริหารที่สนใจระบบข้อมูลในรูปรหัสจำนวน 4 ท่าน การระดมสมองจากนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของข้อมูลจากสำนักงานประกันสุขภาพที่ได้จากโรงพยาบาลต่าง ๆ และรายงานการศึกษาสถานการณ์ของบริษัท 3M Health Information Systems Evaluation of the Infrastructure of Casemix จำกัด ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลร้อยละ 75.00 ใช้ ICD10 ในการให้รหัสโรค และใช้ ICD9-CM ให้รหัสผ่าตัด/หัตถการ นักบริหารและนักวิชาการในโรงพยาบาลเห็นว่าข้อมูลรหัสโรคและรหัสผ่าตัด/หัตถการมีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านการทำสถิติรายงานมากที่สุดคือร้อยละ 75.00 รองลงมาใช้เพื่อเรียกเก็บเงินชดเชยร้อยละ 64.19 โรงพยาบาลร้อยละ 59.87 มีเจ้าหน้าที่เวชสถิติปฏิบัติงานให้รหัสโรคและรหัสผ่าตัด/หัตถการ โดยผู้ทำหน้าที่ให้รหัสในโรงพยาบาลร้อยละ 46.20 รับผิดชอบงานให้รหัสบางเวลาและรับผิดชอบงานอื่นด้วย ผู้ปฏิบัติงานร้อยละ 85.00 เคยผ่านการอบรมด้านการให้รหัสโรคและรหัสการผ่าตัด/หัตถการ ในด้านประสบการณ์การทำงานร้อยละ 43.61 อยู่ในช่วง 1-3 ปี รองลงมาคือต่ำกว่า 1 ปี มี ร้อยละ 13.66 ในด้านวิธีการทำงานในการให้รหัสใช้หนังสืออย่างเดียวมากที่สุดร้อยละ 53.90 รองลงมาใช้หนังสือร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ร้อยละ 27.80 ส่วนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างเดียวมีเพียงร้อยละ 18.31 โดยการใช้หนังสือพบความผิดพลาดน้อยที่สุดร้อยละ 5.16 การใช้โปรแกรมควบคู่กับการใช้หนังสือผิดพลาดร้อยละ 7.04 ส่วนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างเดียวผิดพลาดถึงร้อยละ 10.47 จากผลการทบทวนข้อมูลการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายสูงที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ส่งมาเรียกเก็บเงินชดเชยตั้งแต่ปี 2541 –2543 แสดงให้เห็นแนวโน้มบางอย่างที่ชัดเจนคือข้อมูลที่ผิดพลาดมีสัดส่วนที่ลดลงเรื่อยๆ จาก ปี 2541 ถึงปี 2543 โดยความผิดพลาดจากร้อยละ 38.3 ลดเหลือ 15.6 และ 8.0 ตามลำดับ โดยความผิดพลาดส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลงรหัสโรคไม่ครบหลัก เช่น ลงรหัสเพียง 3 หลักในโรคที่กำหนดไว้ว่าต้องลงรหัส 4 หรือ 5 หลัก ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะปัญหาข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย1. การสรุปเวชระเบียนของแพทย์ยังขาดความสมบูรณ์ ครบถ้วนถูกต้องและทันเวลา สาเหตุ คือการขาดความเข้าใจเรื่องการลงบันทึกในส่วนต่างๆปริมาณงานมาก เวลาไม่เพียงพอ หรือไม่มีเวลาการไม่เห็นความสำคัญ และขาดแรงจูงใจในการทำงาน ให้ความรู้แก่แพทย์ในเรื่อง หลักการบันทึกเวชระเบียนลงในแบบฟอร์มหลักการสรุปข้อมูลวินิจฉัย โรคและการผ่าตัด/หัตถการการในเอกสารใบสรุป(Summary sheet)หลักการให้รหัสโรคและ ผ่าตัด/หัตถการ หลักการตรวจสอบเวช ระเบียนกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมควรมีระบบการช่วยเหลือในกรณีที่แพทย์ไม่มีเวลาในการลงบันทึก เช่น มอบให้พยาบาลลงบันทึกในส่วนที่เกี่ยวข้องแทนแต่แพทย์ต้องลงนามกำกับในระดับโรงพยาบาลควรมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการบันทึกเวชระเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มีการทบทวนเวชระเบียนอย่างเป็นระบบและมีการใช้ประโยชน์จากการบันทึกเวชระเบียน 4. สร้างระบบการตรวจสอบเวช- ระเบียนภายในโรงพยาบาล5. มีระบบควบคุมกำกับติดตาม และประเมินผลในหลักสูตรแพทย์ควรเพิ่มเติมวิชาที่ เกี่ยวข้องกับการบันทึกเวชระเบียน การสรุปข้อมูลผู้ป่วยลงในใบสรุป (Summary Sheet) หลักการให้รหัส การตรวจสอบเวชระเบียน และกลุ่ม วินิจฉัยโรคร่วมกำหนดให้มีการตรวจสอบเวชระเบียนโดยดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับ กระบวนการ Hospital Accreditation (HA) และแจ้งกลับให้ผู้บริหารแต่ละ ระดับรับทราบการสรุปเวชระเบียนของแพทย์ยังขาดความสมบูรณ์ ครบถ้วนถูกต้องและทันเวลา สาเหตุ ได้แก่การขาดความเข้าใจในเรื่องการลงบันทึกในส่วนต่างๆปริมาณงานมากเวลาไม่เพียงพอ หรือไม่มีเวลาการไม่เห็นความสำคัญ และขาดแรงจูงใจในการทำงานให้ความรู้แก่แพทย์ในเรื่อง หลักการบันทึกเวชระเบียนลงในแบบฟอร์มหลักการสรุปข้อมูลวินิจฉัยโรคและการผ่าตัด/หัตถการในเอกสารใบสรุป (Summary sheet)หลักการให้รหัสโรคและผ่าตัด/หัตถการ หลักการตรวจสอบเวชระเบียน กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมควรมีระบบการช่วยเหลือในกรณีที่แพทย์ไม่มีเวลาในการลงบันทึก เช่น มอบให้พยาบาลลงบันทึกในส่วนที่เกี่ยวข้องแทนแต่แพทย์ต้องลงนามกำกับในระดับโรงพยาบาลควรมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการบันทึกเวช ระเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มีการทบทวนเวชระเบียนอย่างเป็นระบบและมีการใช้ประโยชน์จากการบันทึกเวชระเบียน สร้างระบบการตรวจสอบเวช- ระเบียนภายในโรงพยาบาลมีระบบควบคุมกำกับติดตามและประเมินผลในหลักสูตรแพทย์ควรเพิ่มเติมวิชาที่ เกี่ยวข้องกับการบันทึกเวชระเบียน การสรุปข้อมูลผู้ป่วยลงในใบสรุป (Summary Sheet) หลักการให้รหัส การตรวจสอบเวชระเบียน และกลุ่ม วินิจฉัยโรคร่วมกำหนดให้มีการตรวจสอบเวชระเบียนโดยดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับ กระบวนการ Hospital Accreditation (HA) และแจ้งกลับให้ผู้บริหารแต่ละ ระดับรับทราบการให้รหัสผิดพลาดรวมทั้งการขาดความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูล หรือการตรวจทานการให้รหัสกรณีใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งไม่มีการวางระบบตรวจสอบเวชระเบียนและการตรวจสอบการให้รหัส ปัญหาที่พบมีสาเหตุจากจำนวนเจ้าหน้าที่เวชสถิติไม่เพียงพอทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องอาศัย บุคลากรอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวชสถิติหรือผู้ที่ไม่เคยได้รับการอบรมในการให้รหัสมาทำหน้าที่แทน ผู้ให้รหัสยังขาดความรู้และประสบการณ์ ขาดความรอบคอบในการตรวจสอบ ข้อมูล ขาดแรงจูงใจในการทำงาน เนื่องจากไม่มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ หรือขาดการสนับสนุนในด้านการทำงาน และขาดการส่งเสริมด้านการพัฒนาความรู้ในการให้รหัสกำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ให้รหัสต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการให้รหัสและกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมให้พยาบาลเป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยมีการจัดการที่เหมาะสมมีระบบช่วยเหลือในการทำงานแก่ผู้ทำหน้าที่ให้รหัสเช่น มีแพทย์ที่ปรึกษาหรือพยาบาลอาวุโส ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือกรณีที่มีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจ หรือไม่มั่นใจในผลสรุปของแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานให้รหัสควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีความรู้เพิ่มเติมจากการศึกษาอบรม การประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือในการทำงานการผลิตบุคลากร ควรแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ1.1 ระยะที่ 1 แผนระยะสั้น อบรมด้านการให้รหัส การตรวจสอบ ข้อมูล การตรวจสอบการให้รหัสและการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมให้แก่ผู้ปฏิบัติ-งาน รวมทั้งจัดอบรมฟื้นฟูให้แก่เจ้าหน้าที่เวชสถิติ 1.1.2 ประชุมสัมมนาเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน ความรู้และประสบการณ์1.2 ระยะที่ 2 แผนระยะยาว 1.2.1 ผลิตบุคลากรเพิ่มในหลักสูตรเวชสถิติหรือ เวชระเบียนให้เพียงพอกับความต้องการ และควรพัฒนาให้เป็นหลักสูตรระดับ ปริญญาตรีทั้งหมด 1.2.2 สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ที่มีความรู้และ ประสบการณ์ด้านการให้รหัสไปศึกษาต่อ เพื่อเพิ่มเติมความรู้และพัฒนาบุคลากร เดิมให้เป็นวิทยากรของประเทศกำหนดตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานให้เป็นวิชาชีพเฉพาะ และมีการวิเคราะห์อัตรากำลังที่เหมาะสมพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและสอดคล้องกับระบบการจัดกลุ่มโรคและการให้รหัสการวินิจฉัยโรคและการผ่าตัด/หัตถการในประเทศไทย กำหนดมาตรฐานการทำงาน โดย กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ให้รหัสต้องมีใบอนุญาต สร้างแนวทางการสรุปผลการรักษา สร้างแนวทางในการให้รหัส 4.4 สร้าง แนวทางในการตรวจสอบเวชระเบียน 4.5 สร้างดัชนีชี้วัดคุณภาพการให้รหัส 5. จัดตั้งหน่วยรหัสกลางแห่งชาติ (National Coding and Classification Center) ให้มีอำนาจหน้าที่ ด้านวิชาการเกี่ยวกับการจำแนกโรคและกิจกรรมทางการแพทย์ต่าง ๆ ดูแลด้านรหัสทางการแพทย์ และสนับสนุนด้านวิชาการในเรื่องรหัสแก่ผู้ปฏิบัติงาน

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Medical Coding Practices in Thailand The 4 key success factors for reimbursement by diagnosis related group (DRG) system are completed medical record, corrected medical coding, accuracy of cost data, and appropriate DRG grouping. In the past, there were many errors in coding. After the Center of Health Equity Monitoring (CHEM), Naresuan University reviewed the medical record audit of MOPH hospitals on high cost-claimed data, which were sent to the Office of Health Insurance throughout the year 2000 . The report revealed errors in coding that effect the sum of DRG relative weight: 77.86%, 54.39% and 40.85% in community, general and regional hospitals respectively. In this circumstance, there should be a study to review their real situation in all aspects and find out the problems, their causes and the recommendation to improve the coding system in Thailand. To achieve the objective, several tools were utilized to reach the objectives: 322 hospital survey for real situation in coding practice, focus group discussion by 34 coders, in depth interviews of 4 executives who are interested in coding system, workshop for brainstorming by experts in coding, review corresponding literature, analysis of coding errors from hospital data, and report of 3M Health Information Systems Evaluation of the Infrastructure of Casemix company’s study. Current situation of diagnosis and procedure coding system in Thailand 75% of hospitals in Thailand use ICD10 for coding diagnosis of diseases and ICD-9-CM for procedure. In the view of hospital executives and experts, diagnosis/procedure coding was most utilized for statistical report (75%) and for reimbursement (64.19%) .59.87% of the studied hospitals had certificated medical coders in coding practices, but 46.20% of coder in studied hospitals had to work in other jobs. 85% of coders had been trained in diagnosis/procedure coding training course. The work experience of the coders was 43.61% in 1-3 years interval and 13.66% in <1 year.The most common method of coding was using only ICD books (53.90%). The second was ICD books with computer-aided coding program(27.80%). And using only computer-aided coding program was the least chosen method (18.31%). The study revealed that errors on coding happened in ICD book was 5.16%, ICD book with computer-aided coding program was 7.04% and computer-aided only was 10.47%. Analysis of high cost claimed data from several levels of hospital in year 1998-2000 projected a trend in data quality. Errors in coding were declined from 38.3% in 1998 to 15.6% and 8.0% in the following years. The most common errors were deficiency of 4th and 5th code when necessary. Problems and recommendationsProblemsRecommendations in practical viewsRecommendations in policy viewsPhysician’s discharge summary (completeness, accuracy and timeliness) fromMisunderstanding of how to write document in medical record form.Lots of workload in patient care No recognition of the value of this work and poor incentives for workingEducate the physicians inHow to write qualified medical record.Principles to write diagnoses and procedures in summary sheetPrinciples of diagnosis/ procedure codingMedical record audit Diagnosis related groupsAlternative way in the case of empty discharge summary e.g. filling up by nurses follow by physician’s Authentication Hospital policy and guidelines for medical record, systematic medical record audit and utilization of information from medical record documentation.Monitoring and evaluation1. Addition of knowledge about medical record in under graduated medical curriculum included documentation, discharge summary, coding principles, medical record audit and DRGs. 2. Steering the process of medical record audit coordinated with hospital accreditation process and feed back to every levels of executives. Coder errors from Insufficiency Of medical coders, some hospital used other personnel who had never been trained to do the coding.Lack of knowledge, experience and carefulness in rechecking codes Lack of Motivation in their works due to inappropriated career ladder , lack of supportive measures in professional knowledge and skills Define specification of medical coderFor short term, training nurses to do the coding is needed Build up consulting system in coding e.g. medical or senior nurse consultant Coders must be supported in continuous coding education (training course, conference)Develop expert coding software program to facilitate coder works. Increase production of medical coders that may be in 2 stages.1.1 Stage 1 Short term planning 1.1.1 There are two training courses . First is in Medical coding, Medical Record Auditing, Code Auditng and DRG Grouping for the coder. The second appears to be a refreshing course for Medical Record Librarian.1.1.2 Conference or seminars in medical coding 1.2 Stage 2 Long term planning 1.2.1 Increase production of medical coders to reach the optimum and upgrading to bachelor degree1.2.2 Increase quality of instructors by provision of additional official training.Establish coders to be professionalsDevelop appropriated knowledge that correspond to morbidity and procedure coding system in Thailand. Set up coding standards Qualified licensing the coders Guidelines for physicians to complete medical record Guidelines for medical coding practice Guidelines for medical record audit Develop performance indicators in codingInstitute “National Coding and Classification Center” to have the following functions: 5.1 Academic function in disease classification and medical activities 5.2 Maintenance medical coding system 5.3 Academic support for coders.

บรรณานุกรม :
ไชยยศ ประสานวงศ์ , Chaiyos Prasanwong , สาหร่าย เรืองเดช , สันติ โลกเจริญลาภ , วิโรจน์ ธัชศฤงคารสกุล , ชัยวัฒน์ พันธรัศมี , มะลิวัลย์ ยืนยงสุวรรณ . (2545). รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ไชยยศ ประสานวงศ์ , Chaiyos Prasanwong , สาหร่าย เรืองเดช , สันติ โลกเจริญลาภ , วิโรจน์ ธัชศฤงคารสกุล , ชัยวัฒน์ พันธรัศมี , มะลิวัลย์ ยืนยงสุวรรณ . 2545. "รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ไชยยศ ประสานวงศ์ , Chaiyos Prasanwong , สาหร่าย เรืองเดช , สันติ โลกเจริญลาภ , วิโรจน์ ธัชศฤงคารสกุล , ชัยวัฒน์ พันธรัศมี , มะลิวัลย์ ยืนยงสุวรรณ . "รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2545. Print.
ไชยยศ ประสานวงศ์ , Chaiyos Prasanwong , สาหร่าย เรืองเดช , สันติ โลกเจริญลาภ , วิโรจน์ ธัชศฤงคารสกุล , ชัยวัฒน์ พันธรัศมี , มะลิวัลย์ ยืนยงสุวรรณ . รหัสโรคและรหัสผ่าตัด หัตถการในประเทศไทย. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2545.