ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร
นักวิจัย : นารีรัตน์ จิตรมนตรี , วิไลวรรณ ทองเจริญ , สาวิตรี ทยานศิลป์
คำค้น : ผู้สูงอายุ--การดูแล , การส่งเสริมสุขภาพ , ตัวชี้วัด
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์ , มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : hs1592 , http://hdl.handle.net/11228/2735 , WT31 น488ต 2552 , 51-022-3
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ทำให้มีอุปสรรค ในการดูแลผู้สูงอายุตามวัฒนธรรมไทยที่เคยปฏิบัติมาในอดีต อย่างไรก็ตามบางชุมชนและบางครอบครัวยังสามารถให้การดูแลผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี การค้นหาและศึกษากลวิธีที่ทำให้ชุมชนและครอบครัวต้นแบบยังสามารถรับบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุได้ดี จึงเป็นประโยชน์ในการวางแผน การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ การศึกษาตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชน ในชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนรูปแบบการดูแลระยะยาวของครอบครัวและชุมชนที่ได้รับการพิจารณาว่าดี และศึกษากลวิธีการจัดการในครอบครัวและชุมชน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างทั้งชุมชนและครอบครัวใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงระดับ 3 หรือ 4 ในการศึกษาครั้งนี้ได้ถอดบทเรียนการดูแลผู้สูงอายุที่ดีจากชุมชน 2 แห่งคือ ชุมชนล็อค 4-5-6 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และชุมชน 30 กันยาพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และในแต่ละชุมชน ที่เลือกได้ศึกษาครอบครัวเชิงลึกชุมชนละ 2 ครอบครัวรวม 4 ครอบครัว ผู้สูงอายุที่ศึกษาเป็นหญิง 3 ราย ชาย 1 ราย อายุ 60-82 ปี เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ 2 ราย โรคหลอดเลือดสมองแตก 2 ราย ต้องได้รับความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมประจำวันค่อนข้างมากหรือทั้งหมด สำหรับผู้ดูแลเป็นหญิง 2 ราย ชาย 2 ราย อายุ 25-72 ปี ความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ เป็นลูก 2 ราย เป็นสามี 1 รายและเป็นพี่สาว 1 ราย มีผู้ดูแลรับจ้างมาช่วย 2 ราย การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการศึกษาเอกสารเพื่อกำหนดเกณฑ์ ในการคัดเลือกตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดี การสัมภาษณ์ระดับลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งการสังเกตกิจกรรมการดูแลในสถานการณ์จริง การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการถอดบทเรียนจากข้อมูลที่รวบรวมได้ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์สรุปประเด็น (Thematic Analysis) ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของชุมชน ผลการถอดบทเรียนจาก 2 ชุมชนพบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ชุมชนเขตเมืองมีการดูแลผู้สูงอายุที่ดี คือ การมีชุมชนที่เข้มแข็ง การมีระบบสนับสนุนที่ดี การมีทุนทางสังคม การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการบทบาทในชุมชน และการมีฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิเคราะห์ตัวแบบจึงสรุปเป็นตัวชี้วัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของชุมชนเขตเมือง ดังนี้ ตัวชี้วัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของชุมชน 1. การมีชุมชนที่เข้มแข็ง 1.1. ผู้นำเข้มแข็งและมีผู้สูงอายุต้นแบบ 1.2. ความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน 1.3. การทำงานเป็นทีม 2. การมีระบบสนับสนุนที่ดีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2.1. ระบบสนับสนุนจากภาครัฐ 2.2. ระบบสนับสนุนจากภาคเอกชนและอาสาสมัคร 3. การมีทุนทางสังคม 3.1. การใช้แหล่งประโยชน์หลากหลาย 3.2. ค่านิยมและวัฒนธรรมไทยเข้มแข็ง 3.3. ความกลมกลืนทางศาสนา 4. การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ 4.1. การประหยัดค่าใช้จ่าย 4.2. การแก้ปัญหาการเดินทางของผู้สูงอายุ 5. การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5.1. การให้บริการที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยต้นทุนที่ต่ำ 5.2. การใช้สถานที่ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า 6. การบูรณาการบทบาทในชุมชน 6.1. การเป็นกรรมการหลายชุด (สวมหมวกหลายใบ) 6.2. เป็นทั้งแหล่งให้บริการและแหล่งเรียนรู้ 7. การมีฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิเคราะห์ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัว ผลการถอดบทเรียนปัจจัยที่มีผลให้มีการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัว 4 ครอบครัวในชุมชนเขตเมือง มีดังนี้ การคัดเลือกผู้ดูแลหลักที่เหมาะสม ผู้ดูแลหลักดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ผู้ดูแลหลักดูแลผู้สูงอายุบนพื้นฐานของความรัก หรือความกตัญญู มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาในอดีต และความรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองในการดูแลผู้สูงอายุ การรักษาและควบคุม โรคเรื้อรังของผู้สูงอายุ การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการดูแล การที่ผู้ดูแลหลักมอบความไว้วางใจดูแลผู้สูงอายุให้ผู้ดูแลรับจ้าง การได้รับการสนับสนุนการดูแลทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผลการถอดบทเรียนดังกล่าว จึงสรุปเป็นตัวชี้วัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัว ที่อยู่ในชุมชนเขตเมือง ได้ดังนี้ ตัวชี้วัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัว 1. การคัดเลือกผู้ดูแลหลักในครอบครัวที่มีความพร้อม 2. การดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ 2.1. การรักษาความสะอาดของร่างกาย 2.2. การดูแลการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ 2.3. การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก แผลกดทับ ปอดอักเสบ การสำลักอาหาร 2.4. การป้องกันความรู้สึกเสียใจ และสร้างความสุข 2.5. การสร้างความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ 2.6. การส่งเสริมให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 2.7. การดูแลสุขภาวะทางจิตวิญญาณ 3. การดูแลบนพื้นฐานของความรัก ความห่วงใย ความกตัญญู และความรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถดูแลผู้สูงอายุของผู้ดูแลหลัก 4. การรักษาและควบคุมโรคเรื้อรัง 4.1. การดูแลให้ได้รับยาอย่างต่อเนื่อง 4.2. การดูแลจัดอาหารเฉพาะโรค 5. การจัดการสิ่งแวดล้อม 5.1. ที่อยู่อาศัย 5.2. อุปกรณ์ที่เอื้อต่อการดูแล 6. การที่ผู้ดูแลหลักมอบความไว้วางใจให้ผู้ดูแลรับจ้าง 7. การได้รับการสนับสนุนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 7.1. ระบบสนับสนุนจากภาครัฐ 7.2. ระบบสนับสนุนจากภาคเอกชนและอาสาสมัคร จากผลการศึกษา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมือง คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ระดับชุมชน 1. รัฐควรส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรและเพิ่มอัตรากำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งเน้นให้มีการดำเนินการด้านการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยพัฒนาตั้งแต่ระดับหลักสูตรการฝึกอบรมเฉพาะทางในสถาบันการศึกษาพยาบาล จนถึง อสม. อสส. ที่ให้การดูแลผู้สูงอายุในชุมชน 2. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรกำหนดนโยบายในการสนับสนุนค่ารักษา พยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการดูแลของครอบครัว 3. รัฐควรกำหนดนโยบายให้มีระบบการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ โดยจัดตั้งศูนย์ฉุกเฉินขึ้นในชุมชน รวมทั้งสนับสนุนยานพาหนะ และมีระบบสายด่วนสำหรับติดต่อระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลหรือหน่วยเวชปฏิบัติ โดยให้ชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ 4. รัฐหรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรพัฒนาระบบการดูแลรักษาและส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ระดับตติยภูมิจนถึงระดับปฐมภูมิ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5. รัฐควรพัฒนาระบบการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลกลับบ้าน (Transitional Care or Intermediate Care) เพื่อดูแลผู้ป่วยที่ยังจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นการเตรียมผู้ดูแลให้มีความพร้อม ในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในโรงพยาบาล 6. งบประมาณ ควรบริหารจัดการจากภาครัฐสู่ชุมชน โดยการปรับหรือลดขั้นตอนในการพิจารณาโครงการและจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ 7. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรทบทวนนโยบายในการจัดสรรทุนเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อช่วยให้คนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง 8. รัฐควรกำหนดนโยบายการประกันคุณภาพการฝึกอบรมผู้ดูแลรับจ้าง โดยผู้ดูแลรับจ้างต้องผ่านการฝึกอบรม ในหลักสูตรจากสถานประกอบการที่มีคุณภาพอย่างน้อย 4 เดือน 9. กระทรวงการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรมีนโยบายเชิงรุกอย่างเข้มแข็ง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมค่านิยมของความกตัญญูในสังคมไทย 10. ในอนาคตที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น รัฐควรจัดหรือสนับสนุนภาคเอกชนให้จัดบริการที่พักอาศัยในชุมชน พร้อมบริการการดูแล ให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมาเช่าอยู่ในอาคารเดียวกันเพื่อป้องกันการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวจากตลาดแรงงานมาดูแลผู้สูงอายุ ระดับครอบครัว 1. การทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจัดทำทะเบียนหรือฐานข้อมูลผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัว และกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือ 2. กระทรวงแรงงานควรสนับสนุนระบบการทำงานที่บ้านให้กับผู้ดูแล เพื่อให้ผู้ดูแลที่มีศักยภาพในการทำงาน สามารถดูแลผู้สูงอายุและทำงานในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ดูแล และป้องกันความเครียดจากการรับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุแต่เพียงอย่างเดียว 3. สถานบริการที่ให้บริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุที่ผู้ดูแลพามาพบแพทย์ ควรจัดบริการแบบควบคู่กันไปเป็นบริการแบบเบ็ดเสร็จ (one-stop service) คือ ดูแลปัญหาสุขภาพของทั้งผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่ออำนวยความสะดวกและตัดทอนปัญหาในการเดินทางมาพบแพทย์ของผู้ดูแล ข้อเสนอแนะระดับปฏิบัติการ ระดับชุมชน 1. หน่วยเวชปฏิบัติควรเพิ่มศักยภาพ อสส./ อสม. ในการช่วยดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยฝึกอบรมเรื่องการอุ้มยกพยุงผู้สูงอายุ การป้องกันและดูแลแผลกดทับ การทำกายภาพบำบัดขั้นพื้นฐาน การวัดความดันโลหิต การเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 2. เทศบาล/ สำนักเขตในกรุงเทพมหานคร ควรจัดโครงการพัฒนาศักยภาพของชุมชน ด้านภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีมและการเสริมพลัง (Empowerment) รวมทั้งการเขียนโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุน และให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนสนับสนุนโครงการในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถดูแลกันเองได้ภายในชุมชน 3. ชุมชนสนับสนุนให้มีการจัดรายการวิทยุ/ รายการโทรทัศน์ หรือหอกระจายข่าวเพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถโทรศัพท์เข้าไปซักถามพูดคุย ขอเพลงได้ เพื่อเชื่อมโยงผู้สูงอายุและผู้ดูแล ที่ต้องจำกัดตัวเองอยู่ในบ้านกับโลกภายนอก 4. หน่วยเวชปฏิบัติจัดระบบโทรศัพท์สายด่วน เพื่อให้ผู้ดูแลโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ 5. ชุมชนควรจัดทำโครงการอาสาสมัคร ช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือดัดแปลงสิ่งแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน โดยประสานความร่วมมือ จากผู้มีศักยภาพด้านการก่อสร้าง เช่น ช่างก่อสร้าง นักศึกษาโรงเรียนอาชีวะ 6. เทศบาล/ สำนักเขตในกรุงเทพมหานคร ควรจัดกิจกรรมสร้างความภาคภูมิใจ จิตสำนึกให้แก่สมาชิกในชุมชน ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชน เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง อาทิ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชน เพื่อนช่วยเพื่อน ใจถึงใจ 7. ชุมชนควรริเริ่มระบบบริหารจัดการอาหารที่มีมากมายในวัด ไปสู่ผู้สูงอายุและครอบครัว ที่ขาดแคลน โดยดำเนินการในลักษณะการเยี่ยมเยียนจากชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้สึกในการรับอย่างมีศักดิ์ศรี 8. ชุมชนสร้างหรือพัฒนาให้มีศูนย์สุขภาพชุมชน หรือศูนย์อเนกประสงค์ในชุมชน เพื่อให้บริการด้านสุขภาพ ด้านสังคม รวมทั้งฟื้นฟูสภาพและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านต่างๆ โดยการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 9. ชุมชนควรพัฒนาระบบสนับสนุนทางสังคมให้มี ระบบการดูแลเวลากลางวัน (Day Care) การดูแลทดแทนชั่วคราว (Respite Care) และบริการการดูแลที่บ้าน (Home Care) เพื่อแบ่งเบาภาระการดูแลของครอบครัว และให้ผู้ดูแลได้ผ่อนคลายจากความเครียด ช่วยประคับประคองให้ครอบครัวรับบทบาทดูแลผู้สูงอายุต่อไปได้นาน 10. เทศบาล/ สำนักเขตในกรุงเทพมหานคร สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาเครือข่ายระหว่างชุมชน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมขึ้นในชุมชน ระดับครอบครัว 1. หน่วยเวชปฏิบัติพัฒนาศักยภาพของผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัว 1.1. รูปแบบการอบรมควรเป็นบริการถึงบ้าน หรือจัดให้มีบริการดูแลทดแทนช่วงสั้นๆโดยผู้ที่ผู้ดูแลรู้สึกไว้วางใจ เพราะผู้ดูแลไม่สามารถละทิ้งผู้สูงอายุมาเข้ารับการอบรมหรือร่วมกิจกรรมกลุ่มได้ นอกจากนี้ผู้ดูแลที่มีประสบการณ์มานานแล้ว กับผู้ดูแลที่เพิ่งเข้ามารับบทบาท ควรได้รับการอบรมที่แตกต่างกัน 1.2. จัดกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ดูแลที่ให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาคล้ายๆกัน (Group Support) รวมทั้งชี้ให้เห็นประโยชน์ในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเอง ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง 1.3. จัดโครงการยกย่องและประกาศเกียรติคุณของผู้ดูแล เพื่อเสริมพลัง (Empowerment) ให้มีกำลังใจรับบทบาทผู้ดูแลต่อไป 2. หน่วยเวชปฏิบัติจัดโครงการเตรียมความพร้อมของผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต 3. สถาบันการศึกษาทุกระดับ ควรสอดแทรกการส่งเสริมความอบอุ่นในครอบครัว และค่านิยม ในการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการมอบหมายงานให้นักเรียน/ นักศึกษา ได้มีกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะปู่ย่าตายาย ข้อเสนอแนะในการวิจัย 1. ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมืองแบบหมู่บ้านจัดสรร 2. ศึกษาความเป็นไปได้ และแนวทางในการพัฒนาระบบบริการดูแลทดแทนชั่วคราว (Respite Care) และระบบบริการดูแลระยะออกจากโรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน (Intermediate Care)

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย

บรรณานุกรม :
นารีรัตน์ จิตรมนตรี , วิไลวรรณ ทองเจริญ , สาวิตรี ทยานศิลป์ . (2552). ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
นารีรัตน์ จิตรมนตรี , วิไลวรรณ ทองเจริญ , สาวิตรี ทยานศิลป์ . 2552. "ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
นารีรัตน์ จิตรมนตรี , วิไลวรรณ ทองเจริญ , สาวิตรี ทยานศิลป์ . "ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2552. Print.
นารีรัตน์ จิตรมนตรี , วิไลวรรณ ทองเจริญ , สาวิตรี ทยานศิลป์ . ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีของครอบครัวและชุมชนเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2552.