ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2545-2550

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2545-2550
นักวิจัย : วิพรรณ ประจวบเหมาะ , วรรณภา ศรีธัญรัตน์ , ผ่องพรรณ อรุณแสง , ประเสริฐ อัสสันตชัย , วรเวศม์ สุวรรณระดา , ศศิพัฒน์ ยอดเพชร , ศิริวรรณ ศิริบุญ , รัชพันธุ์ เชยจิตร , คมคาย บุญเสริมสุข , บรรลุ ศิริพานิช , ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์
คำค้น : ผู้สูงอายุ -- สุขภาพและอนามัย , ระบบสุขภาพของประชาชนกลุ่มต่างๆ , Aged , ผู้สูงอายุ
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : ชื่นตา วิชชาวุธ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันประชาการศาสตร์ , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะพยาบาลศาสตร์ , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะพยาบาลศาสตร์ , คณะพยาบาลศาสตร์ ศิริราชพยาบาล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะเศรษฐศาสตร์ , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสังคมสงเคราะห์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิทยาลัยประชาการศาสตร์ , ไม่มีข้อมูล , ไม่มีข้อมูล , สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย , สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ , สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : hs1590 , hs1694 , http://hdl.handle.net/11228/2734 , WT20 ว641ก 2552 , 51-022-1
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : ไทย
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

hs1590 ฉบับพิมพ์ปี 2552,hs1694 ฉบับพิมพ์ปี 2553

จากการทบทวนองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุปี 2545-2550 ใน 8 ประเด็น คือ ประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทย ภาวะสุขภาพและระบบบริการสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ เศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ครอบครัวกับผู้สูงอายุ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุ การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุของประเทศไทย และการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงอายุ ผลการทบทวนสรุปได้ดังนี้ ด้านประชากรสูงอายุ จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรสูงอายุของประเทศไทยมีถึงประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็นเกือบร้อยละ 11 ของประชากรทั้งประเทศที่มีอยู่ประมาณ 65.6 ล้านคน แสดงว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว การเปลี่ยนเป็นประชากรสูงวัยของไทยนั้นเกิดขึ้นในระยะเวลาที่สั้นมาก โดยอัตราการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วนี้ สาเหตุหลักทางประชากรคือการลดภาวะเจริญพันธุ์หรือภาวะการเกิดอย่างรวดเร็วจากช่วงปี 2506-7 สตรีคนหนึ่งมีบุตรโดยเฉลี่ยประมาณ 6 คน ลดลงเหลือ 4 คนในช่วงทศวรรษ 2520 และในปัจจุบันเหลือประมาณ 1.6 คนต่อสตรี 1 คน ส่งผลให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5 ใน ปี 2493 เป็นเกือบร้อยละ 11 ในปัจจุบัน และประชากรในวัยแรงงานซึ่งเป็นฐานที่สำคัญของการผลิตและเกื้อหนุน (ทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่น การดูแลบุพการี การเสียภาษีรายได้ให้แก่รัฐเพื่อนำมาจัดสรรหรือจัดสวัสดิการต่างๆให้แก่ประชากรสูงอายุ) ต่อประชากรสูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มลดลงโดยตลอด และคาดว่าจะลดลงไปอีกในอนาคต จากประชากรวัยแรงงานประมาณ 9 คนที่สามารถให้การดูแลเกื้อหนุนผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 1 คน ในปัจจุบัน เหลือเพียง 3 คน ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคนในปีพ.ศ. 2583 ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะมีเวลาสั้นมากที่จะเตรียมการทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนการเตรียมการในด้านสวัสดิการ บริการ และการสร้างหลักประกันต่างๆเพื่อรองรับประชากรสูงอายุ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องเตรียมการให้คนไทยทุกวัยทั้งวัยทำงาน วัยก่อนสูงอายุและวัยสูงอายุมีส่วนรับรู้และเตรียมความพร้อมทั้งด้านการออม การศึกษา การทำงานเพื่อหารายได้ ด้านสุขภาพ และสังคม ด้านสุขภาพ พบว่าอายุคาดหมายเฉลี่ยการมีสุขภาพดี (Health Average Life Expectancy: HALE) ของประชากรไทยเพิ่มขึ้นโดยลำดับ เพศหญิงมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดสูงกว่าเพศชาย และล่าสุดปี พ.ศ. 2550 เพศหญิงมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดเท่ากับ 75.2 ปี และเพศชายเท่ากับ 68.4 ปี ด้านความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นได้โดยอิสระ สื่อภาพของการมีสุขภาวะ คือ มีความแข็งแรงของร่างกายพอที่จะปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตนได้ โดยไม่ต้องการการพึ่งพาหรือเป็นภาระของบุคคลอื่น การสำรวจในปี พ.ศ. 2549 ผู้สูงอายุมีความสามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้เองมากกว่าร้อยละ 90 ดีกว่าการสำรวจในปี 2547 แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากก็มีทุกข์ภาวะจากปัญหาการมองเห็น ปัญหาการได้ยิน การบดเคี้ยวอาหาร และจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง และโรคข้อเสื่อม (โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจมีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ) ซึ่งโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะทุพพลภาพในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มภาวะสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ภาวะสมองเสื่อมนอกจากจะก่อทุกข์ในผู้สูงอายุ ด้วยมีการสูญเสียความคิด ความจำ และความสามารถในการทำงานและการตัดสินใจแล้ว ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ดูแลและครอบครัวของผู้สูงอายุทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจเช่นเดียวกับภาวะทุพลภาพ การหกล้มในผู้สูงอายุพบมากถึงร้อยละ10.3 ทุกขภาระที่ตามมาของการหกล้มในผู้สูงอายุอาจมากกว่ากลุ่มวัยอื่น เพราะอาจมีภาวะกระดูกหักได้ง่าย ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังดังกล่าว ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายมีจำนวนน้อยกว่าที่ไม่ออกกำลังกาย แต่นับว่ามีแนวโน้มดีขึ้น ด้วยขยับขึ้นจากปี พ.ศ. 2545 และ 2547 ตามลำดับ จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2549 พบว่าผู้สูงอายุเพศหญิงมีน้ำหนักเกินและอ้วน ร้อยละ 28.4 ผู้สูงอายุชายน้ำหนักเกินและอ้วน ร้อยละ 21.0 และประมาณ 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุยังคงสูบบุหรี่ สำหรับการตรวจร่างกายประจำปีซึ่งบ่งบอกความสนใจและเอาใจใส่สุขภาพ และเป็นพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ เพราะเป็นการตรวจที่ไม่ใช่การตรวจ เมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองการทำงานต่าง ๆ ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย การสำรวจ ในปี พ.ศ. 2550 ยืนยันว่าผู้สูงอายุมีการตรวจร่างกายในสัดส่วนที่ไม่น่าพอใจ (เพียงร้อยละ 45) สำหรับการใช้บริการด้านรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุตามสิทธิประโยชน์ในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในระยะห้าปีนี้ มีความก้าวหน้าด้านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก อาทิ บริการตรวจรักษาและผ่าตัดตาครบวงจร โครงการฟันเทียม ผู้ป่วยโรคไตที่มีบัตรทองทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์ในการล้างไต ฟอกเลือด ผ่าตัดเปลี่ยนไตฟรี เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ จากข้อมูลปี 2550 พบว่าประชากรวัยสูงอายุที่มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อปีขึ้นไปมีอยู่เพียงประมาณร้อยละ 15.38 ขณะที่ประชากรวัยสูงอายุที่ยากจน(รายได้ต่ำ 20000 บาทต่อปี) มีอยู่ประมาณร้อยละ 34.13 เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้พบว่า มากกว่าร้อยละ50 ตอบว่ามาจากบุตรหญิงหรือบุตรชายที่สมรสแล้ว ที่เหลือมาจากการทำงาน เงินออม เบี้ยยังชีพ คู่สมรส และบุตรที่เป็นโสด การทำงานของผู้สูงอายุ จากข้อมูลปี 2549 พบว่าอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงอายุประมาณร้อยละ 7.00 ซึ่งเพิ่มจากในอดีตอย่างเห็นได้ชัด และจำนวนผู้มีงานทำนั้นส่วนมาก(ร้อยละ 99) อยู่ในวัยสูงอายุตอนต้นช่วงแรก (60-64 ปี) โดยประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวมากที่สุด สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นลูกจ้างรายได้จะแตกต่างกันเห็นได้ชัดตามระดับการศึกษาของผู้สูงอายุ และขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมที่ทำด้วย ความต้องการจ้างแรงงานสูงอายุในองค์กรพัฒนาเอกชน จากการสอบถามพบว่าทักษะของผู้สูงอายุที่องค์กรพัฒนาเอกชนต้องการมากที่สุดได้แก่ ภาษาต่างประเทศ รองลงมาเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และเกษตรอินทรีย์ จึงควรพัฒนาทักษะแรงงานผู้สูงอายุในอนาคตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และ จากรายงานการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2550 พบว่าร้อยละ31.3ของผู้สูงอายุนั้นไม่ได้ออมหรือสะสมเงินทองหรือทรัพย์สินทั้งในรูปสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ รัฐต้องเร่งจัดทำระบบบำนาญผู้สูงอายุไทยโดยเป็นระบบบำนาญบนพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกคน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีหลักประกันเมื่อสูงอายุ ครอบครัวและผู้สูงอายุ มีแนวโน้มผู้สูงอายุจะอยู่คนเดียว อยู่กับสามีและภรรยาโดยไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับหลาน และต้องรับภาระในการเลี้ยงหลานก็เพิ่มขึ้นด้วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีลูกเป็นโรคเอดส์ ครอบครัวขยายที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่นั้นมีแนวโน้มลดลง ผู้สูงอายุทั้งที่ยากจน ฐานะปานกลางยังได้รับการดูแลจากครอบครัวตามสถานภาพทางร่างกายและความสามารถที่มีอยู่ โดยบทบาทของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุดูแลการดำรงชีวิตประจำวันทั่วไป บทบาทการดูแลที่ตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์และจิตใจส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่านิยมในการเคารพผู้อาวุโส โดยพฤติกรรมที่ส่งเสริมระดับมาก ได้แก่ การให้ความเคารพยกย่องผู้สูงอายุ การขอคำปรึกษาจากผู้สูงอายุเมื่อประสบปัญหา การสนับสนุนงานอดิเรกที่ผู้สูงอายุชอบ สมาชิกในครอบครัวที่ทำหน้าที่หลักในการดูแลผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่คือบุตรหลานที่เป็นเพศหญิง (เพศชายจะเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย) คู่สมรสที่ทำหน้าที่ดูแลมักเป็นผู้สูงอายุด้วยกัน ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุคือ การศึกษาของผู้ดูแล และรายได้ของผู้ดูแล ผู้สูงอายุที่มีความสุขที่สุด ได้แก่ ผู้ที่ไม่มีหนี้สิน มีสุขภาพดีมาก ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการประกอบกิจวัตรประจำวัน อาศัยอยู่ในสภาวะแวดล้อมทางสังคมดีมาก (ความรู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนบ้าน ความเชื่อมั่นในการได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านในยามวิกฤต ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างเพื่อนบ้าน และความรู้สึกปลอดภัยในทรัพย์สิน) และผู้ที่รู้สึกไม่ยากจนเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน บทบาทของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับผู้สูงอายุ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้สูงอายุ หลายชุมชนได้ตอบสนองปัญหาของผู้สูงอายุในรูปของการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเสริมรายได้ และการมีกองทุนในชุมชน ร้อยละ 36 ของหมู่บ้านที่ตอบแบบสอบถามรายงานว่ามีกองทุนเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนผู้สูงอายุฉบับที่ 2 (เป้าหมายคือ ร้อยละ 20) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่รายงานว่าหมู่บ้านมีกองทุนเพื่อผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุด (27%) และร้อยละ 60 รายงานว่าผู้สูงอายุในหมู่บ้านเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มกิจกรรมเสริมรายได้ โดยสัดส่วนใกล้เคียงกันในทุกภูมิภาคของประเทศ เครือข่ายในชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุนั้นมีเครือข่ายที่สำคัญ ได้แก่ 1) เพื่อน/เพื่อนบ้าน 2) ผู้นำชุมชน 3) วัดและองค์กรทางศาสนา 4) ชมรมผู้สูงอายุและคลังปัญญา 5) กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ และ 6) องค์กรเอกชนและองค์กรอิสระ ชมรมผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในการเกื้อหนุนช่วยเหลือเผื่อแผ่ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกันจึงถือเป็นการ “เติมเต็มให้กัน” อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของชมรมผู้สูงอายุในการเกื้อหนุนผู้สูงอายุด้วยกันก็ยังคงมีข้อจำกัดที่ดูแลได้เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก ถึงแม้จะมีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุอย่างแพร่หลาย แต่ในปี พ.ศ. 2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยและพบว่า ผู้สูงอายุเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ สัดส่วนของผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุสูงที่สุดในภาคเหนือ (ร้อยละ 43.9) ต่ำที่สุดในกรุงเทพฯ (ร้อยละ 4.6) ในส่วนของชุมชนนั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ร่วมกับภาคประชาชนในชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2550 เห็นชอบให้มีการขยายผลโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แต่พบว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงไม่กี่แห่งที่ดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2550 พบว่ามีอาสาสมัครทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชนทั่วประเทศจำนวน 4,577 คนสามารถให้การดูแลผู้สูงอายุจำนวน 37,495 คน นอกจากนี้ สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุยังได้ริเริ่มให้มีการดำเนินโครงการ ศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชนโดยเป็นโครงการนำร่องใน 7 จังหวัด (เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น สกลนคร พัทลุง ชลบุรี และเพชรบุรี) จากการสอบถามความเห็นตัวแทนจากชมรมผู้สูงอายุและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับบริการเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุ และ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเวลากลางวันพบว่า ถึงแม้ผู้ให้ข้อมูลจะเห็นด้วยกับแนวคิดในเรื่องการมีสถานที่เป็นศูนย์รวมให้ผู้สูงอายุได้มาพักผ่อน หรืออยู่รวมกัน เพื่อจะได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนกัน แต่ผู้ที่ตกเป็นตัวอย่างก็มีความเห็นว่าศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุตอนกลางวันน่าจะเหมาะกับพื้นที่เขตเมืองหรือเขตเทศบาลมากกว่า เพราะพื้นที่เทศบาลมีขนาดเล็ก ระยะทางการเดินทางมาที่ศูนย์ฯไม่ไกล ในระดับหมู่บ้านยังไม่จำเป็นต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลางวันเพราะผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องรับบริการยังมีน้อย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากไม่ได้ให้บริการแก่ผู้สูงอายุโดยตรงแต่ดำเนินการเพียงการสนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรในชุมชนให้จัดบริการแก่ผู้สูงอายุ เช่น การสนับสนุนงบประมาณแก่สถานีอนามัยและ โรงพยาบาล การมอบเครื่องอุปโภคบริโภค การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การส่งเสริมการออกกำลังกายโดยสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาครูฝึก จัดหาเครื่องเสียง การอำนวยความสะดวกให้ใช้สถานที่ และการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว สำหรับการจ่ายเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ และได้มีการประมาณการว่า หากรัฐบาลจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทุกคนซึ่งมีรวมทั้งสิ้นประมาณ 7.05 ล้านคน โดยจ่ายให้คนละ 500 บาทต่อเดือน ในปี พ.ศ. 2550 รัฐต้องใช้จ่ายเงินทั้งสิ้น 42,120,000,000 บาท ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าการสร้างชุมชนผู้สูงอายุ เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่ไร้ที่พึ่งพิง ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของรัฐ การอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา จึงเป็นทางเลือกอันดับสุดท้าย หรืออันดับท้ายๆ สำหรับตน การจัดเตรียมที่อยู่อาศัยในอนาคตของผู้สูงอายุช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2545-2550) สรุปได้ว่า การจัดเตรียมที่อยู่อาศัยในอนาคตของผู้สูงอายุ นั้นแตกต่างกัน โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุจัดเตรียมที่อยู่อาศัย แตกต่างกัน คือ ฐานะทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าผู้สูงอายุไม่ได้จัดเตรียมอะไรสำหรับตนเองในด้านที่อยู่อาศัย ผู้สูงอายุที่เป็นผู้ยากจนบางส่วนไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ทุกภาคส่วนต่างๆ ของสังคมควรให้ความสนใจว่าจะวางนโยบายอย่างไรกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่จะเข้าวัยผู้สูงอายุ ทิศทางการวิจัยด้านการเตรียมการด้านที่อยู่อาศัยควรให้ความสำคัญกับ “บ้านหลังแรก” ที่สามารถอยู่ได้จนถึงวัยสูงอายุเป็นลำดับแรกบ้านหลังแรกควรจะได้มีการออกแบบ วางผังให้ใช้งานได้จนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และ สามารถปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพได้เข้ากับวัยของผู้อยู่อาศัย การออกประกาศกฎกระทรวง ลงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2548 โดยกำหนดรายละเอียดการออกแบบทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการ ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ โดยใช้บังคับกับอาคาร 2 ประเภท ประเภทแรก ได้แก่ อาคารที่ทำการราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานที่ศึกษา สถานีขนส่งมวลชน สถานพยาบาลทุกรูปแบบ ประเภทที่สอง ได้แก่ อาคารสำนักงาน โรงมหรสพ โรงแรม หอประชุม สนามกีฬา ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า การประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ อาจเป็นแหล่งกระตุ้นที่สำคัญในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนา หรือ ปรับปรุง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ รวมทั้งการปรับปรุง อาคารสถานที่ทั้งภายนอกและภายในให้มีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เช่นห้องน้ำ ทางเดินเท้าสาธารณะ เป็นต้น แต่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายนี้กับอาคาร สถานที่ ที่สร้างก่อนหน้าที่จะออกกฎกระทรวงฉบับนี้ การดำเนินด้านผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2546 – 2550 พบว่ากระทรวงต่างๆ มีการดำเนินงานเพื่อผู้สูงอายุในหลากหลายด้าน การดำเนินงานเพื่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพมีการดำเนินงานได้ค่อนข้างมาก แต่ก็มีบางอย่างยังต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น สำหรับด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมีการเตรียมค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของประเทศไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว จากการทบทวนองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุครั้งนี้จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนางานผู้สูงอายุต่อไปในอนาคตดังนี้ งานศึกษาวิจัยที่ควรทำในอนาคต การวิจัยด้านผู้สูงอายุในอนาคต ควรเป็นการวิจัยในลักษณะสหสาขาวิชา บูรณาการศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ รวมทั้งควรส่งเสริมการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศ เช่น ในกลุ่มอาเซียน เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของประเทศต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาองค์ความรู้และการพัฒนานโยบาย รัฐจึงควรส่งเสริมให้มีการวิจัยในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมให้เพิ่มมากขึ้น 1. ศึกษาระบบการดูแลระยะยาวที่เหมาะสมกับสังคมไทย รวมทั้งศักยภาพของครอบครัว ชุมชน และรัฐในการให้การดูแลระยะยาวแก่ผู้สูงอายุ 2. ศึกษารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและการควบคุมโรคเรื้อรัง 3. ควรศึกษาถึงแหล่งที่มาของรายได้ของผู้สูงอายุโดยละเอียด และควรวิเคราะห์ถึงความแตกต่างหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างระดับรายได้และแหล่งที่มาของรายได้ 4. การศึกษาลักษณะเฉพาะของการบริโภคของครัวเรือนผู้สูงอายุเป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในสังคมผู้สูงอายุ 5. การศึกษาที่สำคัญคือบทบาทของชุมชนในการช่วยผู้สูงอายุหรือครอบครัวในการลดรายจ่ายด้านการดูแล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บทบาทของชุมชนกับการดูแลระยะยาวผู้สูงอายุนั่นเอง 6. ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน โดยแยกเมืองและชนบท และเน้นการใช้เทคโนโลยีระดับชาวบ้าน 7. ศึกษาทบทวนการใช้บังคับกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุ 8. ศึกษาเกี่ยวกับมาตรการจูงใจด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีแก่ผู้ผลิตที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านสำหรับผู้สูงอายุ 9. ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ และส่งเสริมงานวิจัยสู่การผลิต 10. ควรมีการศึกษาวิจัยเรื่องความสุข/ความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อการดำรงชีวิตในครอบครัว โดยตนเองของผู้สูงอายุ 11. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับเสริมสร้างความสามารถของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุโดยแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ในบริบทสังคมไทย โดยทำในภาพใหญ่เพื่อพัฒนาเป็นทฤษฎีต่อไป 12. ควรทำวิจัยวิธีแก้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุในครอบครัว การพัฒนางานเพื่อผู้สูงอายุ 1. ควรส่งเสริมและสร้างกระแสสังคมในเรื่องของการเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุ 2. สนับสนุนให้มีกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานผู้สูงอายุระดับจังหวัด 3. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุได้มากขึ้น 4. ควรมีแผนงานด้านผู้สูงอายุในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพื่อเป็นหลักประกันว่าการเปลี่ยนตัวผู้บริหารจะไม่กระทบต่อการดำเนินงาน ควรเปิดโอกาสให้แกนนำผู้สูงอายุ กลุ่ม หรือองค์กรผู้สูงอายุในชุมชน อาทิเช่น ชมรมผู้สูงอายุเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงาน นโยบาย หรือกิจกรรมเกี่ยวกับผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง 5. ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรได้รับการเพิ่มขีดความรู้ ความสามารถ รวมทั้งทักษะและมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะการติดตามงานของเครือข่ายในพื้นที่ รวมทั้งหามาตรการแรงจูงใจในการถ่ายโอนบุคลากร 6. ควรมีการติดตามประเมินผลการขยายการให้สวัสดิการเบี้ยยังชีพ 7. ผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านการออมและการส่งเสริมรายได้ในวัยสูงอายุ 8. ควรมีข้อมูลผู้สูงอายุในฐานะผู้ใช้แรงงานในเชิงคุณภาพเพื่อวิเคราะห์ต่อถึงการ match หรือ mismatch กับอุปสงค์แรงงานผู้สูงอายุและความต้องการจ้างงานผู้สูงอายุควรจะต้องมีอย่างเป็นระบบ 9. ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพการศึกษาภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุควรให้ครอบคลุมในกลุ่มต่างๆให้มากขึ้น 10. ควรมีหน่วยงานหลักในการรวบรวมฐานข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุและเชื่อมโยงข้อมูลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆได้เพื่อการพัฒนาและใช้ประโยชน์ 11. ควรศึกษาพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ (การบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและการชะลอความชรา) แต่ควรศึกษาถึงความคุ้มทุนและผลลัพธ์ระยะยาว 12. พัฒนากำลังคนและศักยภาพของบุคลากรด้านสุขภาพได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ทันตแพทย์ ให้เพียงพอในการให้บริการผู้สูงอายุได้ดีขึ้น 13. จัดประกวดการสร้าง ประดิษฐ์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในระดับชุมชน จังหวัด ประเทศ และนานาชาติ

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

บรรณานุกรม :