ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หน่วยงาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ , Public policy mapping in north earstern region
นักวิจัย : ประธาน ฦาชา , Prathan Luecha , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะเภสัชศาสตร์ , Khon Kaen University. Facalty of Pharmacy
คำค้น : Health Public Policy , Health Policy , Health Impact Assessment , นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ , นโยบายสาธารณสุข , การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ , Public policy mapping , นโยบายสาธารณะ , แผนที่
หน่วยงาน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : ABSTRACT[ENGISH]/abs/res/hs1213e.doc , DOWNLOAD FULLTEXT[THAI]/fullt/res/hs1213.zip , http://hdl.handle.net/11228/1549 , WA541 ป287ผ 2546 , 46ข080
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : th
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ชื่อหน้าปก : รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องแผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ชื่องานวิจัย แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือชื่อผู้วิจัย ประธาน ฦๅชาแหล่งทุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่พิมพ์ 2546 บทคัดย่อ การศึกษาเชิงพรรณนาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากระบวนการได้มาซึ่งนโยบายสาธารณะของภาครัฐในรูปแบบต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงปี พ.ศ. 2546 – 2547 โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก รวมทั้งการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะ ซึ่งผลการศึกษาได้ปรากฏดังต่อไปนี้ นโยบายสาธารณะที่สำคัญที่ได้ทำการศึกษาประกอบด้วย 1)แผนยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2)ยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3)ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์จากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546 โดยกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะทั้ง 3 ฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำร่างนโยบาย แต่มีเพียงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ จากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546 เท่านั้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างข้อเสนอในขั้นตอนต่อไป รวมถึงการรับรู้ ตัดสินใจเพื่อจัดทำร่างนโยบายที่เสนอต่อผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเลือกใช้นโยบายดังกล่าว ส่วนอีก 2 กระบวนการนั้นประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการจัดทำร่างนโยบายน้อยมาก แนวคิดในการจัดทำร่างนโยบายทั้ง 3 ฉบับมีความแตกต่างกัน โดยแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเชิงการค้าเพื่อก่อให้เกิดรายได้ในภูมิภาค ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์จากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมุ่งเน้นไปที่การสร้างสุขภาวะของมนุษย์ให้ครบทุกองค์ประกอบได้แก่ กาย จิตใจ สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ) ซึ่งแนวคิดที่แตกต่างกันนี้ส่งผลถึงกระบวนทัศน์และแนวทางในการกำหนดนโยบายที่แตกต่างกัน ส่งผลถึงการวัดและประเมินผลนโยบายที่ตามมาโดยแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถประเมินผลได้ชัดเจนมากกว่าการประเมินผลของข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์จากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ต้องทำประเมินในหลายองค์ประกอบ กระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกนโยบายที่จะมีผลมาใช้กับประชาชนเอง เพื่อให้นโยบายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

บรรณานุกรม :
ประธาน ฦาชา , Prathan Luecha , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะเภสัชศาสตร์ , Khon Kaen University. Facalty of Pharmacy . (2546). แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ประธาน ฦาชา , Prathan Luecha , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะเภสัชศาสตร์ , Khon Kaen University. Facalty of Pharmacy . 2546. "แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ".
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ประธาน ฦาชา , Prathan Luecha , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะเภสัชศาสตร์ , Khon Kaen University. Facalty of Pharmacy . "แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ."
    นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2546. Print.
ประธาน ฦาชา , Prathan Luecha , มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คณะเภสัชศาสตร์ , Khon Kaen University. Facalty of Pharmacy . แผนที่นโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2546.