ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา
นักวิจัย : สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล
คำค้น : สวนยางพารา , พื้นที่สีเขียว
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5620051 , http://research.trf.or.th/node/9662
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในรูปของการปลูกพืชร่วมยางในระบบสวนยางพารา จึงมีขึ้นเพื่อศึกษา (1) ระบบสวนยางพาราที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (2) ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา (3) ทัศนคติของเกษตรกรต่อมิติต่าง ๆ ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา (4) แนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา โดยเจาะจงศึกษาใน 2 พื้นที่ คือพื้นที่ตำบลเขาพระอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เพื่อความสมบูรณ์ของงานวิจัย ทีมวิจัยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) กล่าวคือใช้ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกสัมภาษณ์รายบุคคล จัดเวทีนำเสนอผลการศึกษาระหว่างการวิจัย และมีเวทีสัมมนาก่อนปิดโครงการ วิเคราะห์โดยใช้ทั้งสถิติเชิงพรรณนา และเชิงปริมาณ รวมทั้งหลักการวิเคราะห์โครงการ สำหรับประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์ประกอบด้วยความรู้และบทเรียนของการปลูกพืชร่วมยาง โดยใช้ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) จำนวน 23 ราย จากนั้นเป็นการตรวจสอบความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจว่าการปลูกพืชร่วมยางนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการทำสวนยางเชิงเดี่ยว โดยใช้ข้อมูลจากเกษตรกรที่ทำสวนยางพาราเชิงเดี่ยวจำนวน 31 ราย และที่ปลูกพืชร่วมยางจำนวน 21 ราย รวม 52 ราย และสุดท้ายเป็นการพิจารณาทัศนคติของเกษตรกรโดยทั่วไปที่ทำสวนยางเชิงเดี่ยวต่อพืชร่วมยางในมิติต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูลจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยทั่วไปที่ทำสวนยางเชิงเดี่ยว พื้นที่ละ 200 ราย รวม 400 ราย ผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรในพื้นที่ศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชร่วมยางอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดของภาคใต้ส่วนใหญ่ก็ยังทำสวนยางพาราเชิงเดี่ยวเป็นหลัก สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมปลูกพืชร่วมยางนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะการขับเคลื่อนของภาคประชาชนในพื้นที่ การปลูกพืชร่วมยางมี 2 แนวคิด คือแนวคิดธรรมชาติ โดยพืชร่วมที่มีในสวนยางจะเป็นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งพบน้อยมากและแนวคิดจัดหาพืชร่วมมาปลูก ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นจริงในภาคปฏิบัติทั้ง 2 พื้นที่ศึกษา พืชร่วมจะถูกปลูกเป็นแถวเป็นแนว และมีจำนวนพืชร่วมในสวนยางระหว่าง 1-7 ชนิด ความรู้ภาคปฏิบัติในการปลูกพืชร่วมยางจากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรพบว่า ไม้ป่าทุกชนิด เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง กฤษณา ยางนา ทัง พะยอม สักทอง เป็นต้น สามารถปลูกเป็นพืชร่วมยางได้ทั้งหมด ส่วนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น สะเดาเทียม และมะฮอกกานี หากจะปลูกเป็นพืชร่วมยาง ไม่ควรปลูกระหว่างร่องยางเป็นจำนวนมาก ไม้โตเร็วจะไปแย่งอาหารต้นยาง ในขณะที่ไม้ผลที่ปลูกเป็นพืชร่วมยางได้ผลดี ได้แก่ ทุเรียน จำปาดะ กระท้อน มะไฟ รังแข (ลูกปุย) รวมทั้ง สะตอ เหรียง บริเวณที่เหมาะสมในการปลูกพืชร่วมยาง คือ ระหว่างร่องยาง ส่วนความหนาแน่นในการปลูกในเชิงเศรษฐกิจควรปลูกพืชร่วม 30-40 ต้นต่อไร่ ส่วนช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมสำหรับไม้ป่า ไม้เศรษฐกิจโตเร็ว หรือไม้ผลต่าง ๆ ควรปลูกในสวนยางอ่อนที่ยังไม่ให้ผลผลิต คือในช่วงที่ต้นยางมีอายุระหว่าง 2-4 ปี ส่วนบทเรียนในการปลูกพืชร่วมยาง พบว่าไม้เศรษฐกิจโตเร็วจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลผลิตยาง ไม้ผลเช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ลองกอง มังคุด (ในสภาพดินที่แห้ง) มะม่วง เงาะ ลำไย เป็นพืชที่ไม่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจสำหรับการปลูกเป็นพืชร่วมยาง การวิเคราะห์โครงการทางการเงิน (อัตราคิดลดร้อยละ 9.25) ที่ราคายาง 73.78 บาท/กก. พบว่า สวนยางพาราเชิงเดี่ยวมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 44,092.30 บาทต่อไร่ และอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (BCR) เท่ากับ 1.74 ในขณะที่สวนยางพาราที่มีพืชร่วมให้ความคุ้มค่าแก่การลงทุนสูงกว่าอย่างชัดเจน กล่าวคือระบบที่ 1 คือ ระบบยาง-ตะเคียนทอง-กฤษณา พบว่ามี NPV เท่ากับ 75,118.48 บาทต่อไร่ และ BCR เท่ากับ 2.17 ระบบที่ 2 คือ ระบบยาง-ตะเคียนทอง-จำปาทอง มี NPV เท่ากับ 64,510.72 บาทต่อไร่ มี BCR เท่ากับ 2.01 และระบบที่ 3 คือ ระบบยาง-ไผ่มันป่า มี NPV เท่ากับ 75,603.60 บาทต่อไร่ และ BCR เท่ากับ 2.10 ส่วนการวิเคราะห์โครงการทางเศรษฐกิจก็ให้ผลการศึกษาในแนวทางเดียวกัน เกษตรกรโดยทั่วไปที่ทำสวนยางเชิงเดี่ยวมีทัศนคติต่อพืชร่วมยาง ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมในระดับดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละประเด็นย่อย 11 ประเด็นระหว่าง 3.56-4.35 จากคะแนนเต็ม 5 ที่น่าสนใจคือ เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวจำนวน 293 คน (n=400) คิดเป็นร้อยละ 73.25 ให้คำตอบว่าจะตัดสินใจปลูกพืชร่วมยางในอนาคต 5 ปี ข้างหน้า โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจปลูกพืชร่วมยางดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน (P=0.043) องค์ความรู้พืชร่วมยาง (P=0.022) การเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับพืชร่วมยาง (P=0.039) และประสบการณ์การทำสวนยาง (P=0.074) สรุปได้ว่าผลการศึกษาทุกประเด็นดังกล่าวต่างเกื้อกูลต่อการขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพาราในรูปของการปลูกพืชร่วมยางเป็นมาก อย่างไรก็ตาม หากไม่มีมาตรการใดมาช่วยขับเคลื่อน และปล่อยให้การปลูกพืชร่วมยางเป็นไปตามธรรมชาติหรือตามอิสรภาพของเกษตรกรเหมือนที่เป็นมา การเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชร่วมยางคงเป็นไปได้ยาก รัฐต้องมีมาตรการที่จำเป็นเพื่อขับเคลื่อนให้การเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชร่วมยางมีโอกาสเป็นจริง เช่น (1) ต้องกำหนดนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชร่วมยางให้เป็นรูปธรรม (2) ต้องปรับกฎระเบียบข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการปลูกพืชร่วมยาง (3) ต้องจัดสรรงบประมาณขยายพื้นที่การปลูกพืชร่วมยางเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบสวนยางเชิงเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง (4) ต้องสร้างกลไกการประสานความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพืชร่วมยาง และ (5) ต้องจัดให้มีการจัดการความรู้ด้านพืชร่วมยางขององค์กรภาคประชาชน (6) การระดมเงินเข้ากองทุนกองทุนขับเคลื่อนการปลูกพืชร่วมยางที่ถาวร (7) ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายปันส่วนรายได้โดยจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุนฯ เป็นต้น

บรรณานุกรม :
สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล . (2558). การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล . 2558. "การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล . "การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2558. Print.
สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล . การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ระบบสวนยางพารา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2558.