ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
นักวิจัย : นิอร สิริมงคลเลิศกุล
คำค้น : การเผา , ข้าวโพดพื้นที่สูง , ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5640020 , http://research.trf.or.th/node/9374
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพด ศึกษาความต้องการของประชาชนในการเลือกปลูกพืชชนิดอื่นแทนการปลูกข้าวโพด ศึกษาทัศนคติของประชาชนต่อนโยบายการลดการเผาของรัฐบาล ตลอดจนเสนอแนะเชิงนโยบายแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่สูงต่อการลดการเผาในที่โล่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวนทั้งสิ้น 500 คน สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่ ค่าสถิติ F-Test (One Way Anova) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีสถานภาพสมรส ไม่ได้เรียนหนังสือ ประกอบอาชีพหลักและรอง ทำไร่ข้าวโพด รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวระหว่าง 1,001 – 5,000 บาท โดยรายได้หลักมาจากการทำไร่ข้าวโพด สมาชิกในครัวเรือน มีจำนวนระหว่าง 4 – 6 คน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลวาวี เป็นระยะเวลา 31 ปีขึ้นไป ร้อยละ 40.2 มีภาระหนี้สินรวมทั้งหมดของครอบครัว ไม่เกิน 50,000 บาท/ปี แหล่งเงินทุนที่เป็นหนี้ 3 ลำดับ คือ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และญาติพี่น้อง สาเหตุที่เป็นหนี้ 3 ลำดับแรกคือ เพื่อนำมาเป็นเงินทุนทำไร่ข้าวโพด/การเกษตร รองลงมาคือ เพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเพื่อนำมาเป็นทุนการศึกษาให้ลูก นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดมาเป็นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี มีการรับรู้ว่าที่ดินที่ตนเองปลูกข้าวโพดในปัจจุบันนั้น เป็นที่ดินของตนเอง (ความเป็นจริงพื้นที่ที่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลวาวี ปลูกข้าวโพด เป็นพื้นที่ของรัฐ หรือพื้นที่ป่าไม้ ทั้งหมด) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมพบว่า ปัจจัยลำดับแรกคือ ปัจจัยด้านชุมชน มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพดในระดับมาก โดย ประเด็นที่ข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกมาดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ บรรพบุรุษ และข้าวโพดเป็นพืชที่คนในชุมชนนิยมปลูกกัน มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพด มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพดรองลงมาคือ ปัจจัยด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสำหรับเพาะปลูกข้าวโพด ปัจจัยด้านผลผลิตและราคา มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพดในระดับปานกลาง ขณะเดียวกันปัจจัยด้านแรงงาน ปัจจัยด้านต้นทุนการผลิต และปัจจัยด้านนโยบายรัฐ มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพดในระดับน้อย นอกจากนี้จากผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการปลูกข้าวโพด จำแนกตามข้อมูลทั่วไป และข้อมูลการเพาะปลูกข้าวโพดของกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร พบว่าปัจจัยด้านต้นทุนในการเพาะปลูก รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และ ปัจจัยจำนวนแรงงานในการเพาะปลูกข้าวโพดที่แตกต่างกันมีผลต่อการตัดในใจในการเพาะปลูกข้าวโพดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะปลูกพืชชนิดอื่นแทนการปลูกข้าวโพด โดยให้เหตุผลว่า การเพาะปลูกข้าวโพดในปัจจุบันมีต้นทุนในการเพาะปลูกเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ราคาข้าวโพดในแต่ละปีการผลิตไม่แน่นอน และประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี พืชที่ประชาชนต้องการปลูกแทนการปลูกข้าวโพดลำดับแรกคือ ชา รองลงมาคือ ยางพารา และกาแฟ ตามลำดับ เหตุผลที่ต้องการปลูกคือ เป็นพืชที่น่าจะเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของตำบลวาวี ราคาผลผลิตของพืชดังกล่าวค่อนข้างสูง และเป็นพืชที่ตลาดต้องการ กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการดำเนินนโยบายการลดการเผา โดยเห็นว่า การลดการเผานั้นสามารถช่วยลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ได้ ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันเห็นว่า นโยบายดังกล่าวนี้ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวโพด โดยทำให้การเพาะปลูกข้าวโพดล่าช้า ผลผลิตข้าวโพดออกมาน้อย และมีผลต่อเนื่องถึงรายได้จากการขายข้าวโพดที่น้อยลง นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรมีความคิดเห็นว่า การเผาพื้นที่เพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าวโพดนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนในชุมชน ซึ่งเชื่อว่า จะช่วยให้ดินมีความสมบูรณ์ และผลผลิตข้าวโพดจะเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นสำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่าบนพื้นที่สูงนั้น ควรมีการส่งเสริมการการปลูกพืชชนิดอื่นพร้อมกับการคืนพื้นที่ป่าให้กับแผ่นดิน โดยอาจมีการผ่อนปรนให้มีการปลูกพืชชนิดอื่นผสมกับการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่าและบนพื้นที่เดิมของเกษตรกร ลดการขยายพื้นที่และการรุกล้ำพื้นที่ปาและมีการส่งเสริมการปลูกชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกชาอินทรีย์นำร่อง โดยการสนับสนุนกล้าพันธุ์และความรู้ในการเพาะปลูก ตลอดจนหาตลาดรองรับ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรเพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ปาและการเผาอันเป็นปัญหาหมอกควันต่อไป อย่างไรก็ตามความมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงต้นทุนและผลผลิตของการปลูกข้าวโพดตลอดจน ศึกษาวงจรการซื้อขาย ข้าวโพดในพื้นที่โดยละเอียดเพื่อแสดงให้เกษตรกรเห็นอย่างชัดเจนถึงความคุ้มค่าในการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาเป็นการปลูกชา นอกจากนี้ควรทำการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่ากับวัฒนธรรมของการปลูกพืชในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมกับการปลูกพืชในมิติของสังคมเพื่อการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนต่อไป

บรรณานุกรม :
นิอร สิริมงคลเลิศกุล . (2558). การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นิอร สิริมงคลเลิศกุล . 2558. "การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นิอร สิริมงคลเลิศกุล . "การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2558. Print.
นิอร สิริมงคลเลิศกุล . การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่สูง กรณีศึกษา ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2558.