ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล
นักวิจัย : สิรินทร์ ภักดีพันธ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ธิติมา เพ็งสุภาพ , ภูรี อนันตโชติ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะเภสัชศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2556
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/43138
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ภ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทย โดยใช้กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมเป็นกลไกการจ่ายเงินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตามหลายปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลหลายแห่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis related groups, DRGs) ต่อสถานะทางการเงิน จำแนกกลุ่มโรคที่ขาดทุน ประเมินความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรในหมวดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในและคุณภาพการบริการ วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบย้อนหลังโดยใช้ข้อมูลจากผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปีงบประมาณ 2553 การวัดสถานะทางการเงินวัดจากผลต่างระหว่างต้นทุนการรักษาของโรงพยาบาลกับเงินชดเชยจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การประเมินความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรโดยวิเคราะห์สัดส่วนของต้นทุนหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในสำหรับ 10 โรคที่ขาดทุนสูงสุดและสัมภาษณ์หัวหน้าแพทย์อายุรกรรมผู้ป่วยในเพื่อร่วมประเมินความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากร และกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ 2 ประการ เพื่อประเมินคุณภาพการบริการ คืออัตราการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน และ การจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้านเร็วกว่าวันนอนมาตรฐาน DRGs ผลการศึกษา: ในช่วงปีงบประมาณ 2553 โรงพยาบาลรับผู้ป่วยเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยใน 11,404 ครั้ง คิดเป็นต้นทุนการรักษา 202.62 ล้านบาท โรงพยาบาลได้รับเงินชดเชย 103.70 ล้านบาท ดังนั้นโรงพยาบาลขาดทุน 98.92 ล้านบาท กลุ่มโรคที่ขาดทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Pneumonia (J189), Urinary tract infection (N390) และ COPD with acute exacerbation (J441) โดยหมวดหมู่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด คืออุปกรณ์ของใช้และเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น ค่าบริการคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ค่าบริการเครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นหมวดที่มีค่าใช้จ่ายสูงแต่หัวหน้าแพทย์อายุรกรรมผู้ป่วยในยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการรักษา นอกจากนี้ยังพบว่าใน 10 โรคที่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนมากที่สุดมีการใช้ยาต้นแบบ ซึ่งหากทดแทนยาต้นแบบด้วยยาชื่อสามัญจำนวนครึ่งหนึ่งจะทำให้โรงพยาบาลประหยัดงบประมาณลงได้ 1.16 ล้านบาท ในแง่คุณภาพการรักษาพบว่าอัตราการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน อยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานวิจัยอื่นซึ่งรายงานอยู่ในช่วง ร้อยละ 5-17 เมื่อดูการจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน พบว่าโรงพยาบาลจำหน่ายผู้ป่วยกลับเร็วกว่าวันนอนมาตรฐาน ร้อยละ 27.8 ซึ่งพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ ร้อยละ 85.8 มีอาการดีขึ้น สรุป: ภายใต้การจ่ายเงินชดเชยแบบ DRGs โรงพยาบาลยังคงประสบภาวะขาดทุน การใช้ทรัพยากรได้รับการยืนยันว่ามีความเหมาะสม การใช้ยาควรเลือกใช้ยาชื่อสามัญก่อน อัตราการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลภายใน 30 วันและการจำหน่ายผู้ป่วยกลับเร็วกว่าวันนอนมาตรฐานอยู่ในระดับต่ำ สำหรับการศึกษาในอนาคต โรงพยาบาลควรศึกษาในรายละเอียดโดยเฉพาะใน DRGs ที่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนมากที่สุด และควรคำนึงถึงการเก็บข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยบริการด้วย

บรรณานุกรม :
สิรินทร์ ภักดีพันธ์ . (2556). ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สิรินทร์ ภักดีพันธ์ . 2556. "ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สิรินทร์ ภักดีพันธ์ . "ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556. Print.
สิรินทร์ ภักดีพันธ์ . ผลของกลไกการจ่ายเงินแบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาล. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.