ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์
นักวิจัย : สุมาลี ตั้งประดับกุล , เพียงจันทร์ สนธยานนท์ , Sumalee Tungpradabkul
คำค้น : Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , Burkholeria pseudomallei , Flagellin gene , Mellodosis , PCR , Polymerase chain reaction , ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอไรเซชั่น , พีซีอาร์ , ยีนแฟคจิลิน , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ , โรคเมดิออยโดสิส
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/24109
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

Burkholderia pseudomallei เป็นจุลชีพที่เป็นสาเหตุของโรคเมดิออยโดสิส ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญพบเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย การแสดงออกของโรคมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆเช่น มาลาเรีย ไทฟอยด์ เป็นต้น การวินิจฉัยโรคเพื่อการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง แต่ในปัจจุบันวิธีการวินิจฉัยที่เชื่อถือได้ คือการจำแนกเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อรวมทั้งการทดสอบทางชีวเคมี ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องอาศัยผู้มีความชำนาญในการแยกความแตกต่างของเชื้อในกลุ่มเดียวกัน เช่น Burkholderia cepala, Burkholderia mallel เป็นต้น จากการศึกษาคุณสมบัติและสัณฐานวิทยาของเชื้อ Burkholderia pseudomallei และ Burkholderia mallel มีความคล้ายคลึงกันมาก ยกเว้นชนิดแรกสามารถเคลื่อนที่ได้ ส่วนชนิดหลักไม่เคลื่อนที่ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของยีนแฟคจิลินซึ่ง Burkholderia pseudomallei มีการสร้างแฟคจิลา โดยที่ผลทางพยาธิวิทยาของเชื้อแบคทีเรียที่มีแฟคจิลามักจะมีความรุนแรงกว่าชนิดที่ไม่มี นอกจากนี้แฟคจิลินยังมีบทบาทที่สำคัญที่ก่อให้เกิดลักษณะ Serological typing อีกด้วย

โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษายีนแฟคจิลินของเชื้อ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยวิธีทางพีซีอาร์มาเพิ่มขยายยีนดังกล่าว เพื่อศึกษาข้อมูลในระดับยีน และเปรียบเทียบข้อมูลของลำดับเบสและกรดอะมิโนดังกล่าวกับแบคทีเรียในชนิดและสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงได้แก่ Pseudomonas aeruginosa ATCC 27853, Paeudomonas fluorescens DMS 1380, Pseudomonas stutzeri DMS 2156, Pseudomonas putida DMS 0638, Pseudomonas putida DMS 2704, Pseudomonas putida DMS 3052, Pseudomonas putida DMS 3056, Burkholderia cepacia DMS 3027 รวมทั้งจากแหล่งต่างๆของ Burholderia pseudomallei 4 Isolates (NF 10/38,47/38, 105/37, 154/37) ผลจากการศึกษาพบว่าชนิดของไพรเมอร์ที่ใช้กับ Pseudomonas จะใช้ไม่ได้กับ Burkholderia และยีนแฟคจิลินที่ได้จากชนิดของแบคทีเรียต่างๆมีขนาดแตกต่างกัน คือ 1.2, 1.2, 1.4, 2.0, 0.8, 0.8, 1.4, 1.2 kb ตามลำดับ รวมทั้งจาก 4 isolates ของ Burkholderia pseudomallei ซึ่งได้ขนาดเท่ากัน คือ 1.2 kb ข้อมูลจากการเปรียบเทียบลำดับเบสและกรดอะมิโนสามารถนำไปสู่การพัฒนาวิธีการวินิจฉัยชนิดของเชื้อ Burkholderia pseudomallei ทั้งทางอิมมูโนวิทยา และทางอณูชีววิทยา และการพัฒนาวัคซีน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการจัดประเภทของเชื้อ (Phylogenic tree) ได้อีกด้วย

Mellodosis cause by Burkholderia pseudomallei is a tropical and subtropical disease whose endemic area is localized especially in Southeast Asia and Northern part of Australia. The symtoms are like ligionaires' infectious disease and can be symtomatically confused with malaria, typhoid fever, septicemia caused by tubercuiosis and or mycotic infections. The reliable differential diagnosis is possible only by isolation culture of Burkholderia pseudomallei followed by the positive serology. The laboratory identification is time consuming because of a difficulty to distinguish Burkholderia pseudomallei with other species especially Burkholderia pseudomallei. The Burkholderia pseudomallei and Burkholderia mallel can be distinguish only by the difference in motility, the former being active which requires expression of flagellin gene. Flagellin may correlates with the pathogenicity of the two species and also involves in the antigenic determinant for serological typing.

The objective of this study is isolation and characterization of the flagellin gene from various isolates of Burkholderia pseudomallei by using polymerase chain reaction (PCR) technique. The amplification products are characterized and compare with other related species such as Pseudomonas aeruginosa ATCC 27853, Paeudomonas fluorescens DMS 1380, Pseudomonas stutzeri DMS 2156, Pseudomonas putida DMS 0638, Pseudomonas putida DMS 2704, Pseudomonas putida DMS 3052, Pseudomonas putida DMS 3056, Burkholderia cepacia DMS 3027 and Burholderia pseudomallei 4 Isolates (NF 10/38,47/38, 105/37, 154/37). We found that the specific primers designed from Pseudomonas is not able to amplifly the flagellin from Burkholderia. The amplification of flagellin genes from these species show different size which are 1.2, 1.2, 1.4, 2.0, 0.8, 0.8, 1.4, 1.2 kb respectively while the flagellin gene products from 4 isolates of Burkholderia pseudomallei are similar showing a size of 1.2 kb. The comparative study of these sequences are discussed and the results suggest that the flagellin gene can be applied as a tool for detection of Burkholderia pseudomallei either by immunological or molecular aspects and can be used to development of vaccine to the disease as well. Moreover, it is able to apply for bulling the phyloginic tree in the bacterial classification.

บรรณานุกรม :
สุมาลี ตั้งประดับกุล , เพียงจันทร์ สนธยานนท์ , Sumalee Tungpradabkul . (2540). การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุมาลี ตั้งประดับกุล , เพียงจันทร์ สนธยานนท์ , Sumalee Tungpradabkul . 2540. "การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุมาลี ตั้งประดับกุล , เพียงจันทร์ สนธยานนท์ , Sumalee Tungpradabkul . "การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2540. Print.
สุมาลี ตั้งประดับกุล , เพียงจันทร์ สนธยานนท์ , Sumalee Tungpradabkul . การแยกยีนแฟคจิลีนของ Burkholderia pseudomallei โดยอาศัยเทคนิคพีซีอาร์. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2540.