ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
นักวิจัย : ประพีร์ เศรษฐรักษ์ , จิตติพันธุ์ ชวเดช , ประเสริฐ โศภน , มาลียา เครือตราชู , เอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา , Prapee Sretarugsa , Jittipan Chavadej , Prasert Sobhon , Maleeya Kruatrachue
คำค้น : 35 02 0102 , Animal biotechnology and related animal science , Biological sciences , Rana tigerina , กบ , กบนา , กบบูลฟรอก , การเพาะพันธุ์ , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา , เขียดแลว , เทคโนโลยีชีวภาพ
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2539
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/22954
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ บทคัดย่อ 1. การเพาะเลี้ยงกบนา กบบูลฟรอก และเขียดแลว ในการเพาะพันธุ์กบโดยวิธีธรรมชาตินั้นได้ทดลองกับกบนา (Rana tigerina) กบบูลฟรอก (R. catesbeiana) และเขียดแลว (R. blythii) การเพาะพันธุ์กบนาที่ให้ผลดีที่สุดคือ ทำการเพาะพันธุ์กบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ (อายุ > 1 ปี) หนึ่งคู่ในบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ (12 ตร.ม) ที่มีน้ำลึก 15 ซม. กบแม่พันธุ์มักวางไข่ครั้งละ 3000-5000 ฟอง ไข่ฟักเป็นลูกอ๊อดภายใน 24 ชั่วโมง อัตราการฟักประมาณร้อยละ 75 ส่วนการเพาะพันธุ์กบบูลฟรอกนั้นกระทำโดยนำกบบูลฟรอกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ (อายุ 1.5 ปี) หนึ่งคู่มาเพาะในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก (6 ตร.ม) ที่มีพื้นบ่อเท่ากันและมีน้ำลึก 20 ซม. กบแม่พันธุ์มักวางไข่ครั้งละ 7000-8000 ฟอง ไข่ฟักเป็นลูกอ๊อดภายใน 3-7 วัน อัตราการฟักร้อยละ 70 สำหรับการเพาะพันธุ์เขียดแลวนั้นกระทำในบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ (50 ตร.ม) ภายในบ่อจัดเป็นสวนหย่อมโดยรอบ บริเวณกลางบ่อมีก้อนกรวดและทำเป็นลำธารโดยมีระดับน้ำลึกประมาณ 10-15 ซม. ทำการปล่อยเขียดแลวพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ประมาณ 100 ตัว โดยมีอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย 1:2 พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของเขียดแลวคือ เขียดแลวเพศผู้จะทำการขุดหลุม เพื่อให้เพศเมียวางไข่โดยเขียดแลวเพศผู้หนึ่งตัวสามารถผสมเขียดแลวเพศเมีย ได้ 1-3 ตัว เก็บไข่ได้ครั้งละ 1000-3000 ฟอง ไข่ฟักเป็นลูกอ๊อดภายใน 3-5 วัน (ที่อุณหภูมิประมาณ 25-30 ํซ) สำหรับการพัฒนาจากระยะลูกอ๊อดเป็นลูกกบนั้น ในกบนาลูกอ๊อดกบนาเริ่มเมแทมอร์ โฟซิสโดยมีขาหลังเมื่ออายุ 15 วัน มีขาหน้าเมื่ออายุ 23 วัน และพัฒนาเป็นลูกกบเมื่ออายุ 30-35 วัน ในกบบูลฟรอก ลูกอ๊อดกบบูลฟรอกเริ่มเมแทมอร์โฟซิสโดยมีขาหลังเมื่ออายุ 45 วัน มีขาหน้าเมื่ออายุ 60 วัน และพัฒนาเป็นลูกกบเมื่ออายุ 70 วัน ในเขียดแลวลูกอ๊อดเขียดแลวเริ่มเมแทมอร์โฟซิสโดยมีขาหลังและขาหน้าภายใน 60 วัน และพัฒนาเป็นลูกกบเมื่ออายุ 62 วัน สำหรับการเพาะเลี้ยงลูกกบและกบรุ่นนั้นในกบนาทำการเพาะเลี้ยงลูกกบในบ่อ ซีเมนต์ขนาดเล็ก (6 ตร.ม.) ที่มีระดับน้ำสูง 15-20 ซม. และพื้นบ่อมีความลาดเอียด 12 ซม. จำนวนลูกกบ 200 ตัวต่อบ่อ ในกบบูลฟรอกทำการเพาะเลี้ยงลูกกบในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก (6 ตร.ม) ที่มีระดับน้ำสูง 10-15 ซม. พื้นบ่อเรียบเสมอกัน จำนวนลูกกบ 200 ตัว ต่อบ่อ ในการเพาะเลี้ยงลูกกบทั้งสองชนิดนี้จะให้อาหารวันละ 1-2 ครั้งในอัตราร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวกบ ทำความสะอาดบ่อวันเว้นวัน และคัดขนาดสัปดาห์ละครั้ง ส่วนลูกเขียดแลวนั้นทำการเพาะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก (6 ตร.ม) โดยใช้กรวดเล็กปูพื้นบ่อและทำสวนหย่อม ให้อาหารปลวกวันละครั้ง 2. การพัฒนาสูตรอาหารเม็ด ในการพัฒนาสูตรอาหารเม็ดที่มีปริมาณโปรตีนต่างๆ กันคือ 30%, 40%, 50% และ 60% นั้น ได้นำปลาป่น รำข้าว กากถั่วเหลือง แป้งข้าวโพด วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ มาผสมกัน ใส่น้ำประมาณ ร้อยละ 25 ของน้ำหนักอาหาร แล้วนำไปใส่ในเครื่องผสมอาหาร และนำมาอัดเม็ดในเครื่องอัดเม็ดโดยทำขนาดต่างๆ กัน คือที่ใช้เลี้ยงลูกอ๊อด 0.1 ซม. ที่ใช้เลี้ยงกบรุ่นมีขนาด 0.3 ซม. และที่ใช้เลี้ยงกบโต 0.6 ซม. 3. การทดลองสูตรอาหารเม็ด สำหรับการทดลองสูตรอาหารเม็ดนั้น ได้ทำการทดลองกับลูกอ๊อดและลูกกบของกบนาและกบบูลฟรอก สำหรับระยะลูกอ๊อดทดลองสูตรอาหารเม็ดที่มีโปรตีน 30%, 40% และ 50% ส่วนระยะลูกกบนั้นทดลองสูตรอาหารเม็ดที่มีโปรตีน 30%, 40%, 50% และ 60% ในกบนา ลูกอ๊อดที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 50% จะมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด (0.2 กรัม/สัปดาห์) มีน้ำหนักมากที่สุด (1.2 กรัม) มีอัตราการรอดร้อยละ 85 และมีอัตราเมแทมอร์โฟซิสร้อยละ 95 ส่วนในลูกกบนานั้นลูกกบที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 40% มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด (36.4 กรัม/เดือน) มีน้ำหนักมากที่สุดภายใน 6 เดือน (182.89 กรัม) และมีอัตรการรอดร้อยละ 50 ในกบบูลฟรอก ลูกอ๊อดที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 50% มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด (0.4 กรัม/สัปดาห์) มีน้ำหนักมากที่สุด (2.7 กรัม) สำหรับลูกอ๊อดที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 40% มีอัตราการรอดมากที่สุด (ร้อยละ 96.5) และมีอัตราเมแทมอร์โฟซิสสูงสุด (ร้อยละ 91) ส่วนลูกกบที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 40% และ 30% มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด (40% = 26.3 กรัม, 30% = 25.0 กรัม) มีน้ำหนักมากที่สุดภายในระยะเวลา 18 เดือน (40% = 372.2 กรัม, 30% = 365.1 กรัม) ส่วนอัตราการอยู่รอดนั้นให้ผลใกล้เคียงกันประมาณ 70-71% สำหรับอาหารสูตรโปรตีน 30%, 40% และ 50% ในเขียดแลว ลูกอ๊อดที่เลี้ยงด้วยผักต้มและอาหารไข่นั้น มีอัตราการเติบโตคิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ย 0.02 กรัม/เดือน เมื่อเจริญเต็มที่ลูกอ๊อดมีน้ำหนัก 0.06 กรัม และมีอัตราการรอดประมาณร้อย ละ 66 ส่วนลูกเขียดแลวที่เลี้ยงด้วยอาหารปลวกนั้นมีอัตราการเติบโตคิดเป็นน้ำหนัก เฉลี่ย 1.7 กรัม/เดือน และเมื่ออายุ 12 เดือน ลูกเขียดแลวมีน้ำหนักประมาณ 19.2 กรัม 4. การปรับปรุงสูตรอาหารเม็ดและการทดลอง การปรับปรุงสูตรอาหารเม็ดให้เหมาะสมกับกบระยะต่างๆ อาหารเม็ดสูตรโปรตีน 50% เหมาะกับการเลี้ยงลูกอ๊อด ส่วนอาหารสูตรที่เหมาะกับลูกกบและกบรุ่นคือ อาหารสูตรโปรตีน 40% และอาหารสูตรที่เหมาะกับกบโตคืออาหารสูตรโปรตีน 30% ได้ปรับปรุงสูตรอาหารเหล่านี้โดยมีปริมาณโปรตีนเท่าเดิม แต่มีปริมาณวิตามินและเกลือแร่เพิ่มขึ้น และได้นำสูตรอาหารเม็ดที่ปรับปรุงแล้วนี้ไปเลี้ยงกบนาและกบบูลฟรอก ในฟาร์มกบที่จังหวัดชลบุรีและระยอง พบว่าในการเลี้ยงลูกอ๊อดกบนาและกบบูลฟรอกด้วยอาหารเม็ดสูตรปรับปรุงที่มี โปรตีน 50% นั้น ลูกอ๊อดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่าและมีอัตราการเติบโตเร็วกกว่าลูกอ๊อดที่ เลี้ยงด้วยอาหารสูตรเก่า ส่วนลูกกบนาที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรโปรตีน 40% ที่ได้ปรับปรุงแล้วนั้นมีอัตราการเติบโตและอัตราการรอดใกล้เคียงกับลูกกบนา ที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรเก่า แต่ลูกกบบูลฟรอกที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรใหม่มีอัตราการเติบโตและอัตราการรอด สูงกว่าลูกกบบูลฟรอกที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรเก่าเล็กน้อย 5. การศึกษาโครงสร้างการพัฒนาของรังไข่กบนา กบบูลฟรอกและเขียดแลว พบว่า ไข่ของกบสามชนิดนี้จำแนกได้เป็นหกระยะ โดยอาศัยขนาด สี และลักษณะภายในและภายนอก คือไข่ระยะที่ 1 (ขนาด 50-400 ไมครอน) ลักษณะไซโตพลาสซึมใส ไข่ระยะที่ 2 (300-700 ไมครอน) ไซโตพลาสซึมทึบ ไข่ระยะที่ 3 (600-900 ไมครอน) เริ่มมีสีน้ำตาลอ่อน ไข่ระยะที่ 4 (700-1200 ไมครอน) มีสีน้ำตาลเข้ม ไข่ระยะที่ 5 (900-1500 ไมครอน) เริ่มแบ่งเป็นสองขั้ว คือ animal pole มีสีน้ำตาลเข้ม-ดำ และ vegetal pole มีสีขาว ส่วนไข่ระยะที่ 6 โตเต็มที่มีลักษณะภายนอกเหมือนกับไข่ระยะที่ 5 เพียงแต่ขนาดใหญ่กว่าคือ 1,600-2,200 ไมครอน ไข่ระยะที่ 5 และ 6 ของกบนาและกบบูลฟรอกค่อนข้างคล้ายกันต่างกันเฉพาะขนาด คือไข่กบนามีขนาดใหญ่กว่า ส่วนในเขียดแลวไข่ระยะที่ 5 และ 6 ไม่แยกเป็นสองขั้ว แต่จะมีสีน้ำตาลทั้งใบ ในกบนาอายุ 1-4 เดือน ภายในรังไข่ประกอบด้วยไข่ระยะที่ 1 ทั้งหมด ไข่ระยะที่ 2 พบในกบอายุ 5-6 เดือน ไข่ระยะที่ 3 มีการพัฒนาในกบอายุ 7-10 เดือน พออายุ 11 เดือนพบไข่ระยะที่ 4 ส่วนไข่ระยะที่ 5 และ 6 พบในกบอายุ 12 เดือนขึ้นไป การศึกษาครั้งนี้พอสรุปได้ว่ากบนาตัวเมียพร้อมที่จะวางไข่ได้เมื่ออายุ 12 เดือนขึ้นไป ในกบบูลฟรอก ไข่ระยะที่ 1 พบในรังไข่กบอายุ 2-5 เดือน ไข่ระยะที่ 2 มีการพัฒนาในกบอายุ 6 เดือน ส่วนไข่ระยะที่ 3 พบในกบอายุ 7-9 เดือน กบอายุ 10-11 เดือนมีการพัฒนาของไข่ระยะที่ 4 และไข่ระยะที่ 5 เริ่มมีการพัฒนาในกบอายุ 12 เดือน และเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในกบอายุ 14 เดือน อายุ 15-16 เดือนมีการพัฒนาของไข่ระยะที่ 6 โดยมีจำนวนประมาณร้อยละ 15-20 การศึกษาครั้งนี้พอสรุปได้ว่ากบบูลฟรอกตัวเมียที่จะออกไข่ได้จะมีอายุ ตั้งแต่ 15 เดือนขึ้นไป ในเขียดแลวพบว่ารังไข่มีการพัฒนาเมื่ออายุ 2 เดือน โดยมีไข่ระยะที่ 1 ปรากฏ ไข่ระยะที่ 1 เพิ่มจำนวนขึ้นตามอายุเขียดแลว ในเขียดแลว อายุ 3-9 เดือน รังไข่ก็ยังประกอบด้วยไข่ระยะที่ 1 และในเขียดแลวอายุ 12 เดือนก็ยังไม่มีการพัฒนาของไข่ระยะอื่นเลย การศึกษาในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุประยะเวลาการพัฒนาของเขียดแลวไปจนโตเต็ม วัยซึ่งทางกรมประมงน่าจะมีการศึกษาต่อไป การศึกษาการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของรังไข่กบนา กบบูลฟรอก และเขียดแลว พบว่ารังไข่กบนาและกบบูลฟรอกมีการเปลี่ยนแปลงคล้ายกันมาก โดยสรุปคือระหว่างเดือนมีนาคม- กันยายน ภายในรังไข่ประกอบด้วยไข่ระยะที่ 6 มากกว่าร้อยละ 20 ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของกบทั้งสองชนิดนี้ ส่วนระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ไข่ระยะที่ 6 มีน้อยหรือไม่มีเลย เป็นช่วงที่กบไม่ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ส่วนในรังไข่เขียดแลวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม พบไข่ระยะที่ 6 ประมาณร้อยละ 20-30 ซึ่งตรงกับฤดูผสมพันธุ์ของเขียดแลวและระหว่างเดือนเมษายน-ตุลาคม ไม่พบไข่ระยะที่ 6 ซึ่งตรงกับนอกฤดูผสมพันธุ์ของเขียดแลว 6. โครงสร้างการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของอัณฑะกบนา กบบูลฟรอก และเขียดแลว เซลล์สืบพันธุ์ในอัณฑะกบทั้งสามชนิดมีลักษณะคล้ายกันประกอบด้วย เซลล์ 12 ขั้น คือ primary spermatogonia, secondary spermatogonia, leptotene spermatocyte, zygotene spermatocyte, pachytene spermatocyte, diplotene spermatocyte, metaphase spermatocyte, secondary spermatocyte, early spermatid, round spermatid, late spermatid และ spermatozoa โดยที่เซลล์สืบพันธุ์ขั้นต้น ๆ ถูกโอบรอบโดยกิ่งของเซลล์พี่เลี้ยง (Folliculo-Sertoli cell) นอกจากนี้ในอัณฑะยังประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ Leydig ซึ่งอยู่ระหว่างหลอดสร้างอสุจิ อัณฑะกบนาปรากฏเมื่อกบอายุหนึ่งเดือน ประกอบด้วยเซลล์ mesenchyme เป็นส่วนใหญ่ spermatogonia และหลอดสร้างอสุจิเริ่มปรากฏเมื่อกบอายุสองเดือน การสร้างเซลล์อสุจิเริ่มเมื่อกบอายุสี่เดือน และมีการสร้างเพิ่มมากขึ้นเมื่อกบอายุหกเดือน ขณะเดียวกันขนาดของอัณฑะก็ขยายใหญ่ขึ้น กบอายุเจ็ดเดือนขึ้นไปมีการพัฒนาของเซลล์อสุจิมากขึ้นไม่แตกต่างกับกบอายุ 8-15 เดือน ยกเว้นขนาดของอัณฑะ อัณฑะกบบูลฟรอกปรากฏเมื่อกบอายุหนึ่งเดือน ส่วน spermatogonia เริ่มพัฒนาเมื่อกบอายุสองเดือน หลอดสร้างอสุจิปรากฏชัดเมื่อกบอายุสี่เดือน การสร้างเซลล์อสุจิเริ่มเมื่อกบอายุเจ็ดเดือนขึ้นไป ขณะเดียวกันอัณฑะมีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนเซลล์อสุจิพบมากในกบอายุ 12 เดือนขึ้นไป เขียดแลวมีการพัฒนาของอัณฑะช้ามาก อัณฑะปรากฏเมื่อเขียดแลวอายุสองเดือน เซลล์ที่พบส่วนใหญ่คือ spermatogonia หลอดสร้างอสุจิปรากฏเมื่อเขียดแลวอายุสี่เดือน การสร้างเซลล์อสุจิพบในบางหลอดสร้างอสุจิเมื่ออายุเก้าเดือน เขียดแลวอายุ 12 เดือนยังประกอบด้วย primary spermatogonia เป็นส่วนใหญ่ ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม อัณฑะกบนาและกบบูลฟรอกมีการผลิตเซลล์อสุจิเป็นจำนวนมากเห็นได้ชัดในเกือบทุก หลอดสร้างอสุจิ ซึ่งกบทั้งสองชนิดนี้สามารถผสมพันธุ์ได้ในช่วงนี้ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์หลอดสร้างอสุจิของกบนาและกบบุลฟรอกมี การฝ่อ บางหลอดมีการหลุดและสลายตัวของเซลล์สืบพันธุ์ขั้นท้าย ๆ ส่วนในเขียดแลวมีการเปลี่ยนแปลงของอัณฑะตรงกันข้ามกับกบนาและกบบูลฟรอก คือจำนวนเซลล์อสุจิพบมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมีนาคม ส่วนการลอกหลุดและการสลายตัวของเซลล์สืบพันธุ์พบในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือน ตุลาคม 7. โครงสร้าง การพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของต่อมใต้สมอง การย้อมด้วยสี Mallory

บรรณานุกรม :
ประพีร์ เศรษฐรักษ์ , จิตติพันธุ์ ชวเดช , ประเสริฐ โศภน , มาลียา เครือตราชู , เอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา , Prapee Sretarugsa , Jittipan Chavadej , Prasert Sobhon , Maleeya Kruatrachue . (2539). การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ประพีร์ เศรษฐรักษ์ , จิตติพันธุ์ ชวเดช , ประเสริฐ โศภน , มาลียา เครือตราชู , เอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา , Prapee Sretarugsa , Jittipan Chavadej , Prasert Sobhon , Maleeya Kruatrachue . 2539. "การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ประพีร์ เศรษฐรักษ์ , จิตติพันธุ์ ชวเดช , ประเสริฐ โศภน , มาลียา เครือตราชู , เอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา , Prapee Sretarugsa , Jittipan Chavadej , Prasert Sobhon , Maleeya Kruatrachue . "การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2539. Print.
ประพีร์ เศรษฐรักษ์ , จิตติพันธุ์ ชวเดช , ประเสริฐ โศภน , มาลียา เครือตราชู , เอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา , Prapee Sretarugsa , Jittipan Chavadej , Prasert Sobhon , Maleeya Kruatrachue . การคัดเลือกสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตกบโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2539.