ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม
นักวิจัย : พิริยะ ยาวิราช
คำค้น : ทันตกรรมรากเทียม , ฟันปลอม
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : 9746395254 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/12413
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกูรของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียมระบบ Spline (Calcitek, Carlsbad, CA) จำนวน 3 ชุด ที่ยึดในแบบจำลองที่ทำจากปลาสเตอร์หินชนิดที่ IV และหาจำนวนครั้งของการขันสกรูเพื่อไม่ให้มีช่องว่างระหว่างตัวหลักกับตัวรากเทียมจำลอง, ตัวรากเทียมและระยะที่ตัวหลักหมุนบนตัวรากเทียมจำลอง, ตัวรากเทียมมีค่าคงที่ วิธีการทดลองเริ่มจากการประดิษฐ์แบบจำลองปลาสเตอร์หินชนิดที่ IV ที่ยึดตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียมตรงกึ่งกลางด้านบนจำนวน 6 แท่ง จากนั้นทำการขันสกรูของตัวหลักซ้ำ เพื่อยึดตัวหลักกับตัวรากเทียมจำลอง 20 ครั้ง ด้วยประแจควบคุมแรงบิดที่ระดับแรง 28.2 นิวตัน/ซ.ม. ในการขันสกรูแต่ละครั้ง วัดช่องว่างระหว่างตัวหลักกับตัวรากเทียมจำลองและระยะในแนวระนาบที่ตัวหลักหมุนบนตัวรากเทียมจำลองด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราดที่กำลังขยาย 2000 เท่า ในบริเวณที่ทำเครื่องหมายบนตัวรากเทียมจำลองทั้ง 4 ด้าน จากนั้นฆ่าเชื้อประแจควบคุมแรงบิด, ตัวหลัก และสกรูของตัวหลัก แล้วยึดตัวหลักนี้กับตัวรากเทียมและทำการทดลองในลักษณะเดียวกันเพียงแต่เพิ่มจำนวนการขันสกรูซ้ำเป็น 25 ครั้ง นำข้อมูลที่ได้มาสร้างแผนภาพการกระจายและศึกษาความสัมพันธ์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอย ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำ กับความแนบสนิทของตัวหลักกับตัวรากเทียมจำลองทั้ง 3 ตัว มีลักษณะเป็นสมการถดถอยเชิงเส้นโค้งแบบเอ็กซ์โปเนนเชียลที่ระดับนัยสำคัญ alpha = 0.05 และจำนวนครั้งในการขันสกรูเพื่อไม่ให้มีช่องว่างคือ 28 ครั้ง ในขณะที่ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำ กับความแนบสนิทของตัวหลักกับตัวรากเทียมทั้ง 3 ตัวมีลักษณะเป็นสมการถดถอยเชิงเส้นตรงที่ระดับนัยสำคัญ alpha = 0.05 และจำนวนครั้งของการขันสกรูเพื่อไม่ให้มีช่องว่างคือ 90, 31 และ 67 ครั้งในรากเทียมตัวที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนความสัมพันธ์ของการขันสกูรของตัวหลักซ้ำ กับการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียมมีลักษณะเป็นสมการถดถอยเชิงเส้นโค้งแบบโพลีโนเมียลที่มีกำลังสูงสุดเป็น 3 ที่ระดับนัยสำคัญ alpha = 0.05 เฉพาะบางด้านเท่านั้น ด้วยความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวจึงไม่สามารถหาจำนวนครั้งของการขันสกรู เพื่อทำให้ระยะที่ตัวหลักหมุนบนตัวรากเทียมจำลอง และตัวรากเทียมมีค่าคงที่

บรรณานุกรม :
พิริยะ ยาวิราช . (2541). ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิริยะ ยาวิราช . 2541. "ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิริยะ ยาวิราช . "ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541. Print.
พิริยะ ยาวิราช . ความสัมพันธ์ของจำนวนครั้งในการขันสกรูของตัวหลักซ้ำกับความแนบสนิท และการหมุนของตัวหลักบนตัวรากเทียมจำลองและตัวรากเทียม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2541.