ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง
นักวิจัย : จันทร์จิรา สินทนะโยธิน , Chanjira Sinthanayothin
คำค้น : Artificial Intelligence and signal and image processing , Dental bonding , Information, computing and communication sciences , Orthodontic Brackets , Orthodontics , Simulation and modeling , Three-dimensional illustration , การจัดฟัน , การยึดติดทางทันตกรรม , ทันตกรรมจัดฟัน , ภาพสามมิติ , ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ , แบรกเก็ตโลหะ
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/5056
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ปัจจุบันผู้คนหันมาสนใจสุขภาพและความสวยงามมาก โดยเฉพาะความสวยงามของฟันและรอยยิ้ม จึงมีผู้ป่วยทางทันตกรรมจัดฟันมากขึ้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟันนิยมใช้เครื่องมือติดแน่นแบบโลหะ (Orthodontic metal bracket) หรือแบรกเก็ตโลหะ ซึ่งมีทั้งแบบที่ติดด้านหน้า (labial) คือ ด้านของฟันที่ชิดริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม และแบบที่ติดด้านใน (lingual) คือด้านของฟันที่อยู่ชิดเพดานปากและลิ้น โดยทั้ง 2 วิธี จะมี ทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จในการเรียงฟันให้เป็นระเบียบและมีการสบฟันที่ดีขึ้นกับตำแหน่งของแบรกเก็ตที่ติดบนฟันแต่ละซี่เป็นสำคัญ ซึ่งการติดแบรกเก็ตด้านหน้านั้น ทันตแพทย์จัดฟันมักติดบน ฟันโดยตรง (direct technique) ต้องใช้เทคนิคของทันตแพทยและประสบการณ์แต่ละคนในการเล็งและวางตำแหน่งแบรกเก็ตในปาก ซึ่งมีความผิดพลาดได้มาก เนื่องจากเล็งจากสายตา และฟันบางซี่ไม่สามารถประเมิน ตำแหน่งแบรกเก็ตได้แม่นยำเนื่องจากรูปร่างที่ผิดปกติ ตำแหน่งซ้อนเกมาก หรืออยู่ลึกในปากมีกระพุ้งแก้มบังฟันอยู่ ส่วนการติดแบรกเก็ตด้านใน ทันตแพทย์จะใช้การวัดระยะและติดแบรกเก็ตบนฟันในแบบจำลองฟันก่อนแล้วจึงนำ แบรกเก็ตไปติดในปาก เรียกว่าแบบ Indirect technique ซึ่งลดความผิดพลาดจากการติดแบรกเก็ตแบบโดยตรงไปได้มาก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เรียงฟันได้สมบูรณ์เนื่องจากยังใช้การกะระยะตำแหน่ง แบรกเก็ตจากแบบจำลองฟัน ก่อนการรักษา การพัฒนานำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ใน 3 มิติ มาช่วยวางแผนการจัดฟันและจัดทำเครื่องมือสำหรับใช้ในการจัดฟัน จะทำให้การจัดฟันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจำลองภาพฟันให้มีการสบฟันที่เรียงเป็นระเบียบและมีการสบฟันที่ดีเหมาะกับคนไข้แต่ละราย แล้วจึงนำตำแหน่งที่ได้จากการจำลองผลการจัดฟันนั้นมากำหนดตำแหน่งแบรกเก็ตเริ่มต้นอีกทีด้วยเครื่องมือกำหนดตำแหน่งแบรคเก็ต (Bracket Position Guide) ซึ่งสำหรับโครงการนี้ ได้เล็งเห็นความสำคัญทั้งการจัดฟันแบบ Labial และ Lingual จึงได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยวิเคราะห์และวางแผนการจัดฟันในทั้ง 2 แบบนี้ อีกทั้ง ยังช่วยจำลองผลการรักษา หรือแสดงการเรียงฟัน หลังจากที่ทำการจัดฟันเสร็จแล้ว เพื่อให้ผู้ป่วยได้ เห็นผลการรักษาก่อนทำการจัดฟันจริง กรณีที่มีวิธีการรักษาได้มากกว่าหนึ่งแบบ การจำลองผลการรักษาแต่ละแบบ สามารถใช้เป็นข้อมูลแก่ทันตแพทย์จัดฟันและผู้ป่วยในการตัดสินใจเลือกแผนการรักษา และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในอีกระดับหนึ่งด้วย

บรรณานุกรม :
จันทร์จิรา สินทนะโยธิน , Chanjira Sinthanayothin . (2552). โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
จันทร์จิรา สินทนะโยธิน , Chanjira Sinthanayothin . 2552. "โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
จันทร์จิรา สินทนะโยธิน , Chanjira Sinthanayothin . "โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2552. Print.
จันทร์จิรา สินทนะโยธิน , Chanjira Sinthanayothin . โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการติดเหล็กจัดฟันใน 3 มิติ และจำลองผลการจัดเรียงฟันใน 3 มิติ สำหรับการรักษาแบบด้านหน้าและด้านหลัง. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2552.