ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย
นักวิจัย : ปราณี ฟู่เจริญ , Pranee Fucharoen
คำค้น : Biological sciences , BT-38-06-HIM-14-17 , Clinical medicine , Diagnostic reagents and test kits , Genetic disorders , ชุดตรวจวินิจฉัยโรคสำเร็จรูป , ทารก , ธาลัสสีเมีย , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/3139
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อย และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย แนวทางการ แก้ไข คือ การป้องกันไม่ให้ทารกเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะต้องมีวิธีการตรวจกรองและวินิจฉัยพาหะหรือผู้ที่มียีนแฝงที่แม่นยำ และการให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์ การป้องกันมิให้ทารกเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ทำได้โดยการตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอด ในคู่สมรสที่มีความเสี่ยง ซึ่งสามารถตรวจได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก (10-12 สัปดาห์) ของการตั้งครรภ์ วิธีการตรวจวินิจฉัยอาศัยเทคนิค polymerase chain reaction (PCR) เพื่อเพิ่มจำนวน DNA ที่สกัดจากชิ้นเนื้อ chorion ที่อยู่ในครรภ์และตรวจชนิดของยีนธาลัสซีเมีย โดยอาศัยตัวตรวจจับที่จำเพาะ [allele specific oligonucleotide (ASO) probes] กับชนิดของการผ่าเหล่าหรือการกลายพันธุ์ (mutation) เนื่องจากลักษณะการกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคเบต้า-ธาลัสซีเมียในประเทศไทย มีมากกว่า 20 ชนิด และความถี่และชนิดของการกลายพันธุ์ที่พบในแต่ละภาคของประเทศมีความแตกต่าง กัน เทคนิคที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสามารถตรวจสอบชนิดของการกลายพันธุ์ได้ครั้งละ ชนิดเดียว นอกจากนั้นยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนเบต้าโกลบิน ไม่พบ โดยอาศัยตัวตรวจจับที่มีอยู่ ทำให้เสียเวลาในการตรวจและค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง โครงการวิจัยนี้ ได้พัฒนาวิธีการตรวจหาชนิดของการกลายพันธุ์ของยีนเบต้า-ธาลัสซีเมีย ซึ่งมีหลายชนิด โดยการตรวจวินิจฉัยเพียงครั้งเดียว ซึ่งยังคงอาศัยหลักการของเทคนิค PCR และทำการตรวจสอบชนิดของการกลายพันธุ์ โดยเทคนิค reverse dot blot hybridization ซึ่งทำโดยการตรึงชุด (battery) ของตัวตรวจจับ (ASO probes) หลาย ๆ ชนิด ให้อยู่บนแผ่นเมมเบรนประจุลบ แล้วนำ DNA ของผู้ป่วยที่ได้ทำ PCR แล้วมา hybridize กับตัวตรวจจับบนเมมเบรนดังกล่าวเนื่องจาก DNA ที่เพิ่มจำนวนขึ้นนี้ มีนิวคลิโอทัยด์ที่เชื่อมอยู่กับไบโอติน (biotin) ทำให้สามารถตรวจสอบการพันเกลียวของ DNA ได้ โดยการทำปฏิกิริยากับเอ็นไซม์ alkaline phosphatase วิธีนี้ทำให้ทราบชนิดของการกลายพันธุ์ของยีนเบต้า- ธาลัสซีเมียชนิดที่พบบ่อย จำนวน 10 ชนิด โดยการตรวจเพียงครั้งเดียว ได้แก่ การผ่าเหล่าของยีน ?-globin ที่ codon 26, G->A (Hb E); codon 41/42, -TCTT; codon 17, A->T; IVS II nt 654, C->T; IVS I nt l, G->T; IVS I nt 5, G->C; codon 19, A->G (Hb Malay); codon 35, C->A; codons 71/72, +A และ -28 ATA, A->G งานวิจัยนี้ยังได้ทดสอบตัวตรวจจับสำหรับการผ่าเหล่าของยีน ?-globin ที่พบไม่บ่อยอีก 1 ชุด จำนวน 16 ชนิด แต่ตัวตรวจสอบที่ตำแหน่ง -86, C->G และ codon 126, T->A (Hb Dhonburi) ยังต้องปรับปรุง เพราะเกิด cross hybridization ที่ยังแก้ไขไม่ได้ รวมทั้งหมดสามารถตรวจสอบยีนเบต้า-ธาลัสซีเมียได้ 24 ชนิด ซึ่งจะแบ่งการตรวจสอบโดยการทำ hybridization 2 ครั้ง เพื่อเป็นการประหยัดตัวตรวจจับ เนื่องจากการผ่าเหล่าส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่พบบ่อย 10 ชนิดซึ่งอยู่ในชุดแรก คณะผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบการผ่าเหล่าด้วยเทคนิค reverse dot blot hybridization ในที่ผู้เป็นเบต้า-ธาลัส ซีเมีย รวม 80 ราย พบเบต้า-ธาลัสซีเมียชนิดที่หายาก 3 ราย คือ การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 27/28 (+C), การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 41 (-C) และการกลายพันธุ์ที่เกิดจากเบสหายไป 8 ตัว ในตำแหน่ง 123-125 เกิดเป็นฮีโมโกลบินที่ไม่เสถียร เรียกว่า Hb Khon-Kaen ซึ่งได้ตรวจยืนยันโดยวิธี denaturing gradient gel electrophoresis และ DNA sequencing และ ได้ให้การวินิจฉัยทารกในครรภ์ทั้งหมดรวม 105 ราย เนื่องจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการตรวจหาชนิดของยีนเบต้า-ธาลัสซีเมีย โดยการใช้ตัวตรวจจับจำเพาะกับชนิดของการกลายพันธุ์ ในการตรวจสอบการผ่าเหล่าของยีนเบต้า-ธาลัสซีเมีย พบเบต้า-ธาลัสซีเมียที่ยังไม่ทราบชนิดอยู่อีก 7 ราย เมื่อทำ PCR และ electrophoresis พบว่า เกิดจากยีนแหว่ง คือ ยีนเบต้า-โกลบินขาดหายไป 3.4 kb 1 ราย และน่าจะเป็น Hb Lepore 1 ราย เพราะตรวจพบแถบของฮีโมโกลบินผิดปกติ อีก 5 รายตรวจสอบการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างคร่าว ๆ โดยอาศัยเทคนิค denaturing gradient gel electrophoresis (DGGE) โดยการทำ PCR ด้วย primers 3 ชุด ซึ่งครอบคลุมเนื้อยีนเบต้า-โกลบิน 3 ส่วน และดูการเคลื่อนที่ในสนามไฟฟ้าของ DNA fragment ที่ได้ภายหลังการทำ PCR แต่ไม่พบความผิดปกติ จึงทำ DNA sequencing เพื่อหาเบสที่กลายพันธุ์ไป พบความผิดปกติอีก 2 ราย คือ ที่ตำแหน่ง promoter -86 (A->G) และตำแหน่ง codon 126 (T->G, Hb Dhonburi) ส่วนอีก 3 รายตรวจไม่พบความผิดปกติ เทคนิค reverse dot blot hybridization มีประสิทธิภาพสูง ในการตรวจสอบการกลายพันธุ์ของยีนเบต้า-ธาลัสซีเมีย เป็นเทคนิคที่สะดวก ทำได้รวดเร็วและให้ผลแม่นยำ จึงอาจสามารถพัฒนาต่อไปให้เป็น

บรรณานุกรม :
ปราณี ฟู่เจริญ , Pranee Fucharoen . (2540). ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ปราณี ฟู่เจริญ , Pranee Fucharoen . 2540. "ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
ปราณี ฟู่เจริญ , Pranee Fucharoen . "ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2540. Print.
ปราณี ฟู่เจริญ , Pranee Fucharoen . ชุดตรวจวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียในทารกก่อนคลอดสำหรับประเทศไทย. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2540.