ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง)
นักวิจัย : สมปอง สรวมศิริ
คำค้น : ภาคเหนือ , โคพื้นเมือง
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4920007 , http://research.trf.or.th/node/3025
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

นือ (เชียงใหม่ - แพร่) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกระจายตัวของพื้นที่การเลี้ยงโคเนื้อ ทราบชนิดของพืชอาหารในแปลงหญ้าและศึกษาคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งศึกษาเปอร์เซ็นต์ซากและ ส่วนประกอบของซากโคพื้นเมืองที่มีอายุไม่เกิน 2.5 ปี ดำเนินการศึกษาโดยออกแบบสอบถาม เพื่อ สำรวจข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในเขตจังหวัดเชียงใหม่(327ราย) และจังหวัดแพร่ (90 ราย) เป็นระยะเวลา 1 ปี (ระหว่าง ม.ค. 49 – ธ.ค. 49) ผลการศึกษาพบว่า ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแพร่ มีการกระจายของพื้นที่การเลี้ยงโค เนื้อในทุกพื้นที่ของจังหวัด โดยสามารถแบ่งพื้นที่การเลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้อย่างชัดเจน พื้นที่ที่ เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่นิยมเลี้ยงโคนมคือ พื้นที่เขตอำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอ ไชยปราการ กิ่งอำเภอแม่ออน อำเภอสารภี และอำเภอแม่วาง เป็นต้น ส่วนพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโคเนื้อ หนาแน่นได้แก่ เขตพื้นที่อำเภอหางดง กิ่งอำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง อำเถอดอยเต่า อำเภอฮอด อำเภอสะเมิง และอำเภออมก๋อย เป็นต้น ในจังหวัดแพร่มีพื้นที่ที่เลี้ยงโคนมคือ อำเภอเมืองและ อำเภอร้องกวาง พื้นที่ที่เลี้ยงโคเนื้อกระจายอยู่ทั่วไป และมีการเลี้ยงหนาแน่นในเขตอำเภอเมือง อำเภอร้องกวาง อำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น เป็นต้น ด้านข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และมีอายุเฉลี่ยระหว่าง 41 – 50 ปี เกษตรกร เริ่มต้นการเลี้ยงโคเนื้อใน 3 ลักษณะคือ การรับมรดก การเลี้ยงผ่า (ฝากเลี้ยง) และซื้อมาเลี้ยง ทุนที่ใช้ ซื้อโคมีทั้งทุนจากส่วนตัว(ครอบครัว) และจากการกู้ยืมเงินทุนจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ เกษตรกรส่วน ใหญ่สร้างคอกโคแบบคอกชั่วคราวและใช้ไม้ไผ่เป็นแนวรั้ว คอกเลี้ยงโคจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียง กับที่พักอาศัย รูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยโคให้แทะเล็มหญ้าในแปลงหญ้า ธรรมชาติอย่างอิสระตลอดทั้งวัน และต้อนโคเข้าคอกในเวลาเย็น พืชอาหารสัตว์ในแปลงหญ้า ธรรมชาติเป็นพืชตระกูลหญ้า และพืชตระกูลถั่ว ที่เป็นกลุ่มพืชพื้นเมือง นอกจากนี้ยังมีวัชพืชชนิด ต่างๆ รวมทั้งผลไม้สุกที่ร่วงลงดิน พืชอาหารสัตว์ตามธรรมชาติมีอย่างอุดมสมบูรณ์ในช่วงฤดูฝน ในฤดูแล้วจึงมีปัญหาด้าน อาหารหยาบเลี้ยงโค เนื่องจากขาดน้ำ และเกษตรกรไม่มีการเตรียมอาหารให้แก่โคในช่วงฤดูแล้ง อาหารตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งได้แก่ ผลไม้สุก ใบไม้ กาบไม้ไผ่ หญ้าแห้งในแปลง และตอซัง ข้าว เป็นต้น เกษตรกรนิยมเลี้ยงโคเพศเมียในฝูง โดยใช้โคพ่อพันธุ์เป็นตัวคุมฝูงผสมพันธุ์ และเปลี่ยน พ่อพันธุ์ทุกระยะ 3 – 5 ปี พ่อพันธุ์ที่ถูกปลดออกจากฝูงจะถูกนำไปขายเป็นโคฆ่า ด้านการซื้อขายโค เกษตรกรจะขายโคออกจากฝูงในลักษณะโคมีชีวิต จะไม่ขายโคในลักษณะเนื้อชำแหละให้แก่พ่อค้า ประจำท้องถิ่นหรือพ่อค้าประจำหมู่บ้าน โดยคัดจากลักษณะภายนอกของโคแต่ละตัว ส่วนใหญ่จะ ขายโคเพศผู้ออกจากฝูงหลังจากหย่านมแม่แล้ว และไม่มีการซื้อโคเข้ามาทดแทน การศึกษาด้านเปอร์เซ็นต์ซากและส่วนประกอบต่างๆ ของซากพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ระหว่างโคเนื้อในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแพร่ โดยมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ซากเท่ากับ 49.98 + 2.81 และ 48.54 + 3.08 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เปอร์เซ็นต์เนื้อแดง มีค่าเท่ากับ 74.01 + 2.38 และ 72.35+ 6.39 เปอร์เซ็นต์ นือ (จังหวัดลำพูน และลำปาง) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการกระจายตัวของพื้นที่การเลี้ยงโค ระบบการผลิต และต้นทุนการผลิต ชนิดของพืชอาหารสัตว์ในแปลงหญ้าธรรมชาติ และคุณค่า ทางโภชนะของพืชอาหารสัตว์ที่โคกิน เปอร์เซ็นต์ซากและส่วนประกอบของซากโคพื้นเมืองอายุ น้อย จากการสำรวจ พบว่าจังหวัดลำพูนและจังหวัดลำปางมีการเลี้ยงโคเนื้อกระจายอยู่ทุกอำเภอ และจากการสัมภาษณ์การเลี้ยงโคพื้นเมืองของเกษตรกรจำนวน 112 ราย ใน 6 อำเภอ ของจังหวัด ลำพูน และ 100 รายใน 9 อำเภอ ของจังหวัดลำปาง ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรเพศชาย อายุเฉลี่ย 51.3 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และนับถือศาสนาพุทธ อาชีพหลักคือการเลี้ยงโค และการ ทำนา เกษตรกรเลี้ยงโคมานานเฉลี่ย 10 ปี เริ่มเลี้ยงโคโดยการซื้อโคมา หรือได้โคมาการระบบ การเลี้ยงผ่า โดยมีจำนวนโคที่เริ่มต้นเลี้ยงเฉลี่ย 9 ตัว ขณะที่ปัจจุบันมีโคเฉลี่ย 19.8 ตัว การเลี้ยงโค ของเกษตรกรเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยโคแทะเล็มตามพื้นที่สาธารณะในตอนเช้า และต้อนกลับคอก ในตอนเย็นซึ่งส่วนใหญ่ในคอกมีโรงเรือนซึ่งมีหลังคา บางรายในฤดูฝนนำโคไปเลี้ยงในป่า หรือ บนภูเขา โดยพืชที่โคกินเป็นพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติ เกษตรกรไม่มีการปลูกพืชอาหารสัตว์ หรือมี การจัดการแปลงหญ้าใดๆทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่มีฟางเสริมให้ให้โคกิน และการเลี้ยงโคใช้แรงงานใน ครอบครัวเพียง 1 คนเป็นส่วนใหญ่ การผสมพันธุ์มักใช้พ่อโคในฝูง และเกษตรกรร้อยละ 50.0 ได้ ลูกโคปีละ 1-5 ตัว มีการทำวัคซีน (โรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวม) และถ่ายพยาธิ์ โดยมี การถ่ายพยาธิ์เพียงปีละครั้งเป็นส่วนใหญ่ ทุนที่ใช้ในการเลี้ยงโค ร้อยละ 48.8 ใช้ทุนส่วนตัว โดย ส่วนใหญ่ ใช้ทุนไม่เกิน 10,000 บาท/ปี มีเกษตรกรร้อยละ 13.0 ที่ต้องกู้เงินจาก ธกส. และร้อย ละ 10.2 กู้เงินจากแหล่งทุนอื่นมาเป็นทุนในการเลี้ยงโค รายได้จากการเลี้ยงโคร้อยละ 50.0 ประเมินว่า มีรายได้ 5,001 – 20,000 บาท/ปี ส่วนรายจ่ายในการเลี้ยงโคร้อยละ 26.2 ประเมินว่ามี รายจ่ายน้อยกว่า 2 ,000 บาท/ปี ร้อยละ 29.5 ประเมินว่ามีรายจ่าย 2,001 – 5,000 บาท/ปี เกษตรกรในจังหวัดลำพูน และลำปาง มีผลกำไรจากการเลี้ยงโคเฉลี่ย 18,591.00 และ 15,318.28 บาท /ปี ตามลำดับ ตลาดโคเนื้อในจังหวัดลำพูน และลำปาง ขึ้นกับพ่อค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสอง จังหวัดมีตลาดนัด โค – กระบือ จังหวัดละแห่ง คือที่ กิ่ง อ. เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน (วันอาทิตย์) และ อ.เกาะคา จ.ลำปาง (วันจันทร์) การขายโคของเกษตรกรแต่ละครั้งขายเพียง 1 – 5 ตัว โดยคิด ราคาจากการคะเนเป็นรายตัว โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50.0) ขายโคราคาตัวละ 5,000 – 10,000 บาท เมื่อขายโคแล้วมีเกษตรกรร้อยละ 31.0 ซื้อโคเข้ามาทดแทนในฝูง พืชอาหารสัตว์ ที่โคกิน บางชนิด เกษตรกรสามารถนำมาเป็นอาหารได้ พืชต่าง ๆ ที่โคกินมีดังนี้คือ ผักขี้ขวง ผักเปลว ผักกาดโต้ง (ผักกาดนา) กระถิน ผักปราบ ต้นข้าว (งอกออกมาจากตอซังข้าว) ผักบุ้ง ต้นถั่วเหลือง ผักคราด หัวแหวน หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าแพรก หญ้าคองโก หญ้าจขรจบ หญ้าหนวดฤาษี หญ้าปากควาย หญ้ามาเลย์ เปลือกข้าวโพด กากถั่วเหลือง กากมะพร้าว เปลือกสับปะรด ผลพุทรา (ผลแก่ร่วง) มะมื่นหรือกระบก หญ้าแขม มะขามแก่ร่วง หยวกกล้วย ใบตอง และผักโขม เป็นต้น โดย กระถิน ผักบุ้ง ผักขี้ขวง และผักคราดหัวแหวนเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีโปรตีนสูง (26.29 ,24.63, 19.68 และ 17.91% ตามลำดับ) เมื่อนำปัจจัยทั้งหมด 13 ปัจจัยตามทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ และ ตามรูปแบบการเลี้ยงโคพื้นเมือง มาจำแนกกลุ่มเกษตรกรด้วยเทคนิค Cluster Analysis มีเกษตรกร เพียงร้อยละ 4.4 ที่มีศักยภาพในการเลี้ยงโค คือมีเงินทุนส่วนตัว เลี้ยงโคในทุ่งหญ้าธรรมชาติ แต่มี โรงเรือนที่ค่อนข้างถาวร คือมีหลังคาที่มั่นคงและแข็งแรง และมีรั้วล้อมคอก รวมทั้งมีการเสริมพืช อาหารให้กับโค เปอร์เซ็นต์ซากและส่วนประกอบซากของโคพื้นเมืองที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี มีน้ำหนักมีชีวิต เฉลี่ย 154.62 ? 37.35 กก. มีน้ำหนักซาก 80.87 ? 19.34 กก. ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 52.37 ? 3.08 ของ น้ำหนักมีชีวิต โคขาวลำพูนเมื่อเปรียบกับโคพื้นเมือง พบว่าน้ำหนักมีชีวิตเฉลี่ย น้ำหนักซาก เปอร์เซ็นต์ซาก ส่วนประกอบของซาก ไม่ความแตกต่างกัน ยกเว้น หัว ตับ - ถุงน้ำดี และไต ของโคพื้นเมืองเมื่อคิดเป็นร้อยละของนน.มีชีวิตแล้วสูงกว่าโคขาวลำพูน เปอร์เซ็นต์เนื้อส่วนไหล และขาหน้า ของโคพื้นเมืองใน จ.ลำปาง สูงกว่า โคพื้นเมืองใน จ.ลำพูน แต่เปอร์เซ็นต์ชิ้นส่วน อื่นๆ ไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของเนื้อส่วนต่างๆ ที่เก็บข้อมูลในฤดูร้อน เปรียบเทียบกับฤดูฝน พบว่า เนื้อสันในของโคที่เก็บข้อมูลในฤดูร้อนมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าในฤดูฝน แต่เนื้อสะโพก คอ และเสือร้องไห้ของโคที่เก็บข้อมูลในฤดูร้อนมีเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าในฤดูฝน รวมทั้งเปอร์เซ็นต์ชิ้นส่วนต่างๆ ของโคขาวลำพูนเมื่อเปรียบเทียบกับโคพื้นเมือง ใน จ.ลำพูน จาก การเก็บข้อมูลในฤดูฝนพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้พื้นที่หน้าตัดเนื้อสันของโคกลุ่ม ต่างๆ ก็มีขนาดไม่แตกต่างกัน คุณภาพเนื้อในด้านการสูญเสียน้ำจากกระบวนการต่าง ๆ พบว่า % drip losses ของเนื้อโคพื้นเมืองใน จ.ลำพูนซึ่งเก็บตัวอย่างในฤดูร้อนไม่แตกต่างกับเนื้อโคขาว ลำพูนซึ่งเก็บตัวอย่างในฤดูฝน แต่มีค่าต่ำกว่าเนื้อของโคกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ และ % freezing losses ของเนื้อโคขาวลำพูนต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน % thawing losses ของเนื้อโค ขาวลำพูนมีค่าต่ำที่สุด และมีค่าแตกต่างกับเนื้อโคพื้นเมืองของ จ.ลำพูนซึ่งเก็บตัวอย่างในฤดูร้อน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้ง % cooking losses ของเนื้อโคขาวลำพูนไม่แตกต่างกับเนื้อโคพื้นเมืองของ จ.ลำพูนซึ่งเก็บตัวอย่างในฤดูฝน แต่ต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ The study on production system and possibility for native cattle meat production in northern part of Thailand was carried out in Chiang Mai and Phare provinces. The objectives of these studies were to mapping the distribution of cattle production area, to analysis species and nutritive value of forages or feeds from natural pastures and also studied dressing percentage and carcass composition of native cattle with less than 2.5 years old. Three hundred and twenty seven farmers form Chiang Mai and ninety farmers from Phare province were interviewed using questionnaires at their farms or cattle grazing areas. The results revealed that both in Chiang Mai and Phare, native cattle production area was thoroughly distributed, by which beef cattle production area and dairy cattle production area were clearly separated. Major district for dairy cattle raising in Chiang Mai are San Sai, San Kamphang, Chaiprakarn, Mae On, Saraphi and Mae Wang. Beef cattle was mainly produced in Hang Dong, Doi Lor, Chom Thong, Doi Tao, Hot, Samoeng and Om Goi districts. In Phare province, dairy cattle was produced in Muang and Rong Kwang districts, whereas beef cattle mostly distributed in Muang, Rong Kwang, Long ang Wang Chin districts. Basic information from the farmers concerning showed that the farmersare mostly male with 41-50 years of age and married. They stated their farm in three different ways: family heritage, agreement farming and buying their beef cattle. Farmers used family fund or soft loan from various sources. For cattle housing , farmers constructed the temporary housing and using bamboo wood as fencing. The housing usually close to the house. They raised their cattle free grazing in natural pasture the whole day and brought back to the farm in the evening time. Forages in the pasture are native Graminae, Leguminosae, other weeds, and dropped ripening fruits. Natural feed resources are very rich in rainy season. In dry season, feed or forages was however very poor. Farmers had no plan for feed preservation. Major feed resources in dry season were e.g. Natural ripening fruits, wild plant leaves, bamboo leaf sheath, dried grass and dried rice stump in the field. Farmers normally keep the cow, heifer and growing female cattle in their herd and using the bull for natural mating system. The bull will be used for 3-5 years and the culling bull will be sold out for meat. The farmers used phenotype to select their cattle for sale to local or village middleman. They sold only weaned cattle and not buying the new one after they sold out. The studied on dressing percentage and carcass composition showed no different between those from Chiang Mai and Phare, which were 49.98 + 2.81 and 48.54 + 3.08 percent , respectively. Red meat percentage were 74.01 + 2.38 and 72.35 + 6.39 percent of the dressing The objectives of production system and possibility for native cattle meat production in northern part of Thailand project were to study the distribution of cattle raising areas, production system and cost, identify and proximate analysis of roughage in natural fields and evaluation of carcasses dressing out percentage and composition. Data from 112 farmers in 6 districts of Lamphun Province and 100 farmers in 9 districts of Lampang Province were analyzed. The result showed that most of farmers were male with 51.3 year in average of age, finished to study at primary school and they were Buddhist. The main income of their family derived from cattle farming and growing rice. They were worked in farm since last 10 years with 9 cattle in average by bought them or from “PA” system and nowadays they have 19.8 cattle in average. Most of the farms practice extensive production system. The cattle are let out to graze in the fileds during the day and are kept at the farm at night. The cattle also have access to grazing areas in the hills. They have no pasture, most of them prepared rice straw for feeding cattle. Most of farms uses the bull for mating within herd. Their derived 1-5 calf per herd per year. They have vaccination for some diseases and deworm around once a year. For the fixed cost of farming they paid about 10,000 baht per farm, these money came from their own (48.8%), investigate with bank for farmers and cooperative (13.0%) and from the other sources (10.2%). However 26.2% of farmers have to pay for variable cost ? 2000 baht per year and 29.5% of farmers have to pay for variable cost 2,001-5,000 baht per year. For the income from farm they derived 5,001-20,000 baht per year (50% of farmers). There are 2 cattle markets in Lamphun (Veiangnonglong market) on Sunday and Lampang provinces (Kaoka market) on Monday. Every weeks there are beef merchants from North East part of Thailand come to these markets for sale the buffalos and buy the cattle back around 500 heads per week, they will get profit around 2,000 baht per head of cattle. When the farmers sold their cattle (1-5 cattle per time) after that 31.0% of the farmers bought young cattle for replacement. Selling price of the cattle were according to size, in normally the price were around 5,000-10,000 baht per head. There are many kinds of the roughage in the fields such as Congo grass, Soybean, Rice, Koa haole or Lead tree or White leadtree or White popinac, Water Morning Glory, Dayflower or Wandering jew, Para Cress, Common jujube or Chinese jujube, Swollen Finger grass , Napier grass or Elephant grass, Common Reed or Flute Reed , Barking Deer's Mango, Crowfoot grass, Board Leaf Carpet grass or Savanna grass, Bermuda grass or Scutch grass or Star grass or Quick grass , Speargrass , Wild Banana etc. At 1-2 years old, native and White Lamphun cattle average 154.62 + 37.35 kg. live weight while the carcass weight was 80.87 + 19.34 kg., giving a dressing out percentage of 52.37+ 3.08 %. There were no significant differences in live weight, carcass weight and dressing out percentage between native and White Lamphun cattle. However, the relative percentage weight of the head, liver, gall bladder and kidney of native were significantly higher than White Lampghun cattle. Relative percentage of arm chuck and shank of native cattle in Lampang province were higher than native cattle in Lamphun province while other portions were not significant difference. Tenderloin percentage of cattle in summer were significantly higher than cattle in rainy season but primal round, untrimmed neck roll and brisket of cattle in summer were significantly lower than cattle in rainy season. There were no significant difference of loin area of these cattle. When compared the meat quality, founded that % drip losses of native cattle in summer season were not significant difference with White Lamphun cattle in rainy season but lower than cattle in other groups. The % freezing losses of White Lamphun cattle were lower than cattle in other groups. The % thawing losses of White Lamphun cattle were lowest. The % cooking losses of White Lamphun cattle were not significant difference with native cattle in rainy season but lower than other group.

บรรณานุกรม :
สมปอง สรวมศิริ . (2552). ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมปอง สรวมศิริ . 2552. "ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมปอง สรวมศิริ . "ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
สมปอง สรวมศิริ . ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาดของการผลิตเนื้อโคพื้นเมือง ในเขตจังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-แพร่,ลำพูน-ลำปาง). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.