ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค
นักวิจัย : เสริมสุข สลักเพ็ชร์
คำค้น : พิวเรมังคุด , มังคุด
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4920033 , http://research.trf.or.th/node/2991
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัย การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิวเรมังคุด และทดสอบการ ยอมรับจากผู้บริโภค ดำเนินการ ณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ต.ตะปอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 ถึงเดือนมกราคม 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาวิธีการผลิตและเก็บรักษาพิวเรมังคุดให้คง คุณค่าทางโภชนาการและเภสัชวิทยา และมีคุณภาพเหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเพื่อพัฒนา และหาวิธีการผลิตมังคุดผงจากพิวเรมังคุดและจากน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือก และทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พิวเรมังคุดในโครงการวิจัยนี้ ผลิตจากผลมังคุดที่มีเปลือกสีม่วงดำและมีความสุกไม่น้อยกว่าระดับ 6 (ดัชนีแสดงระดับสีของผลมังคุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และจากผลมังคุดที่มี อาการเนื้อแก้วและยางไหลในผล ซึ่งผลิตผลมังคุดทั้ง 2 ประเภท ไม่สามารถส่งออกได้ เมื่อนำพิวเรมังคุดที่ผลิต ได้มาทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับพิวเรมังคุดที่ผลิตจากเนื้อมังคุดปกติ จากเนื้อ มังคุดปกติผสมกับเนื้อมังคุดที่มีอาการเนื้อแก้วและยางไหลในผล และจากเนื้อมังคุดที่มีอาการเนื้อแก้วและยางไหล ในผล โดยต้องผสมกับน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือกในสัดส่วนตั้งแต่ 5 ถึง 9% รวม 5 สูตร พิวเรมังคุดทั้ง 5 สูตร มี ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระเมื่อแรกผลิตตั้งแต่ 4.49 ถึง 6.3 TEAC (μmole Trolox/ml) ขึ้นกับส่วนผสมของน้ำคั้น สีม่วงจากเปลือก พิวเรมังคุดสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 และ -20 องศาเซลเซียส โดยยังคงคุณสมบัติทางเคมี และทางกายภาพที่สามารถนำไปแปรรูปต่อเนื่องเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ แต่การเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศา เซลเซียส จะประหยัดค่าใช้จ่ายค่าพลังงานมากกว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส พิวเรมังคุดที่ผลิตโดยกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์สามารถเก็บรักษาในภาชนะแก้วใสสีชา และสี เขียว ปิดสนิท ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ได้นาน 5 เดือน โดยยังคงคุณภาพทางเคมี ทางกายภาพ และทางจุล ชีววิทยา และสามารถนำไปแปรรูปต่อเนื่องเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ ในขณะที่การเก็บรักษาในภาชนะ พลาสติกทึบแสง พลาสติกโปร่งแสง และแก้วใส สามารถเก็บได้นานเพียง 3 2 และ 1 เดือน ตามลำดับ มังคุดผงจากน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือก สามารถผลิตได้โดยผสมมอลโตเด็กซ์ตรินในอัตราส่วน 5, 10 และ 20% โดยน้ำหนัก หรือไม่ผสมมอลโตเด็กซ์ตริน ใช้อุณหภูมิลมร้อนขาเข้า 155 องศาเซลเซียส ได้มังคุดผงที่มี คุณสมบัติทางกายภาพดีกว่าที่ 140 องศาเซลเซียส อุณหภูมิลมร้อนขาออก 85+1 องศาเซลเซียส มังคุดผงที่ผลิต ได้มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระตั้งแต่ 682.33 ถึง 3,066.02 TEAC (μmole Trolox/g) ขึ้นกับอัตราส่วนของมอลโต เด็กซ์ตริน และมังคุดผงจากน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือกโดยไม่ผสมมอลโตเด็กซ์ตริน จำนวน 1 กรัม มีปริมาณสาร แอลฟาแมงโกสติน (α-mangostin รูปหนึ่งของสารแซนโทนส์ที่มีประสิทธิภาพและคุณค่าทางเภสัชวิทยา) 6.36 มิลลิกรัม การผลิตมังคุดผงจากพิวเรมังคุดทำได้โดยนำพิวเรมังคุดผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 โดยน้ำหนัก ผสม กับมอลโตเด็กซ์ตรินในอัตราส่วน 10% โดยน้ำหนัก ใช้อุณหภูมิลมร้อนขาเข้า และขาออก เช่นเดียวกับการผลิต มังคุดผงจากน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือก ได้ผลิตภัณฑ์มังคุดผงที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค มังคุดผงที่ผลิตจากพิวเรมังคุด และจากน้ำคั้นสีม่วงจากเปลือก สามารถเก็บรักษาในถุงอลูมิเนียม ฟอยล์ ที่อุณหภูมิห้อง ได้นาน 8 เดือน โดยยังคงคุณภาพทางเคมี ทางกายภาพ และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ A research project to produce mangosteen puree and its product differentiation to serve customer requirements was undertaken at Chanthaburi Horticultural Research Center between August 2006 and January 2008. The project was aimed to develop an appropriate method to make mangosteen puree and prolong its storage life to ensure that it can maintain its nutritious benefits. Development of mangosteen powder from mangosteen puree and from pericarp crude extracts was also studied. It was founded that mangosteen puree made from entire normal flesh, normal flesh: translucent and gummosis flesh at 1:1 and entire translucent and gummosis flesh with a mixture of 5 to 9% pericarp crude extract was consumer acceptance. The antioxidant of newly produced puree varied from 4.49 to 6.3 TEAC (μmole Trolox/ml) depending upon proportion of pericarp crude extract. Mangosteen puree could be kept in sealed brown or green glass bottle at 4 degrees Celsius for 5 months with acceptable microbiological, chemical and physical quality to make further healthy products. Moreover, it would cost less electricity charge than -20 degrees Celsius. The inlet and outlet temperatures at 155 and 85+1 degrees Celsius, respectively, and JCM Model SDE10 E-10 with rotary atomizer and nozzle spray dryer were used to produce powder from mangosteen puree and pericarp crude extract. Mangosteen puree had to be diluted with water (1:1) then mixed with 10% maltodextrin by weight before sprayed dry. Plain crude extract from pericarp or a mixture with 5, 10 and 20% maltodextrin by weight was suitable to make powder. Powder from entire pericarp crude extract 1 g contained 6.36 mg α-mangostin, one of effective xanthones from mangosteen. Both mangosteen powder from puree and pericarp crude extract could be kept in an aluminium sachet at room temperature for 8 months. The chemical and physical properties and antioxidant value were still accepted for making other healthy products.

บรรณานุกรม :
เสริมสุข สลักเพ็ชร์ . (2551). การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เสริมสุข สลักเพ็ชร์ . 2551. "การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เสริมสุข สลักเพ็ชร์ . "การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
เสริมสุข สลักเพ็ชร์ . การผลิตพิวเรมังคุด พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพิงเรมังคุดและทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.