ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน
นักวิจัย : ชลธยา ทรงรูป
คำค้น : คุณภาพน้ำ , ไดโนแฟลกเจลเลต , แพลงค์ตอนพืช , อ่าวไทย
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : อัจฉราภรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ , อัธยา กังสุวรรณ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : 9743323511 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/10183
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541

เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชในบริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตจังหวัดที่ติดต่อกับทะเลรอบอ่าวไทยตอนบน รวมทั้งบริเวณกลางอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 รวม 17 ครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าในบริเวณดังกล่าวจะมีไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium อยู่มากน้อยเพียงไรและทดสอบความสามารถในการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุลดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเฝ้าระวังไดโนแฟลกเจลเลตที่สามารถสร้างพิษได้ในสกุลนี้ จากการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชทั้งหมด 17 ครั้ง พบ Alexandrium เพียง 2 ชนิด คือ Alexandrium tamarense และ Alexandrium minutum จากจุดเก็บ 8 แห่งในบริเวณ 6 จังหวัด โดยพบ A. minutum บริเวณปากแม้น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ส่วน A. tamarense พบว่ามีการกระจายอยู่ทั่วไปรอบอ่าวไทยตอนบนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่อยู่ในบริเวณจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ระยอง และจันทบุรี รวมทั้งบริเวณปากแม่น้ำระยอง จังหวัดระยองด้วย เมื่อได้ศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของแผ่นเปลือกพบว่า Alexandrium ทั้ง 2 ชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในลักษณะของแผ่นเปลือกแผ่นที่ 6 และแผ่น posterior sulcal plate นอกจากนี้ยังพบความผันแปรของแผ่นเปลือกทั้งในระหว่างชนิดที่เก็บจากที่เดียวกันและต่างสถานที่กัน โดยเฉพาะตำแหน่ง ventral pore ทั้งนี้ใน A. tamarense ยังพบอีกว่ามีแผ่นเปลือกในชุด epitheca เกินมาจากปกติ และรูปร่างของposterior sulcal plate ต่างไปจากลักษณะประจำชนิดโดยมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และขอบด้านล่างของแผ่นตัดตรง คัดเลือกเซลล์ Alexandrium จากแต่ละบริเวณมาเพาะเลี้ยงเป็น clonal culture ได้ทั้งหมด 22 โคลนด้วยอาหารเลี้ยงสูตร T1 ที่อุณหภูมิ 30+- องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 3,000 ลักซ์ ช่วงเวลาสว่าง:มืด เท่ากับ 12:12 ชั่วโมง จากนั้นศึกษารูปแบบการเจริญเติบโตใน culture แต่ละโคลนที่คัดเลือกเป็นตัวแทนในแต่ละจุดเก็บ พบว่าสัมประสิทธิ์การเติบโตอยู่ในช่วง 0.40 ถึง 0.65 ต่อวัน โดยมีรูปแบบการเติบโตคล้ายคลึงกันคือ เข้าสู่ระยะ log phase เมื่อ culture มีอายุ 2-3 วัน และเข้าสู่ระยะ late log phase เมื่อ culture มีอายุ 8-9 วัน หลังจากเริ่มเลี้ยง ทดสอบความเป็นพิษจากสารสกัดเซลล์ของ A. tamarense และ A. minutum จำนวน 12 โคลน และ 4 โคลน ตามลำดับ ด้วยวิธี mouse bioassay และวิเคราะห์องค์ประกอบพิษด้วย HPLC พบว่ามีเพียง A. minutum เท่านั้นที่สร้างพิษได้ โดยมีความเป็นพิษอยู่ในพิสัย 1.12x10 -4 ถึง 1.53x10 -3 MU/เซลล์ และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบพิษพบว่าประกอบด้วย GTX1-4 ซึ่งมี GTX1 เป็นองค์ประกอบหลักและพบ GTX4 รองลงมา ส่วน GTX2 และ GTX3 พบในปริมาณน้อย ยกเว้นบางโคลนที่พบว่ามี GTX4 เป็นองค์ประกอบหลักโดยในแต่ละโคลนมีความเป็นพิษไม่ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงความเป็นพิษต่อความหนาแน่นเซลล์ของ A. minutum ที่พบในบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาพบว่ามีความเป็นพิษต่ำและต่ำกว่าระดับที่จะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำหรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์มาก

บรรณานุกรม :
ชลธยา ทรงรูป . (2541). สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชลธยา ทรงรูป . 2541. "สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชลธยา ทรงรูป . "สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541. Print.
ชลธยา ทรงรูป . สัณฐานวิทยาและการสร้างพิษของไดโนแฟลกเจลเลตสกุล Alexandrium บริเวณอ่าวไทยตอนบน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2541.