ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน
นักวิจัย : ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
คำค้น : Chiroptera , Diagnosis , Encephaliti , Lyssavirus , Magnetic resonsnce imaging , Nipah virus , PCR , Rabies , การศึกษา , คน , ค้างคาว , สายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้า , สุนัข
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=DBG4580001 , http://research.trf.or.th/node/2631
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เป้าหมายของการวิจัยคือเพื่อสร้างความกระจ่างในบทบาทของค้างคาวและสุนัขในด้านการแพร่กระจายไวรัส (lyssa และ Nipah) ซึ่งก่อให้เกิดสมองอักเสบ และเพื่อเป็นการขยายบทบาท ขอบเขตในการใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยาในการติดตามการกระจายของไวรัสพิษสุนัขบ้าในพื้อนที่ต่างๆ ของประเทศไทย นอกจากนั้น การวิจัย ยังมีเป้าหมายที่จะทำการพัฒนาวิธีที่ง่าย ประหยัดและสะดวกในการเก็บเรักษาเนื้อสมองเพื่อการตรวจหา RNA ของไวรัสพิษสุนัขบ้า รวมทั้งวิธีการสกัด RNA จากชิ้นเนื้อสมอง ซึ่งผ่านการแช่ฟอร์มาลีนมาเป็นเวลานาน ผลการศึกษาพบว่า ค้างคาวไทยมีการติดเชื้อไวรัส lyssa และ Nipah โดยใช้วิธร Neutralization assay สำหรับไวรัส lyssa และจากการที่พบแอนตี้บอดี้ ระดับสูงในเลือดรวมทั้งพบ RNA ในน้ำลายและปัสสาวะ ในกรณีของไวรัส NIpah การศึกษายังได้รวมถึงการวิเคราะห์ชนิดของค้างคาวและฤดูซึ่งน่าจะมีการแพร่ไวรัส การศึกษานี้แสดงให้เห็นชัดว่า ในการตอบโต้โรคอุบัติซ้ำ หรืออุบัติใหม่ ต้องมีความพร้อม รวมทั้งรูปแบบที่ไม่ซ้ำซากในการศึกษาสัตว์เพาะและนำโรค ต้องมีการติดตามในระยะยาว และมีการศึกษาลึกซึ้งทั้งในสัตว์นำโรค ตัวไวรัส รังและที่อาศัยของสัตว์และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เพื่อที่จะทำนายความเสี่ยงของการระบาดในอนาคตและเพื่อการวาง มาตรการโต้ตอบที่มีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ necleoprotein gene ของไวรัสพิษสุนัขบ้าในสุนัข คน และสัตว์ป่า ทั่วประเทศยืนยันทฤษฎีของการที่ไวรัสจะมีการวางตัวเฉพาะในภูมิประเทศหนึ่งๆ (compartmentalization theory) และยังแสดงว่า การที่ไวรัสสามารถแพร่ระบาดไปได้ทั่วเกิดจากการที่สุนัขซึ่งเป็นไรคหรืออยู๋ในระยะฟักตัวมีคนนำพาไปยังถิ่นต่างๆ อันเป็น การทำให้มีการแพร่โรคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากกนั้นผลการศึกษาพบว่าการที่มีไวรัส 1 สายพันธุ์ (genotype หรือ clade ก็ตาม) ในพื้นที่หนึ่งๆ เป็นการแสดงถึงภาวะ ที่มีการไหลเทของ gene (gene flow) ได้อย่างไหลลื่น และการแสดงถึงการเคลื่อนที่ของสุนัข เข้า/ ออก ในพื้นที่นั้นและข้างเคียงตลอดเวลา ซึ่งพื้นที่ลักษณธดังกล่าวไม่เหมาะ แกก่ารรณรงค์ควบคุมประชากรสุนัขและโรคพิษสุนัขบ้าเป็นแห่งแรก นอกจากกนั้นการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการป้องกันไม่ให้มีการนำสุนัขข้ามท้องที่ โดยไม่ได้รับอนุญาติ ผลของการพัฒนาการป้ายเนื้อสมองลงบนกระดาษกรอง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทราบถึงข้อมูลทางระบาดวิทยา ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บไม่ต้องใช้ตู้เย็น สะดวก ประหยัด และเก็บในอุณหภูมิห้องได้ไม่ต่ำกว่า 222 วัน ยังสามารถนำมาตรวจหา RNA และลำดับเบสได้อย่างถูกต้อง การที่สามารถแยกสกัด RNA จากเนื้อสมองซึ่งแช่ในฟอร์มาลีน มาเป็นเวลานานถึง 7 วัน ๖ซึ่งปกติจะนานกว่าการแช่ของเนื้อเยื้อชนิดอื่นๆ) และเก็บในพาราฟินนานถึง 16 ปี จะสามารถนำมาตรวจสอบผู้ป่วยที่เสียชีวิตในอดีตที่ยังไม่สามารถทราบการ วินิจฉัยที่แน่นอนได้ งานที่ทำในช่วง 3 ปี ยังได้ผลงานนอกเหนือขากที่ยื่นขอไว้ โดยมิได้ใช้งบประมาณเพิ่ม กล่าวคือ การค้นพบลักษณธเฉพาะของสมองจากภาพคอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ในผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแยกแยะความไวในการตรวจหา RNA ของไวรัสในสิ่งส่งตรวจชนิดต่างๆ ในช่วงเวลาต่างๆกันตั้งแต่เริ่มมีอาการ ทั้งหมดนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการ วินิจฉัยโรคในคน งานวิเคราะห์รูปแบบของ nucleocapsid, phosphoprotein, และ glycoprotein genes ซึ่งพบว่าไม่มีรูปแบบเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆกันร่วมกับ การที่ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าที่มีอาการเอะอะ อาละวาด หลังจากได้รับการรักษาด้วย rabies immune globulin มีแขนขาอ่อนแรง แสดงว่ากลไกที่ควบคุมอาการของโรคในคนมีส่วน เกี่ยวข้องอย่างมากกับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมากกว่าที่ถูกกำหนดจากสายพันธุ์ หรือความแตกต่างของลำดับรหัสพันธุกรรมใน gene ต่างๆแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากกนั้นการค้นพบว่า ประสาทอักเสบเป็นตัวการที่ทำให้มีกล้ามเนื้อ่อนแรง เป็นเครื่องสนับสนุนบทบาททางภูมิคุ้มกันต่อตัวเชื้อไวรัส ทั้งนี้เนื่องจากไวรัสจะแพร่กระจายในเซลล์ที่ควบคุมกล้ามเนื้อในไขสันหลัง การวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยที่เสียชีวิตแม้ได้รับการรักษา ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงข้อแนะนำในการให้การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของ WHO The objectives of this research project aim to create a clearer understanding of the role of wildlife (bats) and canine vectors in tranmitting zoonotic encephalitogenic lyssa-and Nipah viruses as well as to implement molecular epidemiological technique in predicting transmission dynamic of rabies virus in Thailand and to develop simple methods and procedures to secure RNA from freshly collected and archival formalin fixed brian specimens. Thaibats were found to be infected with (a) new lyssavirus genotype(s) as evidenced by neutralization assays. Also, presence of Nipah virus infection was demonstrated by high titers of antibody in the sera and recovery of RAN in saliva and urine. Species of bats as well as transmitting seasons were analyzed. It is clear that new paradigms for field studies of zoonotic diseases are necessary and from now on music include longitudinal and in-depth investigations of agent, host, habitat and environment in order to predict risk and response in appropriate manner. Analysis of nucleocapsid gene of rabies virus in canine and wildlife and human samples all over the country confirmed compartmentalization theory that rabies viruses were segregated in certain geographical locations and that, in Thailand, human facilitated canine vector transfer was an effective mean to disseminate virus to distant location. Presence of more than one genotype or clade of virus in any region suggested a constant gene flow, thus, reflecting frequent migration of dogs between such region and neighbors. Area likely to be successful in dog campaign should contain only one homogeneous virus and enforcement of dog transfer regulation must be carried out. In order to maximize reliability of epidemiological surveillance data, a simple dried brain spot technique was developed. Fresh brain tissues were smeared onto filter paper and air dried. This could be kept up to 222 days in room temperature. Rabies virus RNA could still be recovered and sequenced. Method of isolating and sequencing RNA from archival specimens (brain tissues fixed in acidic formalin for at least 7 days and embedded in paraffin and kept at room temperature for at least 16 years) was also successfully develoed. Apart from those originally proposed for grant support, we also characterize imaging characteristics in magnetic resonance imaging (MRI) in human rabies and illustrate the value of molecular techique in diagnosing human rabies during life. Based on clinical and disease patterns, MRI, algorithm in diagnosing rabies and other forms of viral encephalitides was developed and published in international journal and text books. Sequencing data (on rabies glyco-, phospho- and nucleoprotein genes) obtained from analysis of human rabies specimens presenting with either furious paralytic forms also confirmed that there should be no specific variant responsible for individual manifestation and support the role of human immune responses. This immunopathogenetic role was also confirmed by development of paralysis in a furious rabies patient who received large dose of intravenous rabies immune globulin. Further, we also proved for the first time that weakness in human paralytic rabies was due to peripheral nerve dysfunction, thus, arguing against the direct virus effect upon anterior horn cells of spinal cord. Critical analysis of treatment failure cases also led to new WHO recommendation on rabies post-exposure prophylaxis.

บรรณานุกรม :
ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา . (2548). การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา . 2548. "การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา . "การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา . การศึกษาสายพันธุ์ไวรัสพิษสุนัขบ้าในค้างคาว สุนัขและคน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.