ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว
นักวิจัย : ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ
คำค้น : dictionary , Khmu’ language , minority languages , Nan Province , Proto Mal-Pray , จังหวัดน่าน , ภาษาขมุ , ภาษาชนกลุ่มน้อย , ภาษามัล , ศัพทานุกรม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BRG4780005 , http://research.trf.or.th/node/2598
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการย่อยที่ 2: ศัพทานุกรม 15 ภาษาที่พูดในจังหวัดน่าน ธีระพันธ์ ล.ทองคำ พิณรัตน์ อัครวัฒนากุล ชมนาด อินทจามรรักษ์ กนิษฐา พุทธเสถียร สุภาพร ผลิพัฒน์ ยุพาพร ฮวดศิริ ศัพทานุกรมเล่มนี้ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1: คำนำ โดยศาสตราจารย์ ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ หัวหน้าโครงการ ส่วนที่ 2: แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ และแผนที่แสดงกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดน่าน ส่วนที่ 3: บทนำซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนต้นก่อนนำเสนอคำศัพท์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้ เบื้องหลังโครงการศัพทานุกรม 15 ภาษาที่พูดในจังหวัดน่าน: ความเป็นมา ขั้นตอน การดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย การออกแบบเครื่องมือและการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเก็บข้อมูลภาคสนาม การพิมพ์ข้อมูลแต่ละภาษาและการรวมคำศัพท์แต่ละคำจาก 15 ภาษา (ไทย – อังกฤษ – คำเมือง – ลื้อ – ขืน – ลาว – พวน – จีนแคะ – อึมปี – ม้ง – เมี่ยน – ขมุ – ไปร – มัล – มลาบรี) และการจัดทำเนื้อหาส่วนต้นก่อนการนำเสนอคำศัพท์ คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ศัพทานุกรม: กลุ่มผู้ใช้ซึ่งเป็นเป้าหมาย สัทอักษรสากลที่ใช้ เป็นสัทสัญลักษณ์หรือสัญลักษณ์แทนเสียงสำคัญ คำอธิบายเกี่ยวกับฐานกรณ์ที่ใช้ออกเสียง และลักษณะของเสียง ได้แก่ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ อักษรย่อ ข้อสังเกตและเสนอแนะ ส่วนที่ 4: คำศัพท์ 15 ภาษา ในแต่ละภาษามี 2,441 คำ เรียงลำดับตามคำตั้งภาษาไทยจาก ก ถึง อ และภาพกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดน่าน เสียงพยัญชนะท้าย /-s/ ไม่ปรากฏในภาษา “ถิ่น” (ลัวะน่าน หรือ มัล-ไปร) ปัจจุบัน อย่างไรก็ ตาม เสียงพยัญชนะท้าย *-s ในภาษา “ถิ่น” สามารถสืบสร้างได้ในภาษา “ถิ่น” ดั้งเดิม ความแตกต่างที่ มีนัยสำคัญระหว่างเสียงพยัญชนะท้าย *-s กับ *-h ในระบบเสียงภาษา “ถิ่น” ดั้งเดิมเห็นได้จาก ลักษณะการปฏิภาคของเสียง 2 ชุด คือ เสียงพยัญชนะท้าย *-s ที่เปลี่ยนเป็น /-yh/ ในภาษามัล แต่ เปลี่ยนเป็นเสียง /-t/ ในภาษาไปร กับเสียงพยัญชนะท้าย *-h ที่ยังคงอยู่ทั้งในภาษามัลและไปร Filbeck (1978) ได้ชี้ให้เห็นความจริงนี้ อย่างไรก็ตาม Filbeck มิได้สืบสร้างคำในภาษา “ถิ่น” ดั้งเดิมที่ มีเสียงพยัญชนะท้าย *-s และ *-h เพื่อแสดงให้เห็นภาพประวัติความเป็นมาของระบบเสียงภาษา “ถิ่น” ชัดเจนขึ้น ผู้วิจัยได้สืบ สร้างศัพท์ในภาษา “ถิ่น” ดั้งเดิมจำนวน 68 คำ คำศัพท์ที่สืบสร้างขึ้น 68 คำนี้ 17 คำ (1) - (17) มีเสียง พยัญชนะท้าย *-s และ 51 คำ (34) - (84) มีเสียงพยัญชนะท้าย *-h นอกจากคำในภาษา “ถิ่น” ดั้งเดิม 17 คำที่มีเสียงพยัญชนะท้าย *-s ยังได้เพิ่มเติมคำในภาษามัลดั้งเดิมที่มีเสียงพยัญชนะ *-s เข้ามาด้วย 2 อีก 16 คำ คือ (18) - (33) ในการนำเสนอคำที่สืบสร้างขึ้นทั้งหมด 84 คำ ได้ให้ความหมายภาษาไทย และความหมายภาษาอังกฤษ รวมทั้งคำร่วมเชื้อสายในภาษาขมุและมลาบรีซึ่งมาจากคลังข้อมูลของ ผู้วิจัยด้วย ภาษาหูซึ่งเป็นภาษาในสาขาปะหล่องอิกของภาษาตระกูลมอญ-เขมรพูดในมณฑลยูนนาน มี วรรณยุกต์ 2 หน่วยเสียง คือ วรรณยุกต์สูง กับ วรรณยุกต์ต่ำ การสูญเสียความยาวของเสียงสระเป็นสาเหตุ หลักที่ทำให้เกิดวรรณยุกต์ต่ำในคำภาษาหู ส่วนคำที่มีเสียงสระสั้นมาแต่เดิมจะมีวรรณยุกต์สูงในภาษา หูปัจจุบัน หากวิวัฒนาการของวรรณยุกต์ลักษณะนี้เป็นไปได้ ก็น่าจะพิสูจน์ทราบทางสัทศาสตร์ได้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความสั้นยาวของเสียงสระกับระดับเสียงในภาษาตระกูลมอญ - เขมร ม้ง - เมี่ยน และภาษาตระกูลไทได้รับการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่อง ค่าระยะเวลา ค่าความถี่มูลฐาน และค่า ความเข้ม โดยใช้คู่เทียบเสียง /a/ กับ /aa/ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสระสั้นมีค่าความถี่มูลฐานสูงหรือ มากกว่าสระยาว ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์ (p<0.05) ทั้งในภาษามีวรรณยุกต์และ ไม่มีวรรณยุกต์ ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นแนวโน้มทางสัทศาสตร์ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความ สั้นยาวของสระกับความดังค่อยหรือความเข้มของเสียงไม่ค่อยมีรูปแบบที่ชัดเจน ภาษาขมุบางถิ่นมีความแตกต่างด้านลักษณะน้ำเสียงซึ่งทำให้ความหมายของคำต่างกัน จาก การฟังได้มีการกล่าวว่า มีความแตกต่างระหว่างลักษณะน้ำเสียงธรรมดากับระดับน้ำเสียงสูงซึ่งเป็น องค์ประกอบของริจิสเตอร์ 1 และลักษณะน้ำเสียงต่ำทุ้มกับระดับเสียงต่ำซึ่งเป็นองค์ประกอบของริจิ สเตอร์ 2 ในภาษาขมุรอกซึ่งพูดในภาคเหนือของประเทศไทย (จังหวัดน่าน) คำคู่เทียบเสียงที่แตกต่าง กันเฉพาะริจิสเตอร์ได้ถูกบันทึกเสียงโดยใช้ผู้พูดภาษาขมุเป็นภาษาแม่ 25 คน เพื่อการวิเคราะห์ ค่าความถี่มูลฐาน ค่าความเข้มโดยรวม ค่าความถี่ฟอร์เมินท์ 1 และ 2 ของสระช่วงที่ไม่มีการบิดเบน ค่าความเข้มเทียบเคียงของฮาร์มอนิกสูงๆ กับฮาร์มอนิกที่ 1 และค่าระยะเวลาของเสียงสระ ในส่วนการ ทดสอบการรับรู้ ด้วยสภาวะบางอย่างที่เป็นปัญหา ได้เลือกการออกเสียงคำของผู้พูดภาษาขมุเพียง 8 คนเท่านั้นมาวิเคราะห์ค่าทางกลสัทศาสตร์อื่นๆ ร่วมกับ ค่าความเข้มและค่าความถี่มูลฐาน เนื่องจาก ได้พบว่า ปัจจัยด้านความถี่มูลฐานมีนัยสำคัญที่สุด การสร้างตัวเร่งเร้าสังเคราะห์เพื่อทดสอบการรับรู้ จำกัดอยู่ที่การขึ้นตกของระดับเสียง 7 ลักษณะเท่านั้น จากการทดสอบการรับรู้กับคนขมุ 32 คน ทำให้ ทราบว่ามีการรับรู้ 2 ประเภท คือ ส่วนใหญ่รับรู้ค่าความถี่มูลฐานหรือระดับเสียงเป็นสำคัญ ส่วนการ รับรู้ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของความเข้มเทียบเคียงของฮาร์มอนิกมีแต่ในกลุ่มผู้ทดสอบที่เป็น เพศหญิงเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าผู้พูดเพศหญิงยังคงเก็บรักษาลักษณะเก่าแก่ดั้งเดิมของภาษาขมุไว้ คือ ลักษณะน้ำเสียง ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าภาษาขมุรอกกำลังเปลี่ยนแปลงจากภาษาลักษณะ น้ำเสียงเป็นภาษาวรรณยุกต์จนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ภาษา “ถิ่น” เป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมร โดยทั่วไปภาษาตระกูลมอญ-เขมรไม่มีวรรณยุกต์ ภาษา “ถิ่น” (ลัวะ) ที่พูดในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน แบ่งออกเป็น 2 วิธภาษาหลัก คือ มัล และไปร ไปรซึ่งมีผู้พูดจำนวนน้อยกว่าสามารถเก็บรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มากกว่า ทั้งนี้เนื่องมาจากสภาพ ทางภูมิศาสตร์และการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในอดีต ข้อมูลภาษามัล ไปร ไทยวนหรือคำเมือง (ภาษาของคนส่วนใหญ่) เก็บเมื่อปี 2548 เพื่อการวิจัยของโครงการ “ความหลากหลายทางภาษาใน จังหวัดน่าน: ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” ถึงแม้ว่าจะได้ยินความแตกต่างของระดับเสียงทั้งในมัลและไปร แต่รูปแบบระดับเสียงที่ สม่ำเสมอก็ไม่ปรากฏในภาษาไปร แม้แต่ในคำพูดของผู้พูดเพียง 1 คน ระดับเสียง 2 ลักษณะในมัล คือ [สูง-ตก] และ [ต่ำ-ขึ้น] ก่อให้เกิดความแตกต่างทางความหมาย สรุปได้ว่าวิธภาษามัลที่พูดในอำเภอบ่อ เกลือมี 2 วรรณยุกต์ คือ /ตก/ กับ /ขึ้น/ หรือ /สูง/ กับ /ต่ำ/ วรรณยุกต์ตกมักจะเกิดในคำมัลพื้นเมือง ขณะที่วรรณยุกต์ขึ้นมักจะเกิดในคำยืมไท อย่างไรก็ตาม คำมัลพื้นเมืองบางคำก็มีวรรณยุกต์ขึ้นและ คำมัลที่เป็นคำยืมไทบางคำก็มีวรรณยุกต์ตก มีการวัดค่าทางกลสัทศาสตร์เพื่อยืนยันสัทลักษณะของ วรรณยุกต์ในมัลและไทยวน ฟิลเบ็ค (1972) ชี้ให้เห็นว่าบางวิธภาษาของมัลมีวรรณยุกต์ 2 หน่วยเสียง คือ วรรณยุกต์ ขึ้นกับวรรณยุกต์ไม่ขึ้น การกำเนิดของวรรณยุกต์ขึ้นเป็นนวัตกรรมอิสระ ผลการวิจัยของเราแสดงให้ เห็นว่าวรรณยุกต์ขึ้น 2 หน่วยเสียงในภาษาไทยวน คือ /ต่ำ-ขึ้น/ (A1-2) กับ /กลาง-ขึ้น/ (A3-4) น่าจะ เป็นที่มาของการกำเนิดวรรณยุกต์ในมัล ภาษาไทยวนหรือคำเมืองถิ่นน่านมีวรรณยุกต์ 6 หน่วยเสียง คำที่มีวรรณยุกต์ขึ้น (A1-2 กับ A3-4) มีเป็นจำนวนมากกว่าวรรณยุกต์อื่นๆ ด้วยเหตุนี้คนมัลทวิภาษา จึงได้ยินและได้ใช้วรรณยุกต์ขึ้นบ่อยๆ จึงรับสัทลักษณะขึ้นเข้าไปในภาษาแม่ของตน อันเป็นปัจจัยต่อ วิวัฒนาการของวรรณยุกต์ ความหลากหลายทางภาษาสามารถเป็นสาเหตุของความแตกร้าวและแตกแยกในชาติที่มีคน หลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เป็นความจริงเสมอไปหรือไม่ การแปรและการเปลี่ยนแปลงของภาษาอัน เนื่องมาจากความหลากหลายทางภาษา สามารถที่จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยอมรับได้โดย ไม่ต้องเกิดความแตกแยกหรือความรู้สึกด้านลบ หากเกิดขึ้นช้าๆ และเป็นธรรมชาติโดยการสัมผัส ภาษา ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน ภาคเหนือของประเทศไทย และในจังหวัดเซกอง ภาคใต้ของประเทศ สปป. ลาว เป็นตัวอย่างที่ดีของการแปรและเปลี่ยนแปลงของภาษาอย่างสันติ กรณีของน่านและเซกองซึ่งเป็นจังหวัดเล็กแต่มีประชากรประกอบด้วย 13 กลุ่มชาติพันธุ์และ 14 กลุ่ม ชาติพันธุ์ตามลำดับ ก็สามารถอยู่กันได้อย่างสงบ กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เรียนรู้ที่จะอดทนอดกลั้น เห็น อกเห็นใจและรับฟังซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาความกลมเกลียวในท้องถิ่นของตน เอกภาพเป็นผลจาก ความอดทนด้านภาษาและความไม่เห็นแก่ตน การสัมผัสภาษาทำให้การแปรและการเปลี่ยนแปลงของ ภาษาเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาษาต่างๆ มีบทบาทต่างกันในชุมชนพหุภาษา พหุลักษณ์และพหุภาษา ควรเป็นกุญแจสำคัญในการจัดทำนโยบายระดับชาติ อย่างไรก็ตาม การผสมกลมกลืนควรได้รับการ สนับสนุนด้วย หากผู้คนทั้งหลายอยากพูดหรือปฏิบัติตนให้สอดรับกับคนส่วนใหญ่แทนที่จะเก็บรักษา เอกลักษณ์เฉพาะและพูดแต่ภาษาแม่ของตน พวกเขาควรมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่พวกเขาคิดว่า เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขา ภาษามัลเป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมรที่พูดในจังหวัดน่าน จัดเป็นชุมชนทวิภาษาหรือพหุ ภาษา ปรากฏการณ์ทางภาษาที่พบในสถานการณ์เช่นนี้ก็คือการสัมผัสภาษา ซึ่งนำไปสู่การแทรกแซง ทางเสียง และภาษามัลได้ยืมคำจากภาษาไทมาเป็นเวลานาน วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อศึกษา กระบวนการแปลงเสียงของคำยืมไทในภาษามัล ข้อมูลได้จากรายการคำสำหรับเก็บข้อมูล 13 ภาษาที่พูดในจังหวัดน่านจำนวน 2,452 คำ การ จำแนกคำยืม พิจารณาจากเสียงหรือหน่วยเสียงเป็นสำคัญ หากพบคำที่สงสัยจะนำไปตรวจสอบกับ ภาษาไทและภาษามอญ-เขมรอื่นๆ ที่พูดในจังหวัดน่าน จากนั้นจึงคำนวณหาอัตราส่วนของคำยืมที่พบ ทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า หนึ่งในสามของรายการคำทั้งหมดเป็นคำยืม โดยคำประสมและคำนามชี้ เฉพาะมักประกอบด้วยคำมัลแท้และคำยืม เช่น siəŋ (M) khǎaŋ ‘กราม’ กระบวนการแปลงเสียงของ คำยืมไทในภาษามัลแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การแปลงหน่วยเสียงเรียง และการเกิดหน่วยเสียงซ้อน การแปลงหน่วยเสียงเรียง ได้แก่การแทนที่เสียงพยัญชนะและสระที่ไม่มีในภาษามัล เช่น เสียง /f/ ใน ภาษาไทถูกแทนที่ด้วยเสียง /ph/ ในคำว่า fun21 (ST) > phǔn (M) ‘ฝุ่น’ ส่วนการเกิดหน่วยเสียงซ้อน หรือวรรณยุกต์ต่ำ-ขึ้นที่พบในคำยืมไทเป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งนั้น เป็นผลจากการสัมผัสภาษากับ ภาษามีวรรณยุกต์ โดยเฉพาะภาษาที่มีวรรณยุกต์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างคำภาษามัล เช่น kŋ ‘กลอง’, kwǎat ‘กวาด’, and kəət ‘เกิด’ การกำเนิดขึ้นของวรรณยุกต์ต่ำ-ขึ้นดูเหมือนเป็น เครื่องมือที่ใช้สำหรับการจำแนกคำยืม ส่วนคำยืมที่ไม่มีวรรณยุกต์ต่ำ-ขึ้นจะแปรไปตามโครงสร้าง พยางค์และการลงเสียงหนักเบาในประโยค ซึ่งสาเหตุของการหายไปของวรรณยุกต์ต่ำ-ขึ้นของคำยืม นั้นน่าจะมาจากระยะเวลาของการยืม ที่ทำให้คำเหล่านั้นเกิดการผสมผสานกับภาษามัลซึ่งเป็นภาษา แม่ กล่าวได้ว่าการแปลงคำยืมที่พบในภาษามัลประกอบไปด้วยระบบเสียงของภาษามัลและการ เกิดขึ้นของคุณลักษณะใหม่ที่เฉพาะเจาะจงแต่ในคำยืม ภาษามัลจึงเรียกได้ว่าเป็นภาษาที่เริ่มมี วรรณยุกต์เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องศึกษาต่อไปก็คือ ภาษามัลจะมีการพัฒนาระบบเสียงวรรณยุกต์อย่างเต็ม รูปแบบหรือวรรณยุกต์ที่เกิดขึ้นนี้จะสูญหายไป เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษาเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากทั้งปัจจัย ภายในและปัจจัยภายนอก การสัมผัสภาษาเป็นปัจจัยภายนอกประเภทหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการ เปลี่ยนแปลงภาษา ในงานวิจัยที่ผ่านมาของผู้เขียน (Akharawatthanakun 2002, 2004) การแปรและ การเปลี่ยนแปลงของวรรณยุกต์ที่พบในภาษาลาวถิ่นต่าง ๆ ได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยภายใน ได้แก่ การออกเสียงวรรณยุกต์ให้ง่ายขึ้น (tonal simplification) และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสัมผัสภาษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอให้เห็นหลักฐานเกี่ยวกับการแปรและการเปลี่ยนแปลงของภาษา อันเนื่องมาจากการสัมผัสภาษา จากการวิเคราะห์พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ในภาษาไทถิ่น 5 ภาษา ได้แก่ ได้แก่ ภาษาไทยวน ไทลื้อ ไทขืน พวน และลาวที่พูดในบริเวณที่มีการปะปนกันของภาษา ในจังหวัดน่านทางภาคเหนือของประเทศไทย พบว่า 1) มีการแปรและการเปลี่ยนแปลงทางเสียงเกิดขึ้น ทั้งในระดับของพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ และ 2) ภาษาไทถิ่นบางภาษามีระดับการแปรและการ เปลี่ยนแปลงทางเสียงสูงกว่าภาษาไทถิ่นอื่น นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังวิเคราะห์คำศัพท์ในภาษาไทถิ่นทั้ง 5 ภาษาด้วยและพบว่า การแปรและการเปลี่ยนแปลงทางศัพท์นับเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็น ว่า ภาษาของชนกลุ่มใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการแปรและการเปลี่ยนแปลงของภาษาของชนกลุ่มน้อย เพื่อให้สามารถอธิบายและอภิปรายผลการวิจัยได้อย่างชัดเจนและไม่สับสน บทความนี้จะนำเสนอ เฉพาะการแปรและการเปลี่ยนแปลงทางเสียงเท่านั้น ส่วนการแปรและการเปลี่ยนแปลงในระดับ คำศัพท์จะนำเสนอไว้ในอีกบทความเรื่อง “Contact-Induced Lexical Variation and Change: A Case Study of Tai Dialects Spoken in Language Mixture Areas of Nan Province” ซึ่งเป็นอีก บทความหนึ่งของผู้เขียนที่จะนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับการแปรและการเปลี่ยนแปลงของภาษาอัน เนื่องมาจากปัจจัยภายนอก หรือได้แก่การสัมผัสภาษานั่นเอง รายงานผลการวิจัยนี้ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ CD Rom ซึ่งเป็นฐานข้อมูลหมู่บ้าน คู่มือ การใช้งานระบบงานฐานข้อมูลหมู่บ้าน คู่มือการใช้งานระบบงานสารสนเทศภูมิศาสตร์ บทความ ภาษาอังกฤษเรื่อง “GIS application for the maps of tourist attractions and ethnic groups of Nan Province, Thailand” และ “Automated linguistic dictionary system” ส่วนที่ 1: CD Rom ระบบงานฐานข้อมูลหมู่บ้าน ส่วนที่ 2: คู่มือการใช้งานระบบงานฐานข้อมูลหมู่บ้าน ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ 1. การติดตั้งโปรแกรมระบบงานซึ่งประกอบด้วย LangForm และ TotalData 2. การเข้าสู่ระบบ 3. หน้าจอหลักและการนำเข้าข้อมูลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลภูมิศาสตร์ของหมู่บ้าน และ การนำเข้าข้อมูลรายละเอียดของหมู่บ้าน ตอนท้ายของส่วนที่ 2 เป็นภาคผนวก เกี่ยวกับโครงสร้างฐานข้อมูล 4. การรวมข้อมูลด้วยโปรแกรม TotalData ส่วนที่ 3: คู่มือการใช้งานระบบงานสารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหา ดังนี้ 1. การติดตั้งโปรแกรม 2. การใช้งานระบบงาน 3. หน้าที่การทำงานของเมนู ตอนท้ายของส่วนที่ 3 เป็นภาคผนวกเกี่ยวกับชั้นข้อมูลแผนที่ ส่วนที่ 4: บทความภาษาอังกฤษพร้อม Abstract เรื่อง “GIS application for the maps of tourist attractions and ethnic groups of Nan Province, Thailand” เนื้อหาของบทความเป็น เรื่องเกี่ยวกับการสร้างฐานข้อมูลหมู่บ้านและการทำแผนที่ประเภทต่างๆ ของโครงการน่านฯ โดยใช้ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ส่วนที่ 5: บทความภาษาอังกฤษพร้อม Abstract เรื่อง “Automated linguistic dictionary system” เนื้อหาของบทความเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการทำศัพ ทานุกรม 15 ภาษาที่พูดในจังหวัดน่านของโครงการน่านฯ โครงการย่อยที่ 5: บทประมวลและสังเคราะห์ฐานข้อมูลหมู่บ้าน 902 หมู่บ้าน (99 ตำบล) ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ วิชาติ บูรณะประเสริฐสุข ชนิตา ดวงยิหวา สมเจตน์ วิมลเกษม ยุพาพร ฮวดศิริ รายงานผลการวิจัยฉบับนี้ประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ประกอบด้วย “คำนำ” โดยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ หัวหน้าโครงการ ภาพประกอบ สารบัญเนื้อหา สารบัญตาราง และสารบัญภาพ ส่วนที่ 2 แบ่งออกเป็น 5 บท ในแต่ละบทมีแผนที่ประกอบการนำเสนอ ดังนี้ บทนำ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจังหวัดน่าน: ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เมืองน่าน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์และงานฝีมือของชาวน่าน ประเพณีสำคัญ กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดน่าน: กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษา ตระกูลมอญ-เขมร กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลม้ง-เมี่ยน กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลจีน- ทิเบต แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน: โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการ ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว บทสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: การพัฒนาด้านอาชีพและรายได้ การ พัฒนาด้านเทคโนโลยีการเกษตร การส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร อุตสาหกรรม การส่งเสริมด้านการศึกษา การพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่งและการไปรษณีย์ การ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและ ประเพณี การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและปรับภูมิทัศน์บริเวณหมู่บ้าน การพัฒนาด้านการแพทย์ และสาธารณสุข สวัสดิการสังคม และอื่นๆ ส่วนที่ 3 ประกอบด้วย บรรณานุกรม แผนที่แสดงแหล่งท่องเที่ยวและกลุ่มชาติพันธุ์ใน 99 ตำบล และตัวอย่างแบบสอบถามข้อมูลหมู่บ้าน Project Title: Linguistic Diversity in Nan Province: a Foundation for Tourism Development Linguistic Diversity in Nan Province: a Foundation for Tourism Development Sub-project 2: Dictionary of the 15 Languages Spoken in Nan Province Theraphan L-Thongkum, Phinnarat Akharawatthanakun, Chommanad Intajamornrak, Kanitha Putthasatien, Supaporn Phalipat and Yupaporn Huadsiri This volume consists of four main parts. The first part is a “Foreword” by Professor Dr. Theraphan Luangthongkum, the Director of the Project. The second part presents a topographic map of Nan Province and a map of the ethnic groups in Nan Province. The third part which is the introduction to this volume consists of two major sections: Background of the project for compiling the dictionary of 15 Languages Spoken in Nan Province: General background, Stages in the work process— designing the device and computing system, eliciting field data, having the data typed and compiling words from 15 languages (Thai – English – Khammueang – Lue – Khuen – Lao – Phuan – Hakka – Mpi – Hmong – Mien – Khmu’ – Pray – Mal – Mlabri), working on the contents of the three parts before presenting the vocabulary and the Appendix. How to Use this Dictionary: Target users of the dictionary, International phonetic symbols used as phonemic orthography or symbols of important sounds, Explanation of the point of articulation and manners of articulation of sounds— consonants, vowels and tones, Abbreviations, Remarks and suggestions. The forth part presents the vocabulary of the 15 languages (2,441 items per language) in alphabetical order from ก to อ and photographs of the ethnic groups in Nan Province Final /-s/ does not exist in Modern T’in; however, *-s in Proto-T’in can be reconstructed. The distinction between *-s and *-h in Proto-T’in phonology is suggested by two types of final correspondences, i.e., *-s has become /-yh/ in Mal but /-t/ in Pray, and *-h has been kept as /-h/ in both Mal and Pray. This fact was pointed out by Filbeck in 1978; however, no Proto-T’in forms were reconstructed by him. To show a clearer picture of the phonological history of T’in, 68 Proto-T’in forms were reconstructed, 17 with final *-s and 51 with final *-h. The 68 Proto-T’in reconstructed lexical items, (1) – (17) and (34) – (84), including 16 Proto-Mal reconstructed forms having *-s, (18) – (33), are presented in this paper with Thai and English glosses. Khmu’ and Mlabri cognates from the author’s corpus are also provided. Hu, an Angkuic language of the Palaungic branch of the Mon-Khmer language family spoken in Yunnan, has two tones, high and low. The loss of phonological vowel length is the major cause of the birth of the low tone, with original short vowels receiving the high tone in Modern Hu. If this type of tonal evolution is possible, it should be attested phonetically. The interaction between vowel length and pitch in the Mon-Khmer, Hmong-Mien and Tai languages was studied by measuring the duration, fundamental frequency and intensity values of /a/ and /aa/ in minimal pairs. The results of our investigation indicated that short vowels had higher fundamental frequencies (F0) than long vowels and that the F0 difference between short and long vowels was statistically significant (p < 0.05) in both tonal and nontonal languages. This seems to be a natural phonetic tendency. The interaction between vowel length and loudness (intensity) is less clear. An attempt to make a pair of short and long vowels of the same quality, e.g., /a/ – /aa/, having “equal prominence”, can cause pitch difference between short and long vowels in SEA languages. The birth of phonological pitch or tone at a later stage may be regarded as compensation for the loss of phonological length at the earlier stage. Some Khmu’ dialects have phonologically distinctive voice registers. Auditory observations have claimed a stable distinction between clear voice and high pitch for Register 1 and breathy voice and low pitch for Register 2 in the Khmu’ Rawk dialect of northern Thailand. Word-pairs distinguished only by register were recorded by 25 native speakers. Acoustic analysis yielded F0 and overall amplitude contours, frequencies of F1 and F2 in quasi-steady states of the vowels, relative intensities of higher harmonics to that of the first harmonic, and vowel durations. When circumstances caused early attention to perception testing, the words of only eight speakers had been analyzed for properties other than amplitude and F0. Since the only significant factor that had emerged by then was F0 contour, the synthetic stimuli were made with just a series of seven contours. The labeling by 32 native speakers yielded two categories, demonstrating the sufficiency of F0 as an acoustic cue. The completed acoustic analysis showed a significant effect of one of the harmonic ratios for the women only, suggesting a conservative bias. The language has been shifting toward tonality and may have reached it. T’in (Lua) language of Bo Kluea District, Nan Province, comprises two major dialects, Mal and Pray. Pray is more conservative and has less speakers, due to geography and communist infiltration in the past. The data on Mal, Pray and Tai Yuan (language of the majority) were collected in 2005 for the research project on “Linguistic Diversity in Nan Province: A Foundation for Tourism Development”. Although different pitches can be heard in both Mal and Pray, there are no consistent patterns in Pray, even in the speech of a single speaker. In Mal, two pitches [high-falling] and [low-rising] have been found distinctive. It can be concluded that the Mal dialect of Bo Kluea District has acquired two tones, /falling/ vs. /rising/ or /high/ vs. /low/. The falling tone occurs mostly in native words, whereas the rising tone mostly occurs in Tai loanwords. However, a few native words can have rising tone and a few Tai loanwords can have falling tone. Acoustical measurements were done to confirm the characteristics of Mal and Thai Yuan tones. Filbeck (1972) pointed out that a dialect of Mal had two tones, i.e., rising and nonrising, and that the emergence of the rising tone appears to be the result of an independent innovation. The results of our present study indicate that the two rising tones in Tai Yuan, namely, /low-rising/ (A1-2) and /mid-rising/ (A3-4) seem to be the cause of tone birth in Mal, especially, the rising tone. In Tai Yuan, a six-tone language, words having rising tones (A1-2 and A3-4) are out-numbered, thus, frequently heard by Mal people. Perhaps, this auditory factor could have induced tonal evolution in some Mal dialects. Linguistic diversity can be the cause of serious clashes and collisions in nations with multiethnic groups. Is this always true? Linguistic variation and change due to linguistic 7 diversity can be subtle and be accepted without collision or negative feelings when induced gradually and naturally by language contact. Linguistic diversity in the Nan Province of northern Thailand and in the Xekong Province of southern Laos is a good illustration of the latter phenomenon. In the case of Nan and Xekong, though small both in area and population size, these provinces have thirteen and fourteen ethnic groups, respectively, coexisting peacefully. These ethnic minorities have learned to tolerate, to care for and to listen to each other in order to maintain a sense of harmony in the area. Unity is the result of their linguistic tolerance and lack of selfishness. Due to language contact, linguistic variation and change cannot be avoided. Different languages play different roles in a multilingual community. Pluralism and multilingualism should be taken as important keywords for policy making at the national level. However, assimilation should also be encouraged; if people want to speak or conform to the majority instead of maintaining their own identity and speaking their own language, they have the right to choose whatever they think best suits them. Mal is a dialect of Lua/Thin, a Mon-Khmer language of Nan Province. Almost all the speakers are bilingual or multilingual. In a situation of bilingualism or multilingualism, language contact can bring about phonological interference. Mal has borrowed Tai words for a long time. My aim is to study transformational processes of Tai loanword adaptation in Mal. The data were taken from a wordlist of 2,452 lexical items compiled for investigating the 13 languages of Nan. To separate loanwords from native words, loanwords easily distinguished by phonological form were separated first. Then ambiguous words were checked with the other Tai and Mon-Khmer languages of Nan. Then the percentage of loanwords in the data was calculated. About one-third of the lexical items are Tai loanwords. Compound nouns and proper nouns are always composed of Mal native words and loanwords, for example, siəŋ (M) khǎaŋ ‘molar teeth’. The transformational processes found for the adaptation of Tai loanwords fall into two main categories; 1) Segmental change and 2) Suprasegmental innovation. Segmental change is the replacement of consonant and vowel phonemes not found in Mal; for example, the phoneme /f/ in the source languages is replaced by /ph/ in the word fun21 (ST) > phǔn (M) ‘dust’. As for suprasegmental innovation, the low-rising tone, found on about half of the Tai loanwords, must be the result of language contact with a tonal language, especially a language with many words on a rising tone. Examples are the Mal words kŋ ‘drum’, kwǎat ‘to sweep’, and kəət ‘born’. It seems that the emergence of the low-rising tone in Mal is a sociolinguistic device for marking loanwords. Loanwords not having low-rising tone vary prosodically, along with all native Mal words, as affected by syllable structure and sentence intonation. The reason for the lack of the low-rising tone on the other half of the Tai loanwords may be the time-depth of borrowing that caused them to be better integrated with the native phonology. It can be concluded that loanword adaptation in Mal involve the native Mal phonology as well as the emergence of a new feature limited to loanwords. What we seem to have here is an incipient tone language. It remains to be seen whether a full tonal system will come into being over time or whether the present incipient system will die out. (M) = Mal, (T) = Tai, (ST) = Standard Thai, (TY) = Tai Yuan It is generally accepted that language change can be influenced by both internal and external factors. Language contact is an external factor which has an important role for motivating linguistic change. In Akharawatthanakun (2002, 2004), the tone variation and change which is found in Lao dialects is influenced by both an internal factor, tonal simplification, and an external factor, language contact. This paper aims to show more evidence of phonological variation and change motivated by language contact. Having analyzed the consonants, the vowels, and the tones in five Tai dialects: Tai Nyuan, Tai Lue, Tai Khün, Phuan, and Lao, spoken in the language mixture areas of Nan Province in northern Thailand, the findings reveal that: 1) the variation and change occurs in every phonological aspect: consonants, vowels, and tones and 2) the degree of phonological variation and change in some Tai dialects is higher than in the others. Furthermore, in this study lexical items in the five Tai dialects have also been investigated. Lexical variation and change is also found as evidence proving that, in the language mixture areas, the majority language plays important role in influencing the minority languages. This paper will present the variation and change in only the phonological aspect, not in the lexical aspect, so that the explanation and discussion will be clearly shown and not confusing. The variation and change in the lexical aspect will be presented in another paper of the author, “Contact-Induced Lexical Variation and Change: A Case Study of Tai Dialects Spoken in Language Mixture Areas of Nan Province” in which the research result will also the evidence of linguistic variation and change due to an external factor, i.e. language contact. Sub – project 4: The Geographical Information System (GIS) of the Nan Pannee Cheewinsiriwat This volume consists of fives parts–a CD Rom of the village database system and of the GIS, a manual for the use of the village database system, a manual for the GIS, an academic paper on “GIS Application for the Maps of Tourist Attractions and Ethnic Groups in Nan Province, Thailand” and another paper on an “Automated Linguistic Dictionary System”. The second part of this volume, a “manual for the use of village database system” is presented in four main sections: 1. System installation, which is divided into LangForm and TotalData 2. Entering the system 3. The main setup and storing information: Geographical information on villages and Storing detailed information on villages 4. Information compilation by TotalData program This part concludes with an appendix which features the database structure. The third part features a “manual of the GIS,” which is divided into 1. Program installation 2. The use of the system, and 3. The menu functions. An appendix, presenting levels of map information, is provided at the end of this part. The fourth section is a paper on “GIS Application for the Maps of Tourist Attractions and Ethnic Groups in Nan Province, Thailand’. The paper, written by Pannee Cheewinsiriwat, presents maps of tourist attractions and the ethnic groups of Nan Province in Thailand, which are derived from the GIS application of the village data collected from fieldwork in the area. The last part is an article on an “Automated Linguistic Dictionary System” by Pannee Cheewinsiriwat, describing an automated system used for compiling a dictionary of fifteen languages spoken in Nan Province. Sub–project 5: A Synthesis of the Database of 902 Villages (99 Sub-districts) Theraphan Luangthongkum, Pannee Cheewinsiriwat, Wichat Booranaprasertsook, Chanita Duangyiwa, Somjate Wimonkasem and Yupaporn Huadsiri This volume consists of three main parts. The first part includes a “Foreword” by Prof. Dr. Theraphan Luangthongkum, the Director of the Project, illustrations, a table of contents, a list of tables and a list of figures. The second part features five chapters and maps: The Introductory chapter. The Second chapter: General Information about the province of Nan— Landscape, Geographical characteristics, Nan in the pre–historic period, History of Nan, Arts and culture, Products and handicrafts, and Important festivals. The Third chapter: Ethnic groups in Nan Province—speakers of languages in the Tai language family, those of the Mon-Khmer language family, those of the Hmong-Mien language family and those of the Sino–Tibetan language family. Tourist attractions in Nan Province: Archaeological sites, Historical places, Natural resources, and Tourism promotion. Conclusion and suggestions for sustainable development: Development in occupations and income, Development in agricultural technology, Marketing promotion for agricultural products, Industry, Development in communications and postal services, Development in basic infrastructure, Promotion of tourism, Promotion of arts and culture, Solutions to environmental problems and improvement in the village landscape, Development in medical affairs and public health, Promotion of social welfare and others. The third part comprises Bibliography, Maps of tourist attractions and ethnic groups in 99 Sub-districts, and Questionnaire for information on the villages under study.

บรรณานุกรม :
ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ . (2551). ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ . 2551. "ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ . "ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ . ความหลากหลายทางภาษาในจังหวัดน่าน:ความรู้พื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.