ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน
นักวิจัย : วิชัย เอกพลากร
คำค้น : โรคจากการทำงาน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4130005 , http://research.trf.or.th/node/2475
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การทบทวนองค์ความรู้ที่ปรากฎผลในรายงานนี้มุ่งหวังที่จะประมวลสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงานในประเทศไทยและสากล เพื่อหาข้อสรุปและตั้งคำถามการวิจัยที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคจากการทำงานต่อไป วิธีการทบทวนองค์ความรู้ประกอบด้วย การทบทวนวรรณกรรมจากแหล่งเอกสารต่างๆและสื่ออินเตอร์เนต การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในระดับนโยบายและระดับปฎิบัติ การสัมภาษณ์นักวิชาการต่างประเทศที่เข้ามาประชุมวิชาการในช่วงเวลาดำเนินการทบทวนองค์ความรู้ และการสำรวจความเห็นและประสบการณ์ของแพทย์ทั่วไป แพทย์เฉพาะทางและแพทย์ที่เคยผ่านการอบรมระยะสั้นสาขาอาชีวเวชศาสตร์ รายงานนี้ค้นพบว่า 1.โรคจากการทำงานที่ไม่ใช่การบาดเจ็บ เช่น silicosis หูตึง มีปรากฎในรายงานระบบปกติน้อยกว่าที่ค้นพบจากการสำรวจอย่างชัดแจ้ง ในทางตรงกันข้าม การสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กองทุนเงินทดแทนแรงงาน กระทรวงแรงงาน และแพทย์ของคณะกรรมการแพทย์กองทุนเงินทดแทน พบว่า มีการวินิจฉัยโรคจากการทำงานที่เกินกว่าความเป็นจริงเพื่อหวังผลตอบแทน 2.ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรค ได้แก่ a)ศักยภาพของแพทย์ กล่าวคือ แพทย์มีความรู้ไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยโรค ขาดความตระหนักเกี่ยวกับโรคจากการทำงาน แพทย์บางส่วนขาดอิสระในการตัดสินวินิจฉัยเนื่องจากมุ่งหวังผลตอบแทน b)ระบบการผลิตและการศึกษาต่อเนื่อง มีความหลากหลายของหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาชีวเวชศาสตร์ ทั้งในด้านปริมาณเวลา ความลึกและกว้างของเนื้อหาสาระและวิธีการจัดประสบการณ์เรียนรู้ มีการฝึกอบรมหลังปริญญาและการผลิตแพทย์เฉพาะทางในบางสถาบันในกทม.อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ระบบการผลิตและการศึกษาต่อเนื่องนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพของแพทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศเพียงใด ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแน่ชัด c)บริการตรวจทางห้องปฎิบัติการ การตรวจสภาพแวดล้อมการทำงาน และการตรวจทางสรีระ เพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินวินิจฉัยของแพทย์ มีอยู่ในระดับหนึ่ง ข้อจำกัดสำคัญคือ ขาดแคลนบุคลากรที่จะใช้เครื่องมือ และขาดความรู้ที่จำเป็นต่อการจัดหา และกระจายบริการตรวจพิเศษเหล่านี้ รวมทั้งการผลิตและกระจายบุคลากรให้เกิดความคุ้มค่า(cost effective) d)ข้อจำกัดของระบบรายงานปกติคือ การไม่ได้รับรายงานจากแพทย์และโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะรายงานการเฝ้าระวังโรค และขาดการสังเคราะห์ข้อมูลจากสองแหล่งให้เป็นภาพรวมที่ช่วยการวินิจฉัยของแพทย์ และการกำหนดนโยบาย e)แม้มีแนวทางวินิจฉัยโรคจากการทำงาน แต่ยังเป็นที่รับรู้ของแพทย์น้อยและมีการนำไปใช้ประโยชน์จำกัด ทั้งการรับรู้และการยอมรับของแพทย์ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากแนวทางวินิจฉัยฯ f)ผลการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ขึ้นกับปฎิกิริยาของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง(ในฐานะคนไข้) ฝ่ายแรกอาจไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสภาพแวดล้อมของสถานประกอบการ หรือกดดันให้ลูกจ้างให้ข้อมูลเท็จกับแพทย์เพราะเกรงผลเสียต่อภาพพจน์ของกิจการ และอาจนำไปสู่การเพิ่มเบี้ยประกันความเสี่ยง ฝ่ายหลังอาจเข้าไม่ถึงบริการ หรือไม่ยอมรับบริการตรวจวินิจฉัยเพราะความไม่รู้ ความไม่ตระหนัก หรือเกรงผลเสียต่ออาชีพของตน g)ระบบการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ให้บริการตามภาระงาน(fee for service) ชักนำให้เกิดการวินิจฉัยโรครุนแรงกว้างขวางเกินกว่าที่เป็นจริง แล้วเกิดการรักษาเกินจำเป็นจนนำไปสู่ผลแทรกซ้อนจากการรักษาและการสิ้นเปลืองทรัพยากรมากเกิน h)ระบบตรวจสอบกระบวนการวินิจฉัยของแพทย์ บริการตรวจทางห้องปฎิบัติการและการตรวจพิเศษอื่นๆโดยกลไกภายในและภายนอกสถานพยาบาลเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพการวินิจฉัย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1.แพทยศาสตรศึกษา a)ก่อนปริญญา ควรมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักและวิธีคิดที่ถูกต้องสำหรับการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ตลอดจนทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง b)หลังปริญญา ควรมุ่งเน้นการผลิตและกระจายสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมระยะสั้นควรคำนึงถึงความต้องการและบริบทการทำงานของแพทย์ ควรให้ความสำคัญกับแพทย์ประจำโรงงานเป็นอันดับแรก 2.การรายงานโรคจากการทำงานเข้าสู่ระบบปกติมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในระดับมหภาคและการวินิจฉัยโรคในทางคลินิก จึงควรใช้อำนาจต่อรองของกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมในฐานะผู้ซื้อบริการสุขภาพให้แก่คนงาน ผลักดันให้มีการบันทึกและรายงานโรคและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบต่อเนื่องสม่ำเสมอ 3.กองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมในฐานะผู้ซื้อบริการสุขภาพให้แก่คนงาน ควรผลักดันและสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการวินิจฉัย การตรวจทางห้องปฎิบัติการและการตรวจพิเศษอื่นๆ โดยร่วมมือกับหน่วยงานวิชาการ เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงเรียนแพทย์ 4.การสังเคราะห์ข้อมูลจากระบบรายงานปกติให้ได้ภาพรวมที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย และติดตามผลการดำเนินนโยบาย เป็นสิ่งจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกัน

บรรณานุกรม :
วิชัย เอกพลากร . (2542). โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิชัย เอกพลากร . 2542. "โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิชัย เอกพลากร . "โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print.
วิชัย เอกพลากร . โครงการประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.