ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ
นักวิจัย : วราพรรณ ด่านอุตรา
คำค้น : Guidelines , hazardous wastes , ของเสียอันตราย , แนวทาง
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4730004 , http://research.trf.or.th/node/2466
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทั้งที่ผ่านมาและในปัจจุบัน ส่งผลให้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรม มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของเสียดังกล่าวอาจอยู่ทั้งในรูปของเสียอันตราย (Hazardous Waste : HZW) และที่ไม่ เป็นของเสียอันตราย (Non-Hazardous Waste : Non-HZW) ซึ่งมักถูกจัดเก็บอย่างไม่เป็นระบบและเกิดการปะปนกัน ทำให้ยากต่อการจัดการในลำดับต่อไป ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงกำหนดยุทธศาสตร์การรวบรวมข้อมูลและติดตามกากของ เสียอันตรายขึ้น การดำเนินงานเบื้องต้นหน่วยงานที่รับผิดชอบได้จัดให้มีการศึกษาเพื่อประเมินสถานการณ์ แต่พบว่า การประเมินสถานการณ์ของเสียอันตรายและปริมาณตัวเลขของเสียภาคอุตสาหกรรมจากแหล่งศึกษาต่างๆ มีผลที่ได้ แตกต่างกัน ความแตกต่างกันของการประมาณการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ สมมติฐานของการประเมิน ต่างกัน ข้อมูลที่ใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินต่างกัน แต่สิ่งสำคัญยิ่งก็คือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล อันเนื่องมาจาก การติดตามข้อมูลกากของเสียอันตรายที่ไม่ครบวงจร ตั้งแต่ผู้ทำให้เกิดของเสีย (Waste Generator : WG) ผู้ขนส่ง (Waste Transporter : WT) ผู้บำบัด/กำจัดของเสีย (Waste Processor : WP) ผู้กำกับดูแล (Waste Regulator : WR) และการขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและคู่มือเพื่อศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับของเสีย ทำให้ผู้ประกอบ การไม่สามารถกรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้องจึงเป็นผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์ข้อมูล กรมโรงงานอุตสาหกรรม และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย ได้จัดทำโครงการนำร่องเรื่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจาก โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2546 เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ซึ่งบุคลากรของหน่วยงานรัฐและโรงงาน อุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ได้ และเพื่อการประเมินประสิทธิภาพรูปแบบดังกล่าวจึงอาศัยแหล่งอุตสาหกรรมใน จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมหลากหลายประเภทเป็นพื้นที่นำร่องศึกษา โดยมีเป้าหมายให้เกิดระบบ การจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่สามารถใช้ติดตาม ประเมิน และ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา สำหรับใช้ในการดำเนินงานเพื่อวางแผนและกำหนดนโยบายการจัดการของเสียอันตรายใน ภาพรวมต่อไป การดำเนินงานโครงการได้เริ่มจากการสรุปรูปแบบการดำเนินงานเดิมเกี่ยวกับการควบคุมของเสียอุตสาหกรรม ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หมวด 4 ข้อ 13 มีข้อ กำหนดเกี่ยวกับการจัดการขยะ สิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม 2 ฉบับ คือ ประกาศฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) และประกาศฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2541) เรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่ง กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทต้องขออนุญาตดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้ แล้ว โดยประกาศฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) ควบคุมสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตราย โดยกำหนดให้ผู้ ประกอบการต้องรายงานชนิด ปริมาณ ลักษณะ คุณสมบัติของของเสียอันตรายที่มีอยู่ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมตาม แบบ ร.ง. 6 ภายในวันที่ 30 ธันวาคมของทุกปี และบังคับใช้กับโรงงานทั่วประเทศ ส่วนประกาศฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2541) ควบคุมสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย และบังคับใช้กับโรงงานในพื้นที่ 14 จังหวัด (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดหลักตามภูมิภาค) และ มีเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ขยาย พื้นที่บังคับใช้เพิ่มเติมเป็น 76 จังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับข้อมูลเท่าที่ควร กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2544 มีผู้ประกอบการขออนุญาตนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงานเพียง 805 ราย ในขณะที่จากฐานข้อมูลกรมโรง งานอุตสาหกรรมมีโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะมีวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากการประกอบกิจการอยู่ถึง 58,077 โรง งาน และมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้รับบำบัด/กำจัดกากของเสียเพียง 15 ราย และในปี พ.ศ. 2545 กรมโรงงานอุต สาหกรรมจึงใช้นโยบายสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานกำจัดของเสียอุตสาหกรรมอย่างเสรี โดยเพิ่มประเภทโรงงาน ลำดับที่ 105 (คัดแยก และ/หรือฝังกลบฯ) และ โรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) เป็นผลให้ในปลายปี พ.ศ. 2546 มีผู้บำบัดหรือ กำจัด หรือ WP ถึง 65 ราย และมีโรงงานที่ขออนุญาตนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 2,917 ราย กระนั้นก็ตาม ปริมาณของเสียที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้นำออกนอกโรงงานนั้นเพิ่มขึ้นน้อยมาก คือ ปริมาณของเสียอันตรายที่อนุญาตเพิ่มจาก 0.173 ล้านตันเป็น 0.431 ล้านตัน และปริมาณของเสียที่ไม่อันตรายที่ อนุญาตเพิ่มจาก 1.097 ล้านตัน เป็น 1.589 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2546 ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณของเสียที่อนุญาตไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของคำขออนุญาต คณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์การจัดประเภทของเสียอุตสาหกรรมในภาคผนวกที่ 1 ท้ายประกาศฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) กำหนดบัญชีลักษณะและคุณสมบัติของสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตราย ซึ่งเป็นการรวบรวม มาจากบัญชีของเสียอันตรายขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency) หรือ USEPA ของเสียที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนตามอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ของของเสียอันตรายและการกำจัด และบัญชีรายชื่อของเสียเคมีวัตถุตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พร้อมกันนั้นได้รวบรวมข้อคิดเห็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการใน การอบรมให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการอุตสาหกรรมแก่ผู้ประกอบการในจังหวัดสมุทรปราการ และจัด ประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างกรอบการจัดแบ่งรหัสของเสียอันตรายตามที่กฎหมายกำหนดจากเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลจากการอบรมและระดมความคิดเห็นสรุปได้ว่า ปัญหาที่การรวบรวมข้อมูลปริมาณของเสียไม่ได้ผลตามข้อกำหนดของกฎหมายมาจากเหตุผลหลัก 3 ประการ ประการแรก คือ ความไม่ชัดเจนของคำจำกัดความ ทั้งในส่วนที่ เป็นคำจำกัดความของสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และคำจำกัดความของลักษณะและคุณสมบัติของของเสียอันตราย ประการที่สองคือ การจำแนกของเสียอันตรายกระทำได้ค่อนข้างยากจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านเทคนิค เนื่องจาก ของเสียหลายชนิดต้องมีการพิสูจน์หรือวินิจฉัยโดยทำการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ หรือของเสียอันตรายหนึ่งชนิด อาจจัดเป็นของเสียอันตรายได้หลายหมวดหรือหลายข้อที่กำหนดในภาคผนวกที่ 1 ท้ายประกาศฯ ฉบับที่ 6 ก็ได้ ประการที่สามคือ เอกสารที่ใช้สำหรับรายงาน (แบบ ร.ง. 6 และที่ใช้ในการยื่นขออนุญาต) และความยุ่งยากของขั้น ตอนการปฏิบัติ โดยข้อสรุปข้างต้น คณะผู้วิจัยจึงได้นำเสนอการจัดประเภทของเสียอันตรายและพัฒนารูปแบบการจัดเก็บข้อมูล ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นใหม่ ดังนี้ 1) การจัดประเภทของเสียอันตรายตามระบบของสหภาพยุโรป หรือ European Waste Code (EWC)- Hazardous Waste List (HWL) ซึ่งเป็นระบบที่มีการจำแนกของเสียตามกิจกรรมการผลิตหรือกระบวนการผลิต สามารถระบุได้ว่าประเภทของเสียมาจากขั้นตอนใดของกระบวนการ และมีการชี้ชัดว่าของเสียใดเป็นของเสียอันตราย และของเสียที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ช่วยทำให้การจำแนกชนิดของเสียอันตรายทำได้สะดวกขึ้น ลดความยุ่งยากใน การวินิจฉัยเชิงเทคนิคและการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ระบบการจัดประเภทของเสียของสหภาพยุโรป กำหนดของเสียเป็น 20 หมวด (หมวด 01 ถึงหมวด 20) จำแนกตามลักษณะของกระบวนการผลิต กระบวนการสนับสนุนการผลิต เช่น โรงงานผลิตน้ำประปา โรงงานปรับ คุณภาพของเสีย เป็นต้น และกิจกรรมที่เกิดของเสียอื่นๆ ด้วย เช่น ของเสียจากงานก่อสร้าง ของเสียจากการสาธารณ สุข ของเสียชุมชน เป็นต้น ระบบนี้กำหนดรหัสของเสียที่ประกอบด้วยเลขชุด 6 หลัก คือ 2 หลักแรกระบุกระบวน การผลิต 2 หลักต่อมาระบุกิจกรรมของกระบวนการผลิต และ 2 หลักสุดท้ายระบุของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ผลิตหลักและกิจกรรมของกระบวนการผลิตนั้นๆ การกำหนดของเสียด้วยเลขชุด 6 หลักดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ตรงกันและสามารถนำข้อมูลของเสียที่จัดเก็บได้มาประมวลผลได้สะดวกและถูกต้องยิ่งขึ้นอีกด้วย 2) การพัฒนารูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของเสียให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานในแต่ละประเภทอุตสาหกรรม ในระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC) ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้พัฒนาจากการจัดประเภทอุตสาหกรรมตามกิจกรรมเศรษฐกิจตามมาตรฐานขององค์การสหประชาชาติ (International Standard Industrial Classification of All Economic Activities : ISIC) และจัดทำขึ้นเพื่อเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2547 โดยใช้ กิจกรรมการผลิตเชื่อมโยงประเภทของเสียเข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย รูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของเสีย ประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลของเสียเฉพาะจากกระบวนการผลิต หลัก (specific wastes) ตั้งแต่หมวด 01 ถึงหมวด 12 และข้อมูลของเสียทั่วไปหรือของเสียที่ไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิต หลัก (common wastes) ตั้งแต่หมวด 13 ถึงหมวด 20 โดยคณะผู้วิจัยได้เสนอรายการของเสียสำหรับอุตสาหกรรมแต่ละ ประเภทไว้ด้วย โดยการจัดเก็บข้อมูลของเสียเฉพาะกิจกรรมและข้อมูลของเสียทั่วไปหรือของเสียที่ไม่ได้เกิดจาก กระบวนการผลิตหลักจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและกิจกรรมของแต่ละประเภทอุตสาหกรรม คณะผู้วิจัยได้นำรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของเสียไปทดสอบกับโรงงาน 10 ประเภท ในจังหวัด สมุทรปราการ และจังหวัดอื่น ๆ อีก 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และสมุทรสาคร แต่ เนื่องจากกรอบเวลามีจำกัดจึงทดสอบได้เพียง 20 โรงงาน พร้อมทั้งประเมินผลเบื้องต้น โดยใช้แบบสอบถาม และพบ ว่าได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการอย่างดียิ่ง ประโยชน์ของรูปแบบการจัดเก็บของเสียที่นำเสนอนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถจำแนกของเสียได้ สะดวกและถูกต้องจากแบบฟอร์มซึ่งมีรายการชนิดของเสียจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในภาครัฐสามารถตรวจสอบและประมวลผลข้อมูลของเสียอุตสาหกรรมได้สะดวกและรวดเร็ว เป็น ผลให้เกิดข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้น ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีนโยบายในการปรับปรุงประกาศฯ ฉบับ ที่ 6 (พ.ศ. 2540) และประกาศฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2541) อยู่แล้ว รูปแบบที่เสนอในรายงานนี้จึงสามารถนำไปปรับใช้ ตามนโยบายได้ การดำเนินงานโครงการวิจัยนี้ เป็นผลการดำเนินงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานของกรมโรงงานอุตสาห กรรมและนักวิชาการ ซึ่งเห็นความสำคัญในการที่จะผลักดันให้มีการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการของเสียอุตสาห กรรม จนเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดผลการดำเนินงานสืบเนื่อง เพื่อให้ได้ระบบการ เก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสามารถพัฒนาให้เกิดศูนย์ข้อมูลของเสียเคมีวัตถุ (กากและวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม) ในอนาคต แต่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับเชิงนโยบายและการวางแผนปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดการดำเนิน งานที่สืบเนื่องให้ได้ผลสำหรับใช้ในการวางแผนการจัดการของเสียอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับภาพรวมภาค เศรษฐกิจให้สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป สรุปผลการศึกษา 1) รูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของเสียครอบคลุมการได้ข้อมูลทั้งที่เป็นของเสียอันตรายและไม่เป็นของเสียอันตราย และสอดคล้องกับการจัดประเภทโรงงานอุตสาหกรรมตามระบบ TSIC ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะปรับ แก้ใช้แทนระบบทะเบียนโรงงานเดิม 2) การตอบรับของผู้ประกอบการทั้ง WG และ WP เป็นไปในเชิงบวก รวมทั้งของเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุต สาหกรรม (Waste Regulator : WR) ด้วย 3) จาก ข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้นจะสามารถทำให้การเก็บข้อมูลของเสียโรงงานเป็นระบบ สามารถประมวลผล ได้ง่าย เนื่องจากเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถนำไปวางแผนในภาพรวมของภาค เศรษฐกิจของประเทศได้ ข้อเสนอแนะ 1) ให้มีการระดมข้อคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการ เพื่อพิจารณา ปรับแก้การจัดรหัสของเสียเบื้องต้น จากผลงานของโครงการนี้ตามกลุ่มหรือรายสาขาอุตสาหกรรม 2) ทดสอบการใช้รหัสแบบใหม่กับ WG และ WP เพิ่มเติมให้ครบทุกกลุ่มหรือรายสาขาอุตสาหกรรม ตาม ผลจากข้อ 1 ก่อนการตัดสินใจนำมาใช้งาน 3) เสนอกระทรวงอุตสาหกรรมให้แก้ไขและปรับปรุงประกาศฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) และประกาศฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2541) ให้สอดคล้องตามข้อ 1 และ ข้อ 2 และกำหนดคำนิยาม แล้วจัดทำคู่มือและอบรม ใช้งานให้แก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง 4) ปรับระบบการควบคุมและจัดการกากอุตสาหกรรมหรือของเสียจากโรงงานใหม่ทั้งหมดให้สามารถรองรับ ปริมาณงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดย 4.1 ยกเลิกระบบการอนุญาต และใช้ระบบการขึ้นทะเบียนแทน 4.2 ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการส่งข้อมูลการขนส่งของเสียระหว่าง WG WR และ WP ทดแทน การใช้เอกสารพิมพ์ ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐยังมีความจำเป็นต้องสุ่มตรวจสอบ (cross check) ความถูกต้องของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์กับข้อมูลตามเอกสารพิมพ์ เพื่อป้องกันการรายงานเท็จ 5) ให้มีการพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบการจัดประเภทของเสียอันตรายในระบบต่างๆ เช่น ของเสียประเภท เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ (Wastes from Electrical and Electronic Equipment : WEEE) เพื่อ เอื้อประโยชน์ในการบริหารจัดการและการควบคุมการขนส่งของเสียอันตรายภายในประเทศและผ่านแดน

บรรณานุกรม :
วราพรรณ ด่านอุตรา . (2548). โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วราพรรณ ด่านอุตรา . 2548. "โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วราพรรณ ด่านอุตรา . "โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
วราพรรณ ด่านอุตรา . โครงการนำร่องแนวทางการจัดเก็บข้อมูลวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม : จังหวัดสมุทรปราการ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.