ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา
นักวิจัย : วิชิต ถิ่นวัฒนากูล , กรรณิการ์ ชมภูศรี
คำค้น : พะเยา
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG44N0009 , http://research.trf.or.th/node/2400
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยเรื่อง การจัดการทางเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการผลิตทางการเกษตร เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร พื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา มีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ในด้านการผลิตทางการเกษตร และศึกษาทางเลือกที่จะนำมาใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ. แม่ใจ และ อ. เมือง เลือกสุ่มตัวอย่างเก็บข้อมูล 6 ตำบลคือ ต. บ้านเหล่า อ. แม่ใจ ต. แม่ปืม ต. ต๊ำ ต. ต๋อม ต. สันป่าม่วง และ ต. แม่ใส อ.เมือง โดยแบ่งการศึกษาวิจัยออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 การศึกษาสถานการณ์การผลิตทางการเกษตร มุ่งที่จะศึกษาข้อมูล 4 ประเด็นด้วยกันคือ สำรวจปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรกับพืชแต่ละชนิด พฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร ระบบนิเวศในพื้นที่เป้าหมาย และทางเลือกในการทดแทนปุ๋ยเคมีทางการเกษตร เพื่อบ่งชี้ถึงสถานการณ์ภาคการเกษตรของพื้นที่ให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด วิธีการดำเนินการ โดยช่วงแรกมีวิธีการดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลได้ใช้แบบสอบถามซึ่งทีมวิจัยได้ตั้งกรอบเนื้อหาร่วมกันขึ้น ให้ผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งเป็นเกษตรกรในแต่ละตำบลที่สนใจร่วมเป็นทีมวิจัยเป็นผู้เก็บข้อมูลในพื้นที่ของตนเอง และจัดประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม รวมทั้งเป็นการสะท้อนข้อมูลคืนให้กับเกษตรกรให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์การเกษตรร่วมกัน โดยใช้การประชุมกลุ่มย่อยเป็นกระบวนการกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความคิด วิเคราะห์ปัญหาด้านการเกษตรร่วมกัน ทำให้เกษตรกรเกิดการตื่นตัวในผลกระทบของปุ๋ยเคมี และลดปริมาณปุ๋ยเคมีลง แล้วนำข้อมูลที่เก็บได้จากแบบสอบถามและการประชุมกลุ่มย่อยทั้งหมดมาประมวล และวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากนั้นจึงจัดประชุมกลุ่มย่อยอีกครั้งเพื่อใช้ข้อมูลที่เก็บและวิเคราะห์แล้วสะท้อนคืนให้กับเกษตรกร ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงมุ่งให้เห็นถึง สถานการณ์การผลิตทางการเกษตรในปัจจุบันของพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณการใช้ และพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร และผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศน์ในพื้นที่ รวมถึงทางเลือกที่จะทดแทนปุ๋ยเคมี ว่ามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะนำมาใช้ในการทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ช่วงที่ 2 การปฏิบัติการทดลองในแปลงเกษตร หรือการทดลองใช้ทางเลือกที่ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทางการเกษตรในการทอลอง วิธีการดำเนินงาน หลังจากการศึกษาสถานการณ์การผลิตทางการเกษตร ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ปัญหาด้านการเกษตร และมีทางเลือกเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีทางการเกษตรในช่วงที่ 1 แล้ว จึงนำทางเลือกดังกล่าวมาทดลองใช้ เพื่อหาแนวทางการจัดการทางเลือกให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละรูปแบบก่อนที่จะนำไปขยายผล โดยได้คัดเลือกเกษตรกรที่สนใจร่วมทดลองจากเวทีนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 1 ทั้งหมด 18 ราย เพื่อทดลองทางเลือกต่างๆ ในกระบวนการผลิตพืช 3 ชนิด คือ ข้าว ไม้ผล และพืชผัก ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและสนใจที่จะนำทางเลือกมาใช้ในการทดลองคือ การใช้พืชปุ๋ยสด โดยเฉพาะโสนอัฟริกัน และการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ดังนั้นจึงเกิดการทดลองใน 3 รูปแบบคือ 1. การทดลองใช้ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยหมักชีวภาพในนาข้าว จำนวน 10 ราย 2. การทดลองใช้ปุ๋ยหมักในพืชผัก จำนวน 3 ราย 3. การทดลองใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในไม้ผล จำนวน 5 ราย ผลการศึกษาสถานการณ์ทางการเกษตร ช่วงที่ 1 จากการศึกษาสถานการณ์การผลิตสรุปได้ดังนี้ 1. การเพาะปลูกพืชของเกษตรกรในปัจจุบัน พบว่า ชนิดปุ๋ยในการเพาะปลูกของเกษตรกรนั้น มีอยู่ 4 ชนิด คือ ปุ๋ยเคมี , ปุ๋ยหมัก , ปุ๋ยพืชสด , ปุ๋ยคอก ซึ่งมีเกษตรกรร้อยละ 73.50 ใช้ปุ๋ยเคมีพียงอย่างเดียวในการทำการเกษตร มีเพียงร้อยละ 25.75 ที่มีการใช้สารเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ที่เหลือไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย และการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เนื่องมาจากระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนไปได้แก่ สภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ สภาพน้ำ และพันธุ์พืชใหม่ที่นำมาปลูก , ทุน , เป้าหมายการผลิตและผลตอบแทนที่ได้รับ รวมทั้งประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ได้รับจากปีที่ผ่านมา 2. พฤติกรรมในการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวและติดต่อกันไปเวลานาน โดยขาดการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการอื่นๆ เมื่อผลผลิตตกต่ำจะแก้ไขปัญหาด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มลงไปในปีต่อๆ ไป การใช้ปุ๋ยเน้นที่ความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา แรงงาน และเห็นผลอย่างเฉพาะหน้า รวมทั้งมีความเชื่อและยอมรับในประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีอย่างยิ่ง ที่สำคัญการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่เข้ามามีผลต่อการใช้ปุ๋ยเคมี ปัจจัยภายในของเกษตรกรคือ เป้าหมายการผลิตที่มุ่งผลิตเพื่อขาย วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปสู่การบริโภคนิยม แรงงานในครอบครัวที่ลดลง และที่สำคัญหนี้สินที่พอกพูนขึ้น ประกอบกับระบบนิเวศน์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ส่วนปัจจัยภายนอก ก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตจากระบบดั้งเดิมมาสู่การทำการเกษตรแผนใหม่ที่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกทั้งหมดอีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเน้นที่ ขนาด คุณภาพ รสชาติ และรูปลักษณ์ นอกจากนี้ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงนโยบายรัฐ และการสนับสนุน ส่งเสริมของหน่วยงานต่างๆ 3. ระบบนิเวศน์ในพื้นที่ 3.1 สภาพดิน ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินก่อนและหลังการทดลองพบว่า โดยคุณสมบัติดินเดิมในพื้นทั้ง 2 อำเภอมีคุณภาพต่ำ คือ มีปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำ ธาตุอาหารพืชทั้งฟอสฟอรัส โปแตสเซียม น้อย และมีค่าความเป็นกรด – ด่างอยู่ที่ระดับกรดจัดถึงกรดรุนแรง เมื่อพื้นที่มีการใช้ในภาคการเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องและใช้ปุ๋ยเคมีตลอด ทำให้คุณภาพดินเสื่อมสภาพลงมากกว่าเดิม 3.2 สภาพน้ำ ลำน้ำทั้ง 11 สายหลักของพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยาซึ่งได้แก่ ลำน้ำปืม , แม่ตุ้ม , แม่เหยี่ยน , แม่ต๊ำ , ห้วยลึก , แม่ต๋อม , แม่ตุ่น , แม่นาเรือ , แม่ใส , แม่ต๋ำ , แม่น้ำอิง ซึ่งลำน้ำทุกสายไหลผ่านพื้นที่ทำการเกษตร ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สารเคมีทางการเกษตรจะไหลมากับลำน้ำและลงสู่กว๊านพะเยาในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยาที่พบว่า จุดตรวจวัดคุณภาพน้ำในแต่ละจุดช่วงของฤดูกาลผลิตมีคุณภาพน้ำต่ำและมีธาตุอาหารในรูปของไนเตรทและฟอสเฟสสูง 3.3 พืชพันธุ์ เดิมทีเกษตรกรจะมีการเก็บ และใช้เมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีการคัดเลือกมาอย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง โดยเฉพาะพืชอาหาร เช่น พันธุ์ข้าว ผักสวนครัว ฯลฯ แต่เมื่อนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจเพื่อการขายและส่งออก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงพืชพันธุ์เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตทางการเกษตรตามไปด้วยเปลี่ยนจากการใช้พันธุ์พืชพื้นบ้านมาเป็นพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น เช่น ข้าวพันธุ์ กข. 6 กข. 10 กข. 15 จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต และเกิดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จนถึงทุกวันนี้ 4. ทางเลือกในการทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี จากการศึกษาทางเลือกการทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งในเอกสาร และประสบการณ์ของเกษตรกร พบว่ามีทางเลือกในการทดแทนหรือลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง มีอยู่ 6 รูปแบบด้วยกัน ที่สามารถนำมาใช้ได้ในพื้นที่ คือ รูปแบบที่ 1 การทำไร่นาสวนผสม เป็นการทำการเกษตรที่มีการจัดระบบให้กิจกรรมภายนอกในไร่นามีการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ เช่นกิจกรรมการเลี้ยงปลาในนาข้าว รูปแบบที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยคอก ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ เช่น โค กระบือ ม้า สุกร ไก่ ใส่ให้พืชไร่ , ไม้ผล , พืชผัก รูปแบบต่างๆ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป รูปแบบที่ 3 การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยพืชสด ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง โสนอัฟริกัน ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบพืชที่ยังสดอยู่ลงในดิน หรือการปลูกพืชบางชนิดให้เจริญเติบโตถึงระยะที่พืชเริ่มออกดอกบานเต็มที่จึงไถกลบลงในดินหรืออาจจะได้จากการไถกลบเศษซากพืชต่างๆ ที่ทิ้งไว้ในนาหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากไถกลบจะปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งเพื่อให้เศษพืชในดินผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยสมบูรณ์ เพื่อปลดปล่อยธาตุอาหาร ให้กับต้นพืชต่อไป ในพื้นที่มีเกษตรกรหลายรายที่เริ่มใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่วต่างๆ รูปแบบที่ 4 การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยชีวภาพ เป็นวิธีการปรับปรุงสภาพดินโดยการสร้างจุลินทรีย์ขึ้นมาใช้เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและเพิ่มความต้านทางโรคของพืช ได้มาโดยการทำเป็นปุ๋ยชีวภาพแล้วนำไปใส่ในดิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้กับดิน เพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินต่อไป ซึ่งวิธีการนี้ไม่เป็นที่แพร่หลายในพื้นที่มากเท่าใดนัก รูปแบบที่ 5 การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้เศษซากวัสดุเหลือใช้จากไร่นาเป็นวิธีกรปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยการใช้เศษวัสดุที่เหลือใช้แล้ว เช่น ฟางข้าว แกลบ ฯลฯ น้ำไปใส่ในแปลงให้เกิดการย่อยสลายภานในไร่นา เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุลงไปแปลงนา และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงคุณสมบัติที่จำเป็นบางอย่างเช่น ความสามารถในการอุ้มน้ำ ความโปร่ง หรือความร่วนซุยให้ดีขึ้น รูปแบบที่ 6 การทำนาหว่าน เป็นวิธีการทำนาอีกแบบหนึ่ง โดยปลูกข้าวด้วยวิธีการหว่านเมล็ดพันธุ์พร้อมกับหว่านถั่วเขียวลงไปในนาที่มีความชุ้มชื้นเพียงพอโดยไม่ต้องไถพรวน ( ถั่วเขียวเป็นตัวช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ และธาตุในโตรเจนแก่ต้นข้าว ) หลังจากนั้นจึงกลบด้วยฟางข้าวซึ่งจะเป็นการควบคุมวัชพืชให้กับต้นข้าวและรักษาความชื้น การทำนาธรรมชาตินี้จะสามารถลดปริมาณต้นทุน ทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการดูแลของเกษตรกรลงไปได้มาก เป็นวิธีการทำงานที่มีต้นแบบมาจากการทำนาธรรมชาติของญี่ปุ่น ยึดหลักการของธรรมชาติที่สังเกตจากต้นข้าวที่งอกขึ้นเอง ( ข้าวเฮี่ย / ข้าวเรื้อ ) นั้นมีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีดังนั้นหากเราสามารถจัดการให้พืชขึ้นในสภาพที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ก็จะแข็งแรงทนทาน และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีด้วย ผลการทดลองใช้ทางเลือกทางการเกษตรเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี จากกระบวนการทดลองในช่วงที่ 2 ทำให้เกิดผล 2 ประการคือ ผลกระบวนการทดลองใช้ทางเลือกฯ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และผลการดำเนินงานดังนี้ 1. ผลการทดลองใช้ทางเลือกฯ เพื่อลดปุ๋ยเคมีทางการเกษตร จากผลการทดลองใช้ทางเลือกได้แก่การใช้พืชปุ๋ยสด และการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพกับการผลิตพืช 3 ชนิดคือ ข้าว ไม้ผล และพืชผัก พบว่า 1. ทางเลือกที่ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมมากที่สุดในการผลิตข้าวคือ การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพควบคู่กับพืชปุ๋ยสด เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อผลผลิตที่ให้ผลผลิตมากกว่ารูปแบบอื่นๆ คือ 776 กิโลกรัม / ไร่ นอกจากนี้ยังให้ผลต่อคุณภาพต้นพืชและสภาพดิน ขณะเดียวกันการจัดการไม่ว่าจะเป็นการขนย้าย การเตรียม ง่าย ไม่ยุ่งยาก ให้ปริมาณธาตุอาหาร , อินทรีย์วัตถุสูง 2. การปลูกพืชผักและไม้ผล พบว่าการประยุกต์เอาทางเลือกต่างๆมาใช้ผสมผสานเข้าด้วยกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะเป็นการนำเอาปุ๋ยหมักชีวภาพ , น้ำหมักชีวภาพ , พืชปุ๋ยสด หรือเศษซากวัสดุเหลือใช้ต่างๆ ในไร่นามาใช้ 2. .ผลกระทบการทำงาน 1. ผลของเกษตรกรทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการทางเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการ ผลิตโดยเฉพาะ การจัดการให้เหมาะสมกับการปลูกข้าว โดยการใช้พืชปุ๋ยสด ( โสนอัฟริกัน ) ควบคู่กับปุ๋ยหมักชีวภาพ และการทำนาแบบปราณีต ที่เกิดจากการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากกระบวนการทดลองทำให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นว่าทางเลือกต่างๆ มากขึ้นว่าสามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นผลกระทบของการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทางการเกษตรชัดเจนขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรลดปริมาณของปุ๋ยเคมีในระบบการผลิตในไร่นาของตนเองลง 2. ผลต่อทรัพยากรในพื้นที่ จากกระบวนการวิจัยส่งผลให้เกษตรกรเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่เหลือใช้ เช่น แกลบ ฟาง เปลือกถั่ว เศษซากพืชในไร่นา ฯลฯ สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้หมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ 3. ก่อให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการทำงานส่งเสริมให้เกษตรกรลดปริมาณปุ๋ยเคมีซึ่งการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ลดการใช้สารเคมีต้องใช้ระยะเวลาในการทำงาน ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สถานการณ์ปัญหาการเกษตร ผลกระทบที่เกิดจากเกษตรกรรมแผนใหม่ร่วมกับเกษตรกร อาศัยเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การอบรม การศึกษาดูงาน ละทดลองเพื่อตอกย้ำให้เห็นผลกระทบ และทางเลือกที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง จากประสบการณ์ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ ดังนั้นผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า ทางเลือกต่างๆสามารถนำมาทดแทนและลดปริมาณของปุ๋ยเคมีได้ แต่ต้องอาศัยการจัดการ การผสมผสาน เรียนรู้ทดลอง ปรับ ประยุกต์ และทดลองซ้ำ ด้วยตัวเกษตรกรเอง จึงจะได้รูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ตนเองมากที่สุด ขณะเดียวกันต้องอาศัยการสนับสนุน ส่งเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านความรู้ และปัจจัยอื่นๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งหากกิจกรรมข้างต้น เผยแพร่ และเกิดการปรับเปลี่ยนในวงกว้าง ปัญหาในเบื้องต้นที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เศรษฐกิจ และผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ก็จะคลี่คลายในที่สุด

บรรณานุกรม :
วิชิต ถิ่นวัฒนากูล , กรรณิการ์ ชมภูศรี . (2546). ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิชิต ถิ่นวัฒนากูล , กรรณิการ์ ชมภูศรี . 2546. "ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วิชิต ถิ่นวัฒนากูล , กรรณิการ์ ชมภูศรี . "ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546. Print.
วิชิต ถิ่นวัฒนากูล , กรรณิการ์ ชมภูศรี . ทางเลือกการผลิตทางการเกษตร เพื่อลดการใช้สารเคมีบริเวณพื้นที่ต้นน้ำกว๊านพะเยา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2546.