ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้
นักวิจัย : สาระ บำรุงศรี
คำค้น : chiropterophily , durian , Eonycteris spelaea , fruit bat , Parkia , Pollination , semi-wild planted , southern Thailand.
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG4580044 , http://research.trf.or.th/node/1989
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการถ่ายละอองเรณูของพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิดคือ สะตอ เหรียงและ ทุเรียนบ้าน เกสรตัวเมียของสะตอ และ เหรียงพร้อมรับการผสมในช่วงหัวค่ำหลังการแตกของอับละอองเรณูไม่นาน ค้างคาวกินผลไม้โดยเฉพาะค้างคาวเล็บกุดเข้าเยือนดอกของพืชนี้ตลอดเวลาตั้งแต่เวลาหัวค่ำจนหลังเที่ยงคืน แมลงทั้งที่หากินกลางวันและกลางคืนเข้าเยือนดอกไม้เช่นกัน จากการทดลองถ่ายละอองเรณูในสะตอ 28ต้นและเหรียง4 ต้นพบว่าพืชทั้งสองไม่สามารถติดผลหากใช้ละอองเรณูจากต้นเดียวกัน ผลการถ่ายละอองเรณูแบบเปิดมีความสำเร็จสูงสุด (58-62%) รองลงมาคือ การถ่ายละอองเรณูข้ามระหว่างต้น แมลงช่วยในการถ่ายละอองเรณูด้วยเช่นกันแม้มีเปอร์เซ็นต์ไม่สูงโดยพบเฉพาะในสะตอ ทำการทดลองถ่ายละอองเรณูในทุเรียนบ้าน 8 ต้น พบว่ามีการติดผลในทุกการทดลองที่เวลา 7-10วันแต่เฉพาะการทดลองถ่ายละอองเรณูแบบเปิด แบบข้ามระหว่างต้น และแบบที่ตัดอับละอองเรณูออกเท่านั้นที่ยังติดผลเป็นที่น่าพอใจที่เวลา 2 เดือน ดอกทุเรียนบ้านบานเต็มที่เวลาเย็นและร่วงหล่นในเวลาหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย ค้างคาวกินผลไม้โดยเป็นค้างคาวเล็บกุดเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ผสมเกสรที่สำคัญของพืชทั้ง3 ชนิด การปกป้องประชากรค้างคาว ทั้งที่หากินและถ้ำที่อาศัยเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะรักษาปริมาณผลผลิตของพืชทั้งสามในระยะยาว ทำการศึกษาอาหารของค้างคาวเล็บกุดจากการจำแนกชนิดพืชจากละอองเรณูที่พบในมูลของค้างคาวที่จับจากปากถ้ำในเวลาเช้ามืดทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปีพบว่า จากจำนวนค้างคาว 506 ตัว พบว่าพืชในสกุลสะตอ (33.85%) และกล้วย (28.05%) มีเปอร์เซ็นต์ความถี่สูงสุด รองลงมาคือ พืชสกุลชมพู่ เพกา ทุเรียน นุ่น ตามลำดับ โดยพืชแต่ละชนิดจะเป็นอาหารหลักแตกต่างกันในรอบปี พบค้างคาวเพศเมียที่ท้องแก่และให้นมลูกเกือบทุกเดือน และพบว่าตัวผู้ส่วนใหญ่จะกลับเข้าถ้ำเร็วกว่าเพศเมียอย่างมีนัยสำคัญ The present study aims to determine the breeding system of the economically important canopy trees, Parkia speciosa and P. timoriana, and also durian. The stigma of Parkia is receptive shortly after anthesis which occurs in early evening. Fruit bats, mainly Eonycteris spelaea, continuously visit flowering plants from dusk till after midnight. Nocturnal and diurnal insects also visit capitula. Pollination experiments carried out in 28 P. speciosa and 4 P. timoriana indicated that they are obligate self incompatible. Open pollination resulted in the highest fruit set [58-62%] followed by hand cross pollination [43-45%]. Insect pollination resulted in smaller fruit set in P. speciosa. In durian, pollination experiments was carried out in eight semi-wild planted trees in mixed fruit orchards in Songkhla between April-May 2003 and 2005. Flower is fully open at 1600-1630h and corolla drop around 2400-0100h. All treatments set fruit at the first 7-10 days, however only open pollination, cross pollination and emasculation result in substantial fruit set at 2 months after pollination. Fruit bat is the major pollinator of this plant. Bat visit durian flowers at the rate of 78.27± 62.10 times/ inflorescence. Maintaining the fruit bat population and its roosting and foraging habitat are vital for long-term sustaining fruit crop of Parkia and durian. The diet of E. spelaea was examined from bats captured monthly at the cave entrance between June 2002- May 2003 in Songkhla Province, Thailand. From 1,155 diet records of 506 bats’ faeces, Parkia spp. (33.85%) and Musa spp. (28.05%) have the highest percentage frequency followed by Eugenia spp., Oroxylum indicum Vent., Durio zibethinus Merr., Ceiba pentrandra Gaertn. (5-9%), respectively. Different species of plants were the main diet of E. spelaea in different time of the year. Lactating and late pregnant female E. spelaea were found in nearly every month. Most mature male returns early the night while most female returns in the morning.

บรรณานุกรม :
สาระ บำรุงศรี . (2553). บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สาระ บำรุงศรี . 2553. "บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สาระ บำรุงศรี . "บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print.
สาระ บำรุงศรี . บทบาทของค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea Dobson) ในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจ(ทุเรียนบ้าน, สะตอ และ เหรียง) ในภาคใต้. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.