ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่
นักวิจัย : ดอกรัก มารอด
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=TRG4580089 , http://research.trf.or.th/node/1743
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

พลวัตของกล้าไม้ในป่าผสมพลัดใบและไม้ไผ่ พบว่าการงอกของกล้าไม้ไผ่นั้นใช้เวลาในการงอกไม่นานนักก็สามารถปกคลุมได้เต็ฒพื้นล่างของป่าแล้ว และมีความหนาแน่นของกล้าไม้ได้สูงสุดถึง 1,250 ตันต่อตารางเมตร ลักษณะทางชีพลักษณ์ของกล้าไม้ไผ่ในช่วงอายุ 1 ปี มีทิศทางของการพัฒนาในระบบของเรือนรากสูงมากกว่าในส่วนของลำต้น และเมื่อกล้ามีอายุเข้าสู่ช่วงปีที่สอง จะมีการพัฒนาสร้างเหง้าหรือไผ่ออกมาได้ทั้งสองทิศทางใต้ดินแต่มีจุดกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่พบแตกหน่อออกมาแค่ด้านใด้ด้านหนึ่งเท่านั้น เปอร์เซ็นต์การอดตามของกล้าไผ่เมื่อมีอายุครบหนึ่งปีมีค่อนข้างสูง (58%) โดยมีความสูงกล้าไผ่เฉลี่ยเท่ากับ 21.14 เซนติเมตร และมีอัตราเฉลี่ยความโตด้านความสูงในช่วงฤดูฝนเท่ากับ 0.99 เซนติเมตรต่อเดือน ส่วนพลวัตรของกล้าไม้ใหญ่ทุกชนิดพันธุ์ภายหลังไผ่ตายขุยพบว่า มีอัตราการงอกที่ค่อนข้างดีในปีแรกหลังไผ่ตายขุย โดยเฉพาะเมื่อเกิดไฟป่าขึ้นเผาเศษซากพืชและไม้ไผ่ที่ยืนต้นตายเหล่านั้น และพบว่าอัตราการงอดของกล้าไม้เด่นในป่าผสมผลัดใบมีความสัมพันธ์กับปริมาณความชื้นในดินสูง คือพันธุ ไม้ส่วนใหญ่งอกและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน และเริ่มตามเมื่อความชื่นในดินลดต่ำลงในช่วงฤดูแล้ง อย่างไรก็ตามปริมาณการงอกของกล้าไม้ยืนต้นลดปริมาณลงมากในปีที่สอง เนื่องมาจากการแผ่ปกคลุมพื้นที่ที่ค่อนข้างหนาแน่นของกล้าไผ่ จนเมล็ดของไม้ใหญ่ไม่สามารถแทงรากงอกเพื่อสัมผัสดินได้โดยตรง ดังนั้นปัจจัยการปกคลุมของไม้ไผ่ รวมถึงความบ่อยครั้งของการเกิดไฟป่า จัดเป็นสาเหตุสำคัญที่คอยยับยั้งการสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้ป่าผสมผลัดใบ Mixed deciduous forest structure study was carried cut at Mae Klong Watershed Research Station, Kanchanaburi Province in 2002 with particular reference to the role of gregarious bamboo flowering. All the tree > 5 cm diameter at breast height (dbh), 1.30 m. were identified, measured and tagged. The results showed that the forest was characterized by the low stem density and basal area, 170.75 ha-1 and 17.25 m2ha-1, respectively. Within the mixed deciduous forest ninety-nine tree species were identified. The dominance tree species in top layer were Pterocarpus macrocarpus, Xylia xylocarpa, and Schleichera oleosa, etc. Bamboos were the dominated species in the middle layer, especially, Gigantochloa albociliata, G. hasskaliana, Cephalostachyum pergracile, and Bambusa tulda. Cephalostachyum pergracile had gregarious flowered in late 2001 which had the clump and culm density as 0.05 m-2 and 11.07 clump-1. The culm size of this species is quite large with dbh 5.08 + 1.14 cm and average seed production is 2,442 + 1243 seed per m2. Forest tree regeneration dynamics and bamboo themselves showed that bamboo seedlings quickly response to the soil moisture content and rapidly germination better than tree seedings. Bamboo seedlings rapidly covered the whole area and could increase their density up to 1,250 individual/m2. Bamboo seedlings. Developoed their root system better than culm system, especially in the first year seedlings. A new rhizome was produced in the second year old. The annual survival rate of bamboo seedings is quite high, 58 %, with annual average height about 21.14 cm and have the height growth rate in the rainy season about 0.99 cm/month. While, the seedling emergence of dominance species was very high emergent rate, especially in the first year after bamboo died and forest fire occurred. Because the interaction between death bamboo and forest fire regime produced large vacant space to increase seed germination capacity. Tree seedling emergence and mortality also showed high relationship to the soil moisture content same as bamboo seedlings in which they had high seedling density in the rainy season and high mortality occurred in the dry season when the soil moisture content is quite low. However, the number of seedling emergence in the second year is lower than the first year due to the highh dense cover of recovery bamboo. Thus, both the bamboo undergrowth and frequent forest fires could be dominant factors that prevent continuous regeneration.

บรรณานุกรม :
ดอกรัก มารอด . (2549). การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ดอกรัก มารอด . 2549. "การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ดอกรัก มารอด . "การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
ดอกรัก มารอด . การสืบต่อพันธุ์ของป่าผสมผลัดใบ ภายหลังการออกดอกของไผ่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.