ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : 1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ
นักวิจัย : ประเสริฐ โศภน
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RTA4480001 , http://research.trf.or.th/node/1687
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาพยาธิสภาพของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบการทดลองโดยทำการติดเชื้อพยาธิในสัตว์ทดลอง 3 ชนิดคือ หนูแฮมสเตอร์ หนูแรท และหนูเมาส์ การทดลองในหนูแฮมสเตอร์ทำโดยนำหนูสายพันธุ์ Golden Syrian Hamster เพศผู้ อายุ 8 สัปดาห์ มาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ในกลุ่มที่1จัดเป็นกลุ่มควบคุม ประกอบด้วยหนูแฮมสเตอร์จำนวน 48 ตัว โดยแต่ละตัวถูกป้อนด้วยสารละลาย 0.85% NaCl ในปริมาณ 1 มิลลิลิตรต่อตัว ในกลุ่มที่2 สัตว์ทดลองทั้งหมด 60 ตัว แต่ละตัวถูกติดเชื้อพยาธิโดยการป้อนด้วยพยาธิใบไม้ตับระยะ metacercaria ในปริมาณตัวละ 15 metacercariae หลังจากนั้นจึงทำการสุ่มเลือกสัตว์ทดลองในกลุ่มที่1 ครั้งละ 8 ตัว และในกลุ่มที่2 ครั้งละ 10 ตัว จำนวน 6 ครั้ง คือในวันที่ 1, 4, 7, 21, 35 และ 49 หลังการติดเชื้อพยาธิ (Day post infection, DPI) เพื่อนำมาตรวจหาพยาธิสภาพ จากการทดลองสามารถพบพยาธิสภาพที่ตับของหนูทดลองในกลุ่มที่2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับเชื้อพยาธิ โดยที่ 4 DPI พบ hemorrhagic foci บริเวณขอบของตับ ที่ 7 DPI พบ migratory tract ที่ชัดเจนขึ้น ที่ 21 DPI สามารถพบ grayish-white irregular line ทั้งด้านนอกและด้านในของตับ รวมทั้งพบ fibrin และ fibrinopurulent exudates ติดอยู่กับขอบด้านนอกของตับใกล้เคียงกับกระบังลม ที่ 35 DPI พบตับมีขนาดใหญ่ขึ้นและยังพบเลือดออกในช่องท้องของหนูทดลองด้วย ที่ 49 DPI ตับของหนูทดลองมีผิวขรุขระ และมีการหดตัวของตับอันเนื่องมาจากการดึงรั้งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่สะสมมากขึ้นทำให้ตับมีรูปร่างผิดปกติ การตรวจสอบพยาธิสภาพระดับเนื้อเยื่อ พบว่าที่ 4 DPI มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและซากเซลล์ตับอยู่ใน migratory tract โดยพบเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลอยู่ร่วมด้วยเล็กน้อย ที่ 7 DPI พบว่าที่ migratory tract มีการตอบสนองแบบ acute inflammation ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะดังกล่าวนี้ได้โดยการพบ hemorrhage และนิวโทรฟิล เมื่อการติดเชื้อพยาธิเป็นเวลานานขึ้น ที่ 21 DPI พบว่ามีอิโอสิโนฟิลเข้ามาใน migratory tract มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า migratory tract มีขนาดกว้างขึ้นซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่พยาธิมีขนาดใหญ่ขึ้น ที่ 35 DPI พบว่ามี acute และ chronic inflammation ของ migratory tract ทั่วทั้งพูของตับ และสามารถพบลักษณะของ hepatic cirrhosis ได้ที่ 49 DPI จากการเปรียบเทียบค่าทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าหนูทดลองที่ติดเชื้อพยาธิมี eosinophilia เกิดขึ้นตั้งแต่ที่ 21 DPI และคงอยู่จนสิ้นสุดการทดลอง ในขณะที่ลักษณะของ anemia เริ่มเห็นชัดเจนที่เวลา 35 DPI จากการตรวจวัดระดับเอนไซม์ในเซรุ่ม พบว่าระดับของเอนไซม์ alanine aminotransferase (ALT) มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ที่ 21 DPI ไปจนสิ้นสุดการทดลอง ในทางกลับกันโปรตีนอัลบูมินในเซรุ่มมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่ในช่วงเวลาเดียวกันกับการตรวจวัดระดับของเอนไซม์ ALT จากการตรวจนับจำนวนพยาธิในตับของหนูแฮมสเตอร์ทั้งหมดในกลุ่มที่ติดเชื้อนี้พบว่าที่ 21 DPI มีจำนวนเฉลี่ยของพยาธิสูงที่สุด คือ 47.77% การทดลองในหนูแรทและหนูเมาส์ถูกออกแบบการทดลองโดยวิธีการเดียวกันกับการทดลองในหนูแฮมสเตอร์ โดยนำหนูแรท สายพันธุ์ Wistar Rat เพศผู้ อายุ 5 สัปดาห์ และหนูเมาส์สายพันธุ์ ICR Mouse เพศผู้ อายุ 6 สัปดาห์ มาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มในหนูแต่ละชนิด โดยกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม มีหนูทดลองทั้งหมด 60 ตัว และในกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มทดลองติดเชื้อพยาธิ มีหนูทดลองทั้งหมด 72 ตัว จากนั้นสุ่มเลือกหนูทดลองในกลุ่มที่ 1 จำนวน 10 ตัว และหนูทดลองในกลุ่มที่ 2 จำนวน 12 ตัว มาทำการตรวจหาพยาธิสภาพ ที่ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทดลองในหนูแฮมสเตอร์ ในหนูแรทที่ได้รับการติดเชื้อพยาธิเริ่มพบความผิดปกติที่ 7 DPI โดยเห็นเป็น hemorrhagic foci ในช่วงเวลาต่อมาที่ 21, 35 และ 49 DPI พบว่ามีพยาธิสภาพคล้ายคลึงกันกับที่พบในตับของหนูแฮมสเตอร์แต่พบว่ามีความรุนแรงน้อยกว่า การตรวจสอบที่ระดับจุลทรรศน์ธรรมดา ที่ 7 DPI พบ migratory tract ที่บริเวณขอบตับ โดยใน migratory tract พบเซลล์เม็ดเลือดแดง ซากเซลล์ตับ และเม็ดเลือดขาวชนิดอิโอสิโนฟิล ที่ 21 DPI พบว่า migratory tract ที่พบในตับของหนูแรทคล้ายคลึงกับที่พบในตับของหนูแฮมสเตอร์ โดยพบว่ามีอิโอสิโนฟิล นิวโทรฟิล และมาโครฟาจ เข้ามาอยู่ใน migratory tract ที่ 35 และ 49 DPI แม้ว่า migratory tract ที่พบในตับของหนูแรทมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบในตับของหนูแฮมสเตอร์ แต่เซลล์หลักที่พบในการเกิด acute inflammation คือ อิโอสิโนฟิล นอกจากนี้ปริมาณอิโอสิโนฟิลในกระแสเลือดของหนูแรทที่ติดเชื้อพยาธิมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณอิโอสิโนฟิลของหนูในกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบทางสถิติระหว่างหนูแรทในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าไม่มีความแตกต่างของปริมาณเอนไซม์ alanine aminotransferase และ alkaline phosphatase รวมทั้งไม่มีความแตกต่างของปริมาณโปรตีนในเซรุ่มของหนูทั้งสองกลุ่มด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่าเนื้อเยื่อตับไม่ถูกทำลาย และเมื่อตรวจนับจำนวนพยาธิในตับของหนูแรททั้งหมดในกลุ่มที่ติดเชื้อพบว่าที่ 35 DPI มีจำนวนเฉลี่ยของพยาธิสูงที่สุด คือ 17.33% ในหนูเมาส์พบว่าพยาธิสภาพของตับที่ 4 DPI เห็นเป็น hemorrhagic foci ขนาดเล็กที่บริเวณขอบตับ ที่ 7 DPI พบจุดขาวที่มีขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ที่ 21 DPI พยาธิสภาพที่พบในตับของหนูเมาส์มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับพยาธิสภาพที่พบในตับของหนูแฮมสเตอร์ ที่ 35 DPI ตับที่ติดเชื้อพยาธิหดเล็กและมีรูปร่างผิดปกติ รวมทั้งมีเลือดออกในช่องท้องอย่างรุนแรงด้วย การตรวจสอบในระดับเนื้อเยื่อพบว่าที่เวลา 4, 7, 21 และ 35 DPI เนื้อเยื่อตับของหนูเมาส์มีพยาธิสภาพคล้ายคลึงกับกับที่พบในหนูแฮมสเตอร์ แต่พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่พบมากใน migratory tract คือ นิวโทรฟิล และหนูทดลองที่ติดเชื้อพยาธิยังแสดงลักษณะ anemia ด้วยที่เวลา 35 DPI และที่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของปริมาณเอนไซม์ alanine aminotransferase ร่วมด้วยการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของปริมาณโปรตีนอัลบูมินในกระแสเลือดด้วย จากการตรวจนับจำนวนพยาธิในตับของหนูเมาส์ทั้งหมดในกลุ่มที่ติดเชื้อพบว่าที่ 35 DPI มีจำนวนเฉลี่ยของพยาธิสูงที่สุด คือ 26.67% ผลจากการทดลองติดเชื้อพยาธิในหนูทดลองทั้ง 3 ชนิด แสดงให้เห็นว่าหนูแฮมเตอร์มีความต้านทานต่อการติดเชื้อพยาธิน้อยซึ่งทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากที่สุด โดยพบจำนวนพยาธิในตับและพยาธิสภาพของตับในระดับสูงที่สุด และสัตว์ทดลองที่มีความต้านทานมากขึ้นคือหนูเมาส์ ในขณะที่หนูแรทมีความต้านทานต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากที่สุด โดยจำนวนพยาธิที่พบในตับของหนูแรทหลังการติดเชื้อพยาธิมีปริมาณน้อยที่สุดในหนูทั้งสามชนิด และยังพบว่าหนูแรทมีพยาธิสภาพน้อยที่สุดด้วย ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการสร้างภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะของหนูแรทนั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าหนูทดลองชนิดอื่น ดังนั้นผลการทดลองน่าจะบอกได้ว่าในการทดสอบวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อพยาธินั้น หนูเมาส์น่าจะมีความเหมาะสมที่จะใช้ในการทดสอบวัคซีนได้ดีที่สุด โดยที่หนูแฮมสเตอร์อาจเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของยาฆ่าพยาธิ แต่ไม่ควรนำหนูแรทไปเป็นตัวอย่างในการทดสอบทั้งสองประเด็นเนื่องจากมีความต้านทานสูงมาก 1.2. การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ระดับแอนติบอดี และคุณลักษณะของแอนติเจนในช่องท้องและกระแสโลหิตของหนูทดลองที่ได้รับการกระตุ้นด้วยแอนติเจนจากพยาธิตัวเต็มวัย จากการวิจัยในหัวข้อเรื่องที่ 1.1 ข้อมูลจากการศึกษาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในสัตว์ทดลองขนาดเล็กที่ได้รับเชื้อพยาธิเป็นครั้งแรก (primary infection) ทำให้สามารถแบ่งสัตว์ทดลองออกได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มสัตว์ทดลองที่มีความต้านทานต่อการติดเชื้อพยาธิสูง ได้แก่ หนูแรท และสัตว์ทดลองที่มีความต้านทานต่อเชื้อพยาธิต่ำ คือ หนูแฮมสเตอร์ ในขณะที่การตอบสนองต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับของหนูเมาส์มีประสิทธิภาพมากกว่าหนูแฮมสเตอร์แต่น้อยกว่าหนูแรท จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้เลือกหนูแรทและหนูเมาส์มาใช้เป็นสัตว์ทดลองในการทดลองนี้ เพื่อค้นหาสาเหตุที่สามารถอธิบายความแตกต่างดังกล่าวได้ โดยนำสัตว์ทดลองแต่ละชนิดมาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม หนูในกลุ่มแรกถูกฉีดด้วยแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับเข้าช่องท้องในปริมาณ 250 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร หนูในกลุ่มที่สองถูกฉีดด้วยแอนติเจนชนิดเดียวกันและปริมาณเดียวกันกับที่ใช้ในกลุ่มแรกแต่ถูกกระตุ้นซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยทิ้งให้มีระยะห่างจากการกระตุ้นครั้งแรกสองสัปดาห์ โดยที่ชุดควบคุมของหนูทั้งสองกลุ่มนี้ถูกฉีดด้วยสารละลายบัฟเฟอร์ หลังการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันจึงทำการเก็บตัวอย่างน้ำล้างช่องท้อง และเลือด โดยนำเซลล์ภูมิคุ้มกันในช่องท้องและเซลล์เม็ดเลือดขาวมานับปริมาณ และจำแนกสัดส่วนของเซลล์แต่ละชนิดโดยใช้กล้องจุลทัศน์แบบธรรมดา แล้วจึงนำมาตรวจวัดระดับของแอนติบอดีโดยวิธี ELISA นอกจากนี้น้ำล้างช่องท้องและเซรุ่มยังถูกนำมาใช้ในการตรวจหาคุณลักษณะของสารโปรตีนที่สามารถเป็นแอนติเจนในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน humoral immunity อีกด้วย การนับเซลล์ในช่องท้องของหนูชุดควบคุมที่ไม่ได้รับแอนติเจนทำให้ทราบว่าหนูแรทมีปริมาณของเซลล์ภูมิคุ้มกันในช่องท้องมากกว่าหนูเมาส์ หลังจากการฉีดแอนติเจนพบว่าเซลล์ภูมิคุ้มกันในช่องท้องของหนูทั้งสองชนิดนี้มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าที่พบในหนูปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลาของการทดลอง ในขณะที่การเปรียบเทียบระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดของหนูในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังจากการฉีดกระตุ้นไม่พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการจำแนกชนิดของเซลล์พบว่า โมโนซัยท์/มาโครฟาจ มีสัดส่วนมากที่สุดในช่องท้องของหนู ในขณะที่พบลิมโฟซัยท์ได้ทั่วไปในกระแสโลหิต โดยหลังจากที่ได้รับการกระตุ้นด้วยแอนติเจนพบว่า อีโอซิโนฟิลในช่องท้องรวมทั้งในกระแสโลหิตของหนูแรทเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่การเพิ่มขึ้นของอีโอซิโนฟิลในหนูเมาส์ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การตรวจวัดระดับภูมิกันแบบ humoral immunity พบว่าหนูเมาส์ที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนมีระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่เวลา 28 ถึง 49 วันหลังการฉีดกระตุ้น ซึ่งการตอบสนองโดยแอนติบอดีในกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นซ้ำพบการเพิ่มขึ้นของระดับแอนติบอดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่เวลา 7 และ 14 วันหลังการฉีดกระตุ้น เมื่อเปรียบเทียบกับหนูแรทพบว่าระดับแอนติบอดีในหนูแรททั้งในกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นครั้งเดียวและในกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นซ้ำมีระดับแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลาที่ทำการศึกษา การตรวจหาโปรตีนที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยวิธี SDS-PAGE และ Immunoblotting พบโปรตีนหลักในหนูเมาส์คือ 135, 115, 100 และ 66 กิโลดาลตัน ในขณะที่ในหนูแรทคือโปรตีนหลักที่ 200, 115, 97, 72, 66, 45, 21 และ 6 กิโลดาลตัน การเพิ่มจำนวนอย่างมีนัยสำคัญของอีโอซิโนฟิลและระดับของแอนติบอดีที่พบได้อย่างชัดเจนในหนูแรท (ระดับแอนติบอดีหลังการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูแรทมีค่าสูงกว่าในหนูเมาส์ถึง 5.5 เท่า) น่าจะเป็นลักษณะที่สำคัญที่ทำให้หนูแรทมีความต้านทานต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับได้ดีกว่าหนูเมาส์ นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองทำให้สรุปได้ว่า หนูแรทมีภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (innate immunity) ที่สามารถต้านทานต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับได้ดี แม้ว่าไม่เคยได้รับเชื้อพยาธิชนิดนี้มาก่อน ในขณะที่ภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะของหนูเมาส์ไม่สามารถต้านทานการติดเชื้อพยาธิดังกล่าวได้ ดังนั้นในการทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจึงควรเลือกใช้หนูเมาส์เพื่อที่จะได้แสดงประสิทธิภาพของวัคซีนได้อย่างชัดเจน 1.3. การสังเคราะห์ คุณลักษณะ การกระจายและประสิทธิภาพการเป็นวัคซีนของ cathpesin B คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์ยีน cathepsin B จากพยาธิใบไม้ตับ F. gigantica ระยะตัวเต็มวัย ตัวอ่อนระยะ NEJ และระยะ metacercariae cDNAs ที่สังเคราะห์ได้ถูกกำหนดชื่อเป็น FG cat-B1 FG cat-B2 FG cat-B3 ซึ่งแสดงความเหมือนกันประมาณ 64% ถึง 79% เมื่อนำมาเทียบกับยีน cathepsin B จากสิ่งมีชีวิตใกล้เคียงพบว่าตำแหน่งเฉพาะที่สำคัญในการทำหน้าที่ของยีนปรากฏในยีน cathepsin B เหล่านี้ การวิเคราะห์โดยวิธี Southern blot แสดงยีน 6 ตัวในกลุ่ม family ของยีน cathepsin B ของพยาธิใบไม้ตับ การวิเคราะห์โดย Northern blot แสดงขนาดของ mRNA transcripts ที่ยาวประมาณ 1400 นิวคลีโอไทด์ ซึ่งแสดงออกมากในพยาธิระยะ metacercaria และตัวอ่อน NEJ การแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อพยาธิระยะต่างๆ ศึกษาได้โดยวิธี RT-PCR จากคู่ primers ที่จำเพาะและการยึดเกาะด้วย cathepsin B probe ซึ่งพบว่า FG cat-B1 transcripts แสดงออกในพยาธิทุกระยะ ขณะที่ FG cat-B2 และ FG cat-B3 แสดงออกในพยาธิระยะ metacercariae ระยะ NEJ และระยะตัวอ่อนเท่านั้น การทดสอบโดยวิธี RNA in situ พบว่า cathepsin B transcripts ถูกแสดงออกในเซลล์เยื่อบุท่อทางเดินอาหาร ในเซลล์ที่อยู่ใต้ต่อชั้นบุท่อทางเดินอาหารส่วนต้น และในเซลล์ชั้นผิว นอกจากนี้ยังพบในเซลล์ของอวัยวะสืบพันธ์ซึ่งรวมถึงเซลล์ของต่อมลูกหมาก Mehlis และ vitelline อัณฑะและไข่ เมื่อศึกษาตำแหน่งการกระจายของโปรตีน cathepsin B โดยวิธี indirect immunoperoxidase และ immunofluorescence ก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับการกระจายตัวของยีน transcripts โปรตีน cathepsin B พบในไซโตปลาสซึมของเซลล์เนื้อเยื่อบุท่อทางเดินอาหาร เซลล์ชั้นผิว ขอบนอกสุดของชั้นผิว และในเนื้อเยื่อของอวัยวะสืบพันธ์เหมือนที่พบในการศึกษาโดยวิธี RNA in situ hybridization ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเอนไซม์ cathepsin B (โดยเฉพาะ FG cat-B2 และ FG cat-B3) มีบทบาทในการย่อยเนื้อเยื่อของโฮสท์เพื่อช่วยให้พยาธิระยะตัวอ่อนสามารถไชและเคลื่อนผ่านไปสู่ตับ ส่วน FG cat-B3 อาจทำหน้าที่การย่อยอาหารทั่วไปเพื่อให้ได้สารอาหารแก่พยาธิอีกด้วย หนู mice สามารถถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อ Cat B โดยใช้ Cat B cDNA-pCI vector constructs วัคซีนโดยใช้ cathepsin B cDNA สามารถป้องกันการติดเชื้อในสัตว์ทดลองได้ 26% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

บรรณานุกรม :
ประเสริฐ โศภน . (2548). 1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ประเสริฐ โศภน . 2548. "1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ประเสริฐ โศภน . "1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
ประเสริฐ โศภน . 1.การศึกษาพยาธิชีววิทยา การสังเคราะห์และวิเคราะห์คุณลักษณะของแอนติเจนและยีนของพยาธิใบไม้ตับ Fasciola gigantica ที่มีศักยภาพในการพัฒนาฯ2.การควบคุมกระบวนการสร้างและหลั่งเซลล์สืบพันธุ์โดยประสาทฮอร์โมนในหอยเป๋าฮื้อ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.