ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9)
นักวิจัย : อาซีซัน แกสมาน
คำค้น : กลุ่มวิจัยอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง , ความเข้ากันได้ , น้ำมันพืช , น้ำยางธรรมชาติสด , พลาสติไซเซอร์ , ยางคอมเปาวด์ , ยางธรรมชาติ , ยางสังเคราะห์ , ยางไซไคลซ์ , รีโอมิเตอร์ , สารเติมแต่ง
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4850020 , http://research.trf.or.th/node/1446
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เตรียมยางธรรมชาติไซไคลซ์จากน้ำยางสดและน้ำยางข้นโดยใช้กรดซัลฟูริกและ Teric N30 ที่อุณหภูมิ 80 ?C เป็นเวลา 5 ชั่วโมง พบว่ายางธรรมชาติไซไคลซ์จากน้ำยางสด เกิดการเสียสภาพได้ยากและมีลักษณะเป็นยาง ส่วนยางธรรมชาติไซไคลซ์จากน้ำยางข้น ทำให้เสียสภาพได้ด้วยน้ำร้อนมีลักษณะเป็นผงสีขาว ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาไซไคลเซชั่น คือ ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา, ความเข้มข้นของกรดซัลฟูริก, อุณหภูมิ และความเข้มข้นของ Teric N30 พบว่า เมื่อเพิ่มอุณหภูมิ, เวลา, ความเข้มข้นของกรดซัลฟูริก ในการทำปฏิกิริยาทำให้ความไม่อิ่มตัวในยางลดลง ส่วนความเข้มข้นของ Teric N30 ไม่มีผลต่อปฏิกิริยา จากนั้นศึกษาอิทธิพลชนิดของยางธรรมชาติไซไคลซ์พบว่า ยางวัลคาไนซ์ที่ใช้ยางธรรมชาติไซไคลซ์ปริมาณ 20 phr ที่ใช้สัดส่วนโมลระหว่างเนื้อยางกับกรดซัลฟูริกระหว่าง 1:0 ถึง 1:1.25 มีสมบัติด้านการยืด, ความต้านทานต่อการฉีกขาด, ความแข็งลดลง ในขณะที่การใช้สัดส่วนโมลระหว่างเนื้อยางกับกรดซัลฟูริกระหว่าง 1:1.5 ถึง 1:2 ทำให้สมบัติดังกล่าวดีขึ้น การศึกษาอิทธิพลของปริมาณยางธรรมชาติไซไคลซ์ที่ได้จากการใช้สัดส่วนโมลระหว่างเนื้อยางกับกรดซัลฟูริกเท่ากับ 1:1.5 โดยแปรปริมาณ 0, 10, 20, 30, 40, 50 และ 60 phr พบว่า เมื่อปริมาณยางธรรมชาติไซไคลซ์เพิ่มขึ้น ค่าความหนืดมูนนี่ (ML (1+4), 100 ?C), 300% โมดูลัส และค่าความแข็งมีค่าเพิ่มขึ้น ส่วนระยะยืด ความต้านทานต่อแรงดึง และความต้านทานต่อการฉีกขาด มีค่าลดลง ยางธรรมชาติไซไคลซ์สามารถใช้งานเป็นสารเพิ่มความแข็งในยาง, สารเพิ่มการยึดติด, สารเพิ่มการทนทานต่อน้ำมัน และสารเพิ่มความเข้ากันได้ในยางเบลนด์ได้ การศึกษาเกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพของการใช้น้ำมันพืชเป็นสารพลาสติไซเซอร์ในยางคอมเปาวด์ (STR 5L และSBR 1502) ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันเมล็ดยางพารา เปรียบเทียบกับน้ำมันอะโรมาติก ที่ปริมาณตั้งแต่ 0-10 phr พบว่าน้ำมันพืชจะให้ค่าความหนืดมูนนี่ที่น้อยกว่าน้ำมันอะโรมาติก แต่เวลาสกอซ และเวลาสุกของยางมากกว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นใน STR 5L มีผลให้ความแข็ง การสึกหรอ ความร้อนสะสม 100% 300% มอดูลัส ความต้านทานต่อแรงดึง และความต้านทานต่อการฉีกขาดของยางวัลคาไนซ์มีแนวโน้มลดลง แต่ระยะยืดขาดเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมันอะโรมาติกมีผลให้ความต้านทานต่อการหักงอ ความต้านทานการสึกหรอ และระยะยืดขาดที่ดีกว่าน้ำมันพืช แต่การใช้น้ำมันพืชมีแนวโน้มให้ความแข็ง 100% 300% มอดูลัส ความต้านทานต่อการฉีกขาดสูงกว่า ส่วนความต้านทานต่อแรงดึง การกระเด้งตัว ความร้อนสะสม มีค่าใกล้เคียงกันกับการใช้น้ำมันอะโรมาติก การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นใน SBR 1502 มีผลให้ความแข็ง การสึกหรอ ความร้อนสะสม 100% 300% ของยางวัลคาไนซ์มีแนวโน้มลดลง แต่ระยะยืดขาดเพิ่มขึ้น ส่วนความต้านทานต่อแรงดึง และความต้านทานต่อการฉีกขาดไม่มีผลมากนัก การใช้น้ำมันอะโรมาติกมีผลให้ความต้านทานต่อการหักงอ ความต้านทานการสึกหรอ และระยะยืดขาดที่ดีกว่าน้ำมันพืช แต่การใช้น้ำมันพืชมีแนวโน้มให้ความแข็ง 100% 300% มอดูลัส ความร้อนสะสมสูงกว่า ส่วนความต้านทานต่อแรงดึง ความต้านทานต่อการฉีกขาด การกระเด้งตัว มีค่าใกล้เคียงกันกับการใช้น้ำมันอะโรมาติก หลังการบ่มเร่งของ STR 5L และ SBR 1502 พบว่าสมบัติความต้านทานต่อแรงดึง ความต้านทานต่อการฉีกขาด ระยะยืดขาด จะลดลงเมื่อเทียบกับก่อนการบ่มเร่ง แต่สมบัติ 100% มอดูลัสจะเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมันอะโรมาติกมีแนวโน้มให้สมบัติหลังการบ่มเร่งของ 100% มอดูลัส ความต้านทานต่อการฉีกขาดมากกว่าการใช้น้ำมันพืช ส่วนน้ำมันมะพร้าวจะให้สมบัติหลังการบ่มเร่งของความต้านทานต่อแรงดึง และระยะยืดขาดที่ใกล้เคียงกันกับน้ำมันอะโรมาติก ระบบการวัลคาไนซ์ของยาง STR 5L ที่ปริมาณน้ำมัน 6 phr ของน้ำมันอะโรมาติก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดยางพารา พบว่าระบบอีวีจะให้เวลาสกอซ และเวลาสุกของยาง และความร้อนสะสมในยางมากที่สุด ในทางตรงกันข้ามระบบการวัลคาไนซ์แบบปกติจะให้ความหนืด ความแข็ง ความต้านทานต่อการสึกหรอ 100% 300% มอดูลัส ความต้านทานต่อแรงดึง ความต้านทานต่อการฉีกขาดมากกว่าระบบเซมิอีวี และอีวี ตามลำดับ เตรียมยางเบลนด์ระหว่างยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์ชนิดต่างๆ คือ BR, SBR, NBR, EPDM, CR และ BIIR ที่อัตราส่วน (NR/SR) ดังนี้คือ 100/0, 75/25, 50/50, 25/75 และ 0/100 โดยการผสมด้วยเครื่องบดยางสองลูกกลิ้งที่อุณหภูมิ 50 ?C โดยบดยางธรรมชาติเป็นเวลา 2 นาที ก่อนบดผสมกับยางสังเคราะห์ 10 นาที ศึกษาสมบัติการไหลจากเครื่องรีโอมิเตอร์ชนิดโรซานคาปิลลารี่ พบว่า ค่าความเค้นเฉือนและความหนืดเฉือน เพิ่มขึ้นตามปริมาณ BR, SBR, NBR, EPDM และ BIIR ที่เพิ่มขึ้นส่วนในยางเบลนด์ระหว่าง NR/NBR และ NR/CR มีค่าต่ำกว่ายาง NR, NBR และ CR เดี่ยว สมบัติด้านการแปรรูปด้วยเครื่องเอกทรูด แบบป้อนยางเย็นพบว่า การบวมพองของยางเบลนด์ แปรผันโดยตรงกับปริมาณยางสังเคราะห์ ศึกษาสมบัติของยางเบลนด์ระหว่าง NR/BR, NR/SBR, NR/NBR และ NR/EPDM โดยใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ Ultra blend 4000 ปริมาณ 15 phr หรือ Ultra blend 6000 ปริมาณ 5 phr พบว่า ค่าความหนืดมูนนี่ (ML (1+4), 125 ?C) ลดต่ำกว่ากรณีที่ไม่ใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ จาการศึกษาสมบัติการไหลจากเครื่องรีโอมิเตอร์ชนิดโรซานคาปิลลารี่ พบว่า ค่าความเค้นเฉือนและความหนืดเฉือน ให้ผลเช่นเดียวกับกรณีที่ไม่ใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ โดยในยางเบลนด์ระหว่าง NR/BR และ NR/SBR ให้ค่าความเค้นเฉือนและความหนืดเฉือนสูงกว่า ค่าที่คำนวณจาก log additive rule ในขณะที่ไม่ใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้มีค่าต่ำกว่า ส่วนในยาง NR/NBR และ NR/EPDM พบว่าค่าความเค้นเฉือนและความหนืดเฉือนมีค่าต่ำกว่า ค่าที่คำนวณจาก log additive rule สมบัติทางกายภาพยางเบลนด์ที่ใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ Ultra blend 4000 ปริมาณ 15 phr ให้สมบัติทางกายภาพดีกว่า ยางเบลนด์ที่ไม่ใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ และใช้ Ultra blend 6000 ปริมาณ 5 phr เป็นสารเพิ่มความเข้ากันได้ ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะทางสัณฐานวิทยา พบว่ายางเบลนด์ระหว่างยาง NR/BIIR สามารถเข้ากันได้ดี ส่วนยางเบลนด์ชนิดอื่นๆ สามารถเข้ากันได้ดีขึ้นเมื่อใช้สารเพิ่มความเข้ากันได้ Ultra blend 4000 ปริมาณ 15 phr หรือ Ultra blend 6000 ปริมาณ 5 phr This research was studied on the physical properties of rubber compounds using vegetable oil as the plasticizer in the rubber compounds (STR 5L and SBR 1502).such as coconut oil, palm oil, rubber seed oil comparison with aromatic oil. The quantities of oil varied from 0 to 10 phr. The using vegetable oils, they were found that the viscosities of compounds were lower, but scorch time and cure time were longer than the aromatic oil compounds. Increasing the loading quantities of oil in the STR 5L, they showed that hardness, abrasion, heat build up, 100%, 300% modulus, tensile strength, and tear strength of vulcanizates trendy decreased, but elongation at break increased. For using aromatic oil, we also found that flex resistance, abrasion resistance, and elongation at break were better than using vegetable oils. While the vegetable oils were used in the compounds, they were found that 100%, 300% modulus, tensile strength were higher. Resilience and heat build up were no different from the using aromatic oil. Increasing the loading quantities of oil in the SBR 1502 compounds, they showed that hardness, abrasion, heat build up, 100%, and 300% modulus of vulcanizates were trendy decreased, but elongation at break increased. Tensile strength and tear strength were no affected. For using aromatic oil, we also found that flex resistance, abrasion resistance, and elongation at break were better than using vegetable oils. While the vegetable oils were used in the compounds, they were found that 100%, 300% modulus, heat build up gave higher than aromatic oil, but resilience tensile strength, and tear resistance were no affected. After aging at 100 0C for 24 hours, it was found that tensile strength, tear resistance, and elongation at break were lower than the properties before aging, but 100% modulus was increased in both STR 5L and SBR 1502. Aromatic oil gave trendy more the aging properties of 100% modulus and tear resistance than vegetable oils. Coconut oil gave the similar the aging properties of tensile strength and elongation at break than aromatic oil. Vulcanization system of STR 5L was studied on the quantity of oils at 6 phr of the aromatic oil, coconut oil, and rubber seed oil. It was found that EV system was the longest scorch time; cure time and heat build up. Conversely, the conventional system showed the higher viscosity, hardness tear resistance abrasion resistance, 100%, 300% modulus tensile strength and tear strength than semi-EV and EV system respectively.

บรรณานุกรม :
อาซีซัน แกสมาน . (2549). กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . 2549. "กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . "กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
อาซีซัน แกสมาน . กลุ่มโครงการวิจัยขนาดเล็กวิจัยและพัฒนาสารเติมแต่งและสูตรผลิตภัณฑ์ยาง-มอ.(9). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.