ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2)
นักวิจัย : อาซีซัน แกสมาน
คำค้น : density , hardness , natural rubber foam , rubber foam , ความหนาแน่น , ความแข็ง , ฟองน้ำ , ฟองยาง , ฟองยางธรรมชาติ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4750017 , http://research.trf.or.th/node/1416
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการเตรียมปุ๋ยเหลวจากกากขี้แป้งน้ำยางข้น กากขี้แป้งจากโรงงงานน้ำยางข้นในภาคใต้เขตจังหวัดปัตตานีและสงขลา พบว่า มีธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช ได้แก่ N , P , K , Mg , Zn และ Ca จากการวิเคราะห์ปริมาณของธาตุในกากขี้แป้ง พบว่าธาตุ N , P( ในรูปของ P2O5 ) , K ( ในรูปของ K2O ) , Mg , Zn , และ Ca มีปริมาณโดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.31 , 14.69 , 1.01 , 12.24 , 0.63 และ 0.03% น้ำหนักโดยน้ำหนัก ตามลำดับกากขี้แป้งนำมาสกัดด้วยน้ำกลั่น พบว่า Mg จะละลายออกมามากสุดประมาณ 3.90% โดยน้ำหนักรองลงมาคือ N , K , Zn , P และ Ca โดยการละลายจะมีค่าประมาณ 0.26 , 0.25 , 0.16 , 0.08 และ 0.01% น้ำหนักโดยน้ำหนักตามลำดับ สำหรับค่าสัดส่วนของ BOD ต่อ COD ของของเหลวที่สกัดได้พบว่ามีค่ามากกว่า 0.5 ดังนั้นกากขี้แป้งเมื่อละลายน้ำแล้วน้ำที่ได้จะมีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการเตรียมปุ๋ยเหลวจากกากขี้แป้ง จึงได้ทำการศึกษาปริมาณธาตุและเกลือแร่ในกากขี้แป้งที่ผ่านการย่อยด้วยกรดฟอสฟอริคเข้มข้น พบว่ามีปริมาณ N ,. P ( ในรูปของ P2O5 ) , K ( ในรูปของ K2O ) , Mg , Zn และ Ca เฉลี่ยเท่ากับ 1.13 , 30.24 , 0.51 , 7.32 , 0.29 และ 0.02% น้ำหนักโดยน้ำหนัก อาจสรุปได้ว่ากากขี้แป้งที่ใช้สามารถที่จะใช้เป็นของเหลวเบื้องต้นในการนำไปเตรียมเป็นปุ๋ยเหลวต่อไป คำสำคัญ : ปุ๋ยเหลว กากขี้แป้ง ธาตุอาหาร น้ำยางข้น ผลความหนืดของน้ำยางต่อการทำยางฟองน้ำ ความหนืดของน้ำยางมีผลต่อพฤติกรรมการเตรียมฟองยางและสมบัติของยางฟอกน้ำ ในกระบวนการผลิตฟองน้ำแบบดันลอป พบว่าการเพิ่มปริมาณของสารเพิ่มความหนืด ( Carboxyl methyl Cellulose , CMC ) ใน 60% น้ำยางข้นชนิดแอมโมเนียต่ำ ( LA latex ) มีผลทำให้ความหนืดของน้ำยางเพิ่มสูงขึ้น ความตึงผิวของน้ำค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การตีฟองยากขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาการตีฟองนานขึ้น เวลาเจลของฟองยางจะลดลงตามสัดส่วนของความหนืดน้ำยางที่เพิ่มขึ้น ยางฟองน้ำที่วัลคาไนซ์แล้วมีสมบัติการหดและยุบตัวลดลงตามความหนืดที่เพิ่มสูงขึ้น ในการผลิตฟองน้ำพบว่า การใส่สารตัวเติมแคลเซียมคาร์บอเนต ( 0 , 20 , 40 , 60 , 80 และ 100 phr ) ร่วมกับ CMC ( 0.1 , 0.25 , 0.5 , 1 และ 1.5 phr ) ในน้ำยางคอมปาวด์ที่ระดับ TSC เท่ากัน มีผลทำให้ฟองน้ำที่วัลคาไนซ์แล้ว มีเปอร์เซ็นต์การหดตัวและยุบตัวลดลง ความหนาแน่นและความแข็งของฟองน้ำเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าฟองน้ำที่ไม่ใส่สารตัวเติมแคลเซียมคาร์บอเนตร่วมกับ CMC คำสำคัญ : น้ำยางข้น ความหนืดของน้ำยาง ยางฟองน้ำ สารเพิ่มความหนืด แคลเซียมคาร์บอเนต ผลของโครงสร้างมหภาคต่อความแข็งของฟองยางธรรมชาติ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยถึงการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติการรับแรงของฟองยางโดยการ ดัดแปลงโครงสร้างทางมหภาค คือ การซ้อนชั้น โดยการนำฟองยางที่มีความหนา และความแข็งแตกต่างกันมาซ้อนทับกัน และการดัดแปลงด้วยการเจาะรูบนฟองยางด้วยขนาดของรู และความถี่ของรูต่างกันโดยศึกษาผลของการดัดแปลงเหล่านี้ต่อความแข็ง และค่า sag factor ซึ่งเป็นค่าที่บอกถึงระดับความสบายสำหรับฟองยางที่ใช้ในงานเบาะรองรับ การศึกษาพบว่าการนำฟองยางมาซ้อนชั้นกันสองชั้นทำให้ได้ฟองยางที่มีความแข็งและค่า sag factor ของฟองยางที่ซ้อนชั้น อยู่ในระหว่างคุณสมบัติของยางตั้งต้นที่นำมาซ้อนทับกัน โดยมีอัตราส่วนความหนาระหว่างชั้นเป็นตัวแปรที่ควบคุมผลของความแข็ง และ sag factor ของฟองยางซ้อนชั้นที่ได้ เมื่อทำการซ้อนสามชั้นพบว่าในขณะที่ความแข็งของฟองยางซ้อนชั้นอยู่ระหว่างความแข็งของฟองยางที่นำมาซ้อนชั้นกันดังที่พบในฟองยางซ้อนสองชั้น ค่า sag factor ของยางที่ซ้อนชั้นนั้นสามารถให้ค่าที่สูงกว่าค่า sag factor ขอฟองยางตั้งต้นได้ การดัดแปลงด้วยการเจาะรูขนาดของรู และความถี่ของรูต่างๆ กัน พบว่า ความหนาแน่นสมมูล ( bulk density ) และความแข็งจะแปรตามอัตราส่วนพื้นที่รับแรง โดยความแข็ง และความหนาแน่นสมมูลจะมีค่าลดลงเมื่อเส้นผ่านศูนย์กลางของรูใหญ่ขึ้น และระยะห่างระหว่างรูน้อยลงอัตราการเปลี่ยนแปลงของความแข็ง และความหนาแน่นจากการเจาะรูนั้นเท่ากัน คำสำคัญ : ฟองน้ำ , ฟองยางธรรมชาติ , ฟองยาง , ความแข็ง , โครงสร้างมหภาค การควบคุมความแข็งของฟองยางธรรมชาติ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาถึงการควบคุมของความแข็งของฟองยาง โดยทำการวิจัยถึงการจำแนกระดับความแข็งตามมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีหน่วยวัดเป็น RC ( มอก.173-2519 ) เทียบกับวิธีการวัดที่ใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังศึกษาถึงผลของความหนาแน่นเปียก และความหนาแน่นแห้งของฟองยางธรรมชาติ รวมถึงตัวแปรในการผลิตอื่นๆ คือ ลักษณะเบ้าแบบฝาเปิด และเบ้าแบบฝาปิด อีกทั้งผลของเวลาในการเจลต่อความแข็งของฟองยางธรรมชาติ จากการศึกษาถึงวิธีการจำแนกประเภทความแข็งของฟองยางโดยใช้ระดับมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพบว่า วิธีการที่โรงงงานอุตสาหกรรมปัจจุบันใช้จำแนก ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นจริง ( True Density ) หรือ Perceive Density จะไม่สามารถแยกแยะความแข็งของฟองยางเทียบกับมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ โดยวิธีวัดจากความหนาแปน่นจริงจะเกิดปัญหาที่ระดับ RC50-RC70 และวิธี Perceive Density จะเกิดปัญหามากในระดับ Rc15-RC25 ( RC เป็นหน่วยมาตราฐานความแข็งที่ใช้ในมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ) ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นเปียกกับความหนาแน่นแห้งพบว่า สำหรับเบ้าแบบปิดฝาความหนาแน่นเปียกเพียงอย่างเดียวสามารถควบคุมความหนาแน่นแห้งของฟองยางได้ ในขณะที่เบ้าแบบเปิดฝาเวลาในการเจลเป็นตัวแปรเสริมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่เพิ่มเวลาเจลจะทำให้ความหนาแน่นแห้งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อความหนาแน่นเปียกคงที่ ทั้งนี้เนื่องจากการยุบตัวของฟองยางในขณะวัลคาไนซ์ ซึ่งการยุบตัวที่เกิดขึ้นมากกว่าในเบ้าแบบเปิดฝาเมื่อเทียบกับเบ้าแบบปิดฝานั้น เป้นผลต่อเนื่องทำให้ความหนาแน่นแห้งของฟองยางที่ได้จากเบ้าแบบปิดฝามีค่าต่ำกว่า ฟองยางที่เตรียมจากเบ้าแบบเปิดฝาที่ความหนาแน่นเปียกเท่ากัน ความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแบบ indentation Hardness กับความหนาแน่นแห้งเป็นไปในลักษณะสมการยกกำลัง ( power law ) ทั้งฟองยางจากเบ้าแบบปิดฝา และเบ้าแบบเปิดฝา อย่างไรก็ตามฟองยางจากเบ้าแบบเปิดฝานั้นมีแนวโน้มค่าความแข็งที่ต่ำกว่า และความแตกต่างระหว่างค่าความแข็งนั้นสูงขึ้นเมื่อความหนาแน่นแห้งสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากการยุบตัวของฟองยางที่เตรียมโดยเบ้าแบบเปิดฝาทำให้โครงสร้างเซลของฟองยางเปลี่ยนจากทรงกลมเป็นทรงรี ทำให้คุณสมบัติในการรับแรงลดลง The sludge collected from the rubber concentrated latex factories in Songkhla and Pattani , areas were found to contain several nutrient elements such as N , P , K , Mg , Zn and Ca. The quantitative analysis of sludge ‘s elements found that N , P ( as P2O5 ) , K ( as K2O ) , Mg , Zn and Ca were 3.31 , 14.69 , 1.01 , 12.24 , 0.63 and 0.03% w/w ( dry weight ), respectively. The sludge was extracted with de – ionized. It could be leached and dissolved in water. Magnesium ( Mg 0 was found to be the most soluble in water at about 3.90% w/w ( wet weight ) , whereas the solubility of N , K , Zn , P and Ca were 0.26 , 0.25 , 0.16 , 0.08 and 0.01% w7w ( wet weight ) , respectively. The eluent from sludge extraction was analyzed for BOD5 and COD. The proportion value of BOD5 to COD was more than 0.5 indicated that the eluent of sludge extraction was capable of biodegradability. In order to investigated the possibility of liquid fertilizer preparation from sludge , some nutrients and minerals in H3PO4 , digested sludge were studied. The acid digested sludge was found to contain of N , P ( as P2O5 ) , K ( as K2O ) , Mg and Zn at 1.13 , 30.24 , 0.51 , 7.32 , 0.29 and 0.02% w/w ( wet weight ) , respectively. It can be concluded that the sludge has capability of being degraded by biological method and can be used as liquid base in the preparation of fertilizer formulation. Keywords : Liquid Fertilizer , Sludge , Nutrient elements , Concentrated latex An increase of latex viscosity has an effect on latex foam preparation behavior and its properties. In a latex foam production of Dunlop ‘s process , it was found that increasing the amount of Carboxyl Methyl Cellulose ( CMC ) into 60% concentrated natural rubber latex ( LA latex ) would increase the viscosity of latex and the surface tension of the latex was gradually increased. This effect to a difficulty of making rubber foam. It needed more time during the process of making rubber foam. Gel ‘s time was decreased with increasing of latex ‘s viscosity. The vulcanized natural rubber foam gave shrinkage decreased as the viscosity was increased. Additional of Calcium carbonate ( 0 , 20 , 40 , 60 , 80 and 100 phr ) together with CMC ( 0.1 , 0.25 , 0.5 , 1 and 1.5 phr ) into compound ‘s latex at the same TSC found to effect the vulcanized properties of rubber sponge. The shrinkage was decreased while the density and hardness of the sponge was increased more than that of unfilled Calcium carbonate with CMC. Keywords : LA latex , Latex viscosity , Rubber , Sponge < carboxyl Cellulose , Calcium carbonate N this research , effects of macrostructure modification of natural rubber foam by layering natural rubber foam of different thickness and hardness and varying holes diameter and distance between holes on load bearing characteristic of resulting natural rubber foam were studied. Hardness and sag factor which are measure of comfort level of natural rubber foam in cushioning application were obtained from form with various prior mentioned macrostructure modifications. Test sample were prepared by layering natural rubber foam of different thickness and hardness. Two layers foam gave resulting hardness and sag factor in between original foams. Final hardness and sag factor of layered foam was controlled by thickness ratio of foams. Upon stacking three layers of foam, it was found that even through hardness of resulting layered foam fell in between original foam as found in two layers foam , sag factor can be improve to give a higher value than that of original foams. Introducing holes into natural rubber foam will reduce load bearing area. The larger the diameter of holds and the closer the distance between holes the smaller the load bearing area. Bulk density and hardness of foam were reduced together at the same rate when reducing load bearing area. Keywords : rubber foam , natural rubber foam , hardness , macrostructure In this research , factors controlling hardness of natural latex foam was studied. Comparison between Thailand industrial Standard measuring hardness in RC unit ( TIS 173 – 2519 ) and methods used in foam industries i.e. true density and perceive density were carried out. Relationship between wet density of foam and dry density of resulting foam manufacturing parameters i.e. types of mold ( open and close mold ) , gel time also studied. It was found that both true density and perceive density method were having problems in categorized natural rubber foam into Thailand Industrial Standard. True density method had problem in the range of RC50-RC70 while perceive density method had problem in the range of RC15-RC25. ( RCs are hardness unit used in Thailand Industrial Standard ) Relationship between wet and dry density of natural rubber foam preparing from close mold is a linear relationship. Wet density is directly related to dry density. However , form preparing from open mold , effect of gel time will also added to the resulting dry density. The longer the gel time the higher the dry density at the same wet density. This is because in the case of open mold the extent of shrinkage in thickness direction is higher when gel time is higher. It also leads to higher dry density of natural rubber foam open mold than close mold at the same density. Power law relationship between indentation hardness and dry density was found for both close and open mold. Open mold tend to give a foam of lower hardness than close mold at similar dry density. The hardness differences increase when dry density increase. This is because cell structure changing from circular in close mold to ellipsoid in open mold which reduce load bearing capacity.

บรรณานุกรม :
อาซีซัน แกสมาน . (2548). กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . 2548. "กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อาซีซัน แกสมาน . "กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
อาซีซัน แกสมาน . กลุ่มโครงการวิจัยย่อยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ-มอ.(2). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.