ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
นักวิจัย : รุ่งสุรีย์ สิงหราช, 2513-
คำค้น : การสื่อสารทางการศึกษา , ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน , พฤติกรรมการเรียน , ภาษาอังกฤษ -- การศึกษาและการสอน (ประถมศึกษา)
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ , ประสาร มาลากุล ณ อยุธยา , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : 9741309309 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/3996
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543

วิเคราะห์รูปแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูแกนนำ และครูที่สอนแบบปกติกับนักเรียนที่ส่งผลต่อเจตคติ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตัวอย่างประชากร เป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน เป็นครูแกนนำจำนวน 8 คน ครูที่สอนแบบปกติจำนวน 8 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 466 คน จาก 16 โรงเรียนๆ ละ 1 ห้องเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ และแบบวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในวิชาภาษาอังกฤษ แต่ละโรงจะได้รับการสังเกตจำนวน 5 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลเป็นความถี่และ ร้อยละความถี่ของพฤติกรรมแต่ละประเภท ใช้การทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ ระหว่างนักเรียนที่เรียนกับครูแกนนำ และนักเรียนที่เรียนกับครูที่สอนแบบปกติจำนวน37 คู่ วิเคราะห์รูปแบบปฏิสัมพันธ์ของครูที่เป็นอิทธิพลทางตรง และอิทธิพลทางอ้อมด้วยสถิติ The Wilcoxon Signed Ranks test ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบปฏิสัมพันธ์ของครูแกนนำกับนักเรียนใช้อิทธิพลทางอ้อม คิดเป็นร้อยละ 23.83 อิทธิพลทางตรงคิดเป็นร้อยละ 27.85 การตอบสนองของนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 34.52 พฤติกรรมการริเริ่มของนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 2.19 ความเงียบและความสับสนในชั้นเรียนคิดเป็นร้อยละ 11.6 ครูแกนนำจะใช้อิทธิพลทางตรงมากกว่าอิทธิพลทางอ้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. รูปแบบปฏิสัมพันธ์ของครูที่สอนแบบปกติกับนักเรียนใช้อิทธิพลทางอ้อม คิดเป็นร้อยละ 14.32 อิทธิพลทางตรงคิดเป็นร้อยละ 40.55 การตอบสนองของนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 34.31 พฤติกรรมการริเริ่มของนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 1.48 ความเงียบและความสับสนในชั้นเรียนคิดเป็นร้อยละ 9.34 ครูที่สอนแบบปกติจะใช้อิทธิพลทางตรงมากกว่าอิทธิพลทางอ้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่เรียนกับครูแกนนำจำนวน 32คู่จากการเปรียบเทียบทั้งสิ้นจำนวน 37 คู่มีเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษสูงกว่า นักเรียนที่เรียนกับครูที่สอบแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่เรียนกับครูแกนนำจำนวน 29 คู่ จากการเปรียบเทียบทั้งสิ้นจำนวน 37 คู่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ สูงกว่านักเรียนที่เรียนกับครูที่สอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บรรณานุกรม :
รุ่งสุรีย์ สิงหราช, 2513- . (2543). การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รุ่งสุรีย์ สิงหราช, 2513- . 2543. "การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รุ่งสุรีย์ สิงหราช, 2513- . "การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. Print.
รุ่งสุรีย์ สิงหราช, 2513- . การศึกษาเชิงวิเคราะห์รูปแบบปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ที่ส่งผลต่อเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2543.