ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่
นักวิจัย : ปัญญา จารุศิริ
คำค้น : Active faults , C-14 AMS dating , Kanchanaburi , Lampang , neotectonics , northern Thailand thermoluminescence dating , Phrae , Pleoearthquake , Si Sawat fault zone , Three Pagoda fault zone , western Thailand , กลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ , กลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ , กลุ่มรอยเลื่อนเถิน , กลุ่มรอยเลื่อนแพร่ , การหาอายุด้วยวิธีการเรืองแสงความร้อน (TL dating) , จังหวัดกาญจนบุรี , จังหวัดลำปาง-แพร่ , ลักษณะธรณีสัณฐาน , แผ่นดินไหวในอดีต
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4530030 , http://research.trf.or.th/node/1288
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษารอยเลื่อนมีพลัง(ปีที่ 2) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบตำแหน่งและลักษณะของกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งขนาดของแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์และกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และอัตราเฉลี่ยของการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนเหล่านี้ การศึกษาวิจัยมีขั้นตอนการศึกษาประกอบไปด้วยการวิเคราะห์เชิงเอกสารของข้อมูลธรณีวิทยาแผ่นดินไหว จุดเกิดแผ่นดินไหว เตรียมแผนที่ภูมิประเทศและแผนที่ธรณีวิทยา ต่อจากนั้นทำการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม(โทรสัมผัส) หลังจากนั้นในขั้นตอนที่สองทำการออกภาคสนาม เพื่อตรวจสอบสภาพภูมิประเทศที่ได้จากการแปลความหมายโทรสัมผัส พร้อมกับจัดทำแผนที่ภูมิประเทศรายละเอียดในพื้นที่คัดสรรแล้ว ต่อมาจึงทำการขุดร่องสำรวจ และทำการศึกษาธรณีวิทยาในร่องสำรวจและแหล่งหินโผล่ เพื่อดูลักษณะการวางตัวของลำดับชั้นตะกอนดินและลักษณะทิศทางการวางตัวของรอยเลื่อน ขั้นต่อมาจึงทำการเก็บตัวอย่างตะกอนดินที่สัมพันธ์กับรอยเลื่อน แล้วหาอายุด้วยตัวอย่างด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน เมื่อได้ผลข้อมูลของอายุแล้ว ทำการประเมินหาขนาดของแผ่นดินไหวในอดีตที่เคยเกิดมาแล้ว และหาอัตราการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนมีพลัง ผลการศึกษาวิจัยพบว่า แนวรอยเลื่อนมีพลังในเขตจังหวัดกาญจนบุรี สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ที่วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ซึ่งวางตัวอยู่ในแนวเกือบเหนือ-ใต้ โดยกลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ เป็นกลุ่มรอยเลื่อนที่มีความต่อเนื่องมาจากกลุ่มรอยเลื่อนสะเกียง(ที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้, ประเทศเมียนมาร์) โดยผ่านเข้ามาทางเขตอำเภอสังขละบุรี, อำเภอทองผาภูมิและอำเภอเมืองกาญจนบุรี โดยมีความยาวประมาณ 210 กม และมีความกว้าง 25 กม ประกอบด้วยรอยเลื่อนย่อยจำนวน 8 รอยเลื่อนย่อย ได้แก่ รอยเลื่อนย่อยเจดีย์สามองค์ (ยาว 120 กม) รอยเลื่อยย่อยเขาแหลม(ยาว 21 กม) รอยเลื่อนย่อยปิล๊อก(ยาว 47 กม) รอยเลื่อนย่อยทองผาภูมิ(ยาว 61 กม) รอยเลื่อนย่อยแม่น้ำน้อย(ยาว 30 กม) รอยเลื่อนย่อยแควน้อย(ยาว 48 กม) รอยเลื่อนย่อยบ่องตี้(ยาว 44 กม) และรอยเลื่อนย่อยแควใหญ่(ยาว 99 กม) จากการศึกษาโทรสัมผัส การรังวัดพื้นที่อย่างละเอียดและข้อมูลในสนาม ของรอยเลื่อนย่อยเจดีย์สามองค์ ทางตอนเหนือสุด พบว่าในปัจจุบันมีการเลื่อนตัวแบบขวาเข้า ควบคู่กับการเลื่อนตัวแนวดิ่งแบบย้อนกลับ ผลการศึกษาในร่องสำรวจหาอายุตะกอนที่สัมพันธ์กับรอยเลื่อน โดยวิธีเรืองแสงความร้อน พบว่าตะกอนดังกล่าวเกิดอยู่ในช่วงไม่เกิน 2 ล้านปี และบริเวณเขตรอยเลื่อนนี้ได้เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5,000 – 2,200 ปีมาแล้ว และมีอัตราการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนนี้ตั้งแต่ 0.22 – 0.50 มม/ปี และมีขนาดความรุนแรงแผ่นดินไหวคำนวณได้ประมาณ 7.2 ริกเตอร์ ส่วนกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ เป็นรอยเลื่อนที่แตกแขนงมาจากกลุ่มรอยเลื่อนพานหลวงในประเทศเมียนมาร์ และวางตัวอยู่ระหว่างกลุ่มรอยเลื่อนแม่ปิงในเขตจังหวัดตากทางตอนเหนือ และกลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ทางตอนใต้ โดยวางตัวพาดผ่าน อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย และเขื่อนศรีนครินทร์ มีความยาวรวม 200 กม ในประเทศไทย และมีความกว้างประมาณ 25 กม จากการประมวลผลข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน พบว่ากลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ประกอบด้วย รอยเลื่อนย่อยต่างๆ ดังนี้ รอยเลื่อนน้ำแม่จัน (ยาว 44 กม) รอยเลื่อนย่อยเขากระเพรียวแดง (ยาว 86 กม) รอยเลื่อนย่อยศรีสวัสดิ์ (ยาว 18 กม) รอยเลื่อนย่อยเขาแม่วง (ยาว 97 กม) รอยเลื่อนย่อยเขาม่วงเฒ่า (ยาว 27 กม) รอยเลื่อนย่อยบ่องาม (ยาว 44 กม) และรอยเลื่อนย่อยเจ้าเณร (ยาว 44 กม) และในยุคปัจจุบันรอยเลื่อนกลุ่มนี้มีการเลื่อนตัวในแนวดิ่งแบบย้อนกลับและแบบขวาเข้า ผลการคำนวณหาอายุการเลื่อนตัวในอดีต จากการขุดร่องสำรวจบ้านแก่งแคบ ทางตอนใต้ของเขื่อนศรีนครินทร์ ประมาณ 10 กม พบว่าได้เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายมีขนาดประมาณ 6.3 ริกเตอร์ เมื่อประมาณ 5,800 ปี และมีอัตราการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนส่วนนี้(รอยเลื่อนเจ้าเณร) ประมาณ 0.67 มม/ปี อนึ่งจากการประเมินพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากพิบัติภัยจากแผ่นดินไหว โดยใช้การปรับเน้นข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ พบว่า นอกจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่ปรากฏใกล้เขตรอยเลื่อน ยังมีชุมชนย่อยๆ ที่ปรากฏใกล้รอยเลื่อนจำนวน 550 แห่ง และชุมชนเมืองใหญ่อีก 3 แห่ง ซึ่งได้แก่อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ใกล้กับแนวรอยเลื่อนทั้งสองนี้ และแนวรอยเลื่อนย่อยมีพลังทองผาภูมิ และแนวรอยเลื่อนย่อยมีพลังเจ้าเณร มีความสำคัญมากที่สุดในเชิงพิบัติภัยจากแผ่นดินไหว การศึกษารอยเลื่อนมีพลัง (ปีที่ 1) ในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง-แพร่ ทางภาคเหนือของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบตำแหน่งและลักษณะของกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง-แพร่ รวมทั้งขนาดของแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนเถินและกลุ่มรอยเลื่อนแพร่ และอัตราเฉลี่ยของการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนเหล่านี้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้อาศัยข้อมูลจากการแปลความหมายทางโทรสัมผัส ผนวกกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสาร และข้อมูลศูนย์กลางแผ่นดินไหว เพื่อกำหนดแนวรอยเลื่อนมีพลังตลอดจนทิศทางการวางตัว และทิศการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน หลังจากนั้น ได้ออกทำการสำรวจภาคสนามเพื่อตรวจสอบหลักฐานทางภูมิประเทศและได้กำหนดพื้นที่ขุดร่องสำรวจ จำนวน 6 ร่อง เพื่อหาทิศทางการวางตัวของระนาบรอยเลื่อนมีพลัง และได้เก็บตัวอย่างตะกอนที่สัมพันธ์กับรอยเลื่อนเพื่อหาอายุของการเลื่อนตัวครั้งสุดท้าย ตลอดจนอัตราการเลื่อนตัวต่อปีของรอยเลื่อน ผลการศึกษาวิจัย พบว่า กลุ่มรอยเลื่อนในเขตพื้นที่จังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้และสามารถจัดแบ่งรอยเลื่อนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ออกเป็น 4 รอยเลื่อนย่อย ได้แก่ 1.รอยเลื่อนเถิน 2.รอยเลื่อนสบปราบ 3.รอยเลื่อนบ้านมาน และ 4.รอยเลื่อนต้นงุ้น ส่วนกลุ่มรอยเลื่อนที่สำคัญของจังหวัดแพร่ประกอบด้วยรอยเลื่อนทั้งแถบตะวันตกและแถบตะวันออกที่ขนานทั้งสองข้างของแอ่งแพร่ ซึ่งในการศึกษานี้ได้เน้นเฉพาะรอยเลื่อนแม่มานทางทิศตะวันออก โดยเราได้แบ่งรอยเลื่อนออกเป็น 3 รอยเลื่อนย่อย คือ (1) รอยเลื่อนบ้านทุ่งเจริญ (2) รอยเลื่อนบ้านแก้ว และ (3) รอยเลื่อนบ้านป่าแดง โดยทั้งสองกลุ่มรอยเลื่อนพบลักษณะธรณีสัณฐานที่สำคัญ ได้แก่ ผาสามเหลี่ยม ผารอยเลื่อน ลำธารหักงอ และสันปิดกั้นทางน้ำ จากการศึกษาวิจัยอายุตะกอนที่สัมพันธ์กับรอยเลื่อนจำนวน 30 ตัวอย่าง โดยวิธีการเรืองแสงความร้อน(TL-dating) และหาอายุอินทรียวัตถุ(C-14 AMS) จำนวน 4 ตัวอย่าง พบว่าได้เคยมีแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีตทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดลำปางขนาดความรุนแรงได้ประมาณ 7 ริกเตอร์ และได้เคยเกิดแผ่นดินไหวขึ้นครั้งหลังสุดอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ เมื่อประมาณ 4,000 ปี(รอยเลื่อนบ้านมาย) 3,000 ปี(รอยเลื่อนต้นงุ้น) และ 2,000 ปี(รอยเลื่อนสบปราบ) มีอัตราการเคลื่อนตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 0.15 ถึง 0.83 มมต่อปี ส่วนในเขตพื้นที่จังหวัดแพร่ด้านทิศตะวันออก พบว่าได้เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีตเมื่อประมาณ 1 ล้านปี และประมาณ 5 หมื่นปีมาแล้ว(รอยเลื่อนแม่มาน) เปรียบเทียบขนาดความรุนแรงได้ประมาณ 7 ริกเตอร์ มีอัตราการเคลื่อนตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 0.06 มมต่อปี อนึ่งจากการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ในเขตชุมชนที่อยู่ในระยะรอยเลื่อน พบว่าพื้นที่สำคัญได้แก่ อำเภอเถิน อำเภอ สบปราบ อำเภอแม่ทะ และอำเภอลอง ในจังหวัดลำปาง และอำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย อำเภอวังชิ้น และอำเภอเมืองในจังหวัดแพร่ อาจได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหวได้ในอนาคต This research is focused on the invasion of active faults in Lampang-Phrae area, northern Thailand in the first year. The main objective determine the active fault segments particularly their orientation and movement history. The research study includes four steps of methodology, viz. (a) data compilation and remote-sensing and interpretations, (b) field investigation, (c) data interpretation and dating investigation, and (d) discussion and conclusion. Results from integrated data indicate that the Thoen-Phrae fault zone in the studied region is the southeast-northwest trending fault zone with oblique-slip movement. In Lampang, 4 fault segments are recognized, (1) Thoen segment (2) Sop Prap segment (3) Ban Mai segment and (4) Ton Ngun segment. In Phrae two fault zones bound. The Cenozoic basin, and only the eastern part of fault system in the Phrae basin is well-studied and is herein called the Mae Man fault. The fault is subdivided into 3 segments, 1) Thung Charoen segment, (2) Ban Kwang segment, and (3) Ban Pa Daeng segment. The studied fault orients in the north-northwest trend and is about 20 km long. Evidence of tectonic geomorphology along the fault zone includes shutter ridges, triangular facets and offset stream channels with field evidence of normal faulting along the minor faults, along with focal mechanism data, indicate a lateral movement in a sinistral sense with small amount of a vertically normal sense component. Results on thermoluminescence dating of fault-related sediments and C-14 AMS dating for charcoals from trench and quarry sites in the study area indicate several large paleoearthquakes with an average magnitude (Mw) of 7. In Lampang three paleoearthquakes were identified during 4,000 years (Ban Mai segment), 3,000 years (Ton Ngun segment) and 2,000 years (Sop Prap segment) with a range of maximum slip rates about 0.15-0.83 mm/yr. Along the Mae Man fault in the eastern of Phrae basin both two paleoearthquakes, during 1.1 Ma and 0.05 Ma. The maximum slip rate is estimated about 0.06 mm/yr. These lines of evidence together with the analysis on contemporaneous stress orientation indicate that the tectonic stress of extensional and compressional axes have performed continuously in the E-W and N-S trends, respectively since Quaternary to present-day times. Our results with the GIS application reveal that there are 7 densely populated district areas which are seismically risked, including Wangchin, Thoen, Sop Prap, Long Muang Phrae, Sung Men, and Denchai district areas.Therefore, we infer that among the most densely populated areas, Long (Phrae) and Sop Prap(Lampang) districts are regarded the more risk areas for fault-induced earthquakes. Abstract The research of the second-year study mainly concentrates on the investigations of active faults in Kanchanaburi, western Thailand. The main objective is to determine the active fault characteristic segments, particularly their orientation and movement history. The research study includes four steps of methodology, viz. (a) data compilation and remote-sensing and interpretations, (b) field investigation, (c) data interpretation and dating investigation, and (d) discussion and conclusion. Results from integrated data indicate 2 major fault zones, Three Pagoda fault zone (TPFZ) in the northwest-southeast trend and Si Sawat fault zone (SSFZ) in northnorthwest-southsoutheast (NNW-SSE) trend. Based on our remote-sensing interpretation and field investigation, the TPFZ can be traced from eastern Myanmar through the border zone of western Thailand to the central Thailand, with a total length of about 210 km and a width of 25 km. The fault passes several districts and as, Sanghhla Buri, Thong Pha Phum, and Muang Kanchanaburi. About 8 fault segments of the TPFZ are recognized Three Pagoda Pass segment (120 km in length), Khao Laem segment (21 km in length), Pi Lok segment (47 km in length), Thong Pha Phum segment (61 km in length), Mae Num Noi segment (30 km in length), Khwae Noi segment (48 km), Boi Ti segment (44 km in length) and Khwae Yai segment (99 km in length). Several kinds of morphotectonic landforms can be recognized, particularly those along the Three Pagoda Pass segment. They are fault scarps, triangular facets and offset streams, which are clearly shown in the northern part of the study area. Based on our detailed topographic map at scale of 1:500 to cover this fault segment, exploratory trenches for paleoseismic age dating can be carried out. Paleoearthquake events with large magnitude (Mw~7.2 Richter) were taken place in the study area. The last event occurred between 5,000-2,200 years ago with a maximum slip rate of 0.22-0.5 mm/yr. The SSFZ can be traced from eastern Myanmar by joining with the NW-SE trending Panluang fault zone through the border zone of western Thailand to central Thailand. The SSFZ has a total length of about 200 km and a width of 25 km. It passes many districts, including Si Sawat, Bo Phloi, Si Nakhrindra Dam and Muang Kanchanaburi. About 7 fault segments, Nam Mae Chan (44 km in length), Khao Muang Thao segment (27 km in length), Khao Kapure Daeng segment (86 km in length), Si Sawat segment (18 km in length), Khao Mae Wong segment (97 km in length), Bo Ngam segment(44 km), and Chao Nen segment (44 km in length). Several kinds of morphotectonic landforms are determined along the Chao Nen segment, including fault scarps, triangular facets and offset streams. They are clearly observed in the northern part of the SSFZ. A detailed topographic survey at scale of 1:500 leads us to launch two paleoseismic trenches for paleoseismic age dating. Paleoearthquake events with large magnitude (Mw~6.3 Richter) were taken place in the study area. The last event occurred 5,800 years ago with a maximum slip rate of 0.67 mm/yr. Our result with the GIS application indicates that there are 550 Villages and 3 densely populated district areas in the study area that are seismically risked. Major districts are Sanghhla Buri, Thong Pha Phum, and Sai yok district areas, and 2 dam site may have been affected it a large earthquake (M>8) will occur nearby in the ferture.

บรรณานุกรม :
ปัญญา จารุศิริ . (2549). การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปัญญา จารุศิริ . 2549. "การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปัญญา จารุศิริ . "การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
ปัญญา จารุศิริ . การสำรวจรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง-แพร่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.