ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่
นักวิจัย : อนุสรณ์ อุณโณ
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4440022 , http://research.trf.or.th/node/1209
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยสืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลบางนางลี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางนางลี่ในกรอบของการปรับตัวของท้องถิ่นต่อบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และนิเวศวิทยา ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในแง่ของรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน ลักษณะความเป็นชุมชน อัตลักษณ์ ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนสำนึกและการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง พร้อมกับศึกษาว่าผลของการปรับตัวในด้านต่างๆ สามารถเป็นฐานหรือ “ทุน” ให้กับท้องถิ่นในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร โดยอาศัยแนวคิดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในการกำหนดประเด็น วิธีการ และหลักฐานที่ใช้ในการศึกษา อาศัยทฤษฎีมานุษยวิทยานิเวศในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสิ่งแวดล้อม และอาศัยแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมและแนวคิดเรื่องเล่าเป็นแหล่งอ้างอิงในการจัดวางสถานะความจริงและความรู้ของงานวิจัย ส่วนระเบียบวิธีวิจัยอาศัยการสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่ม การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การศึกษาเอกสาร รวมทั้งการจัดให้มีอาสาสมัครนักวิจัยท้องถิ่นทำหน้าที่มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย โดยพื้นที่ศึกษาครอบคลุม 4 ตำบลในเขต อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้แก่ ต.บางนางลี่ และบางส่วนของ ต.บางแค ต.ปลายโพงพาง และ ต.สวนหลวง เนื่องจากตำบลทั้งสี่ต่างตั้งอยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมคล้ายคลึงกัน และมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน การศึกษาพบว่าท้องถิ่นบางนางลี่ได้ผ่านกระบวนการปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขเชิงนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ และการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวในเชิงนิเวศวิทยา ชาวบางนางลี่สมัยบุกเบิกได้ปรับตัวเข้ากับระบบนิเวศบริเวณรอยต่อปากแม่น้ำด้วยการปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นแนวตามริมน้ำและพัฒนาระบบสวนยกร่องสำหรับปลูกพืชผักผลไม้ ขณะที่หลังจากเกิดภาวะน้ำเค็มหนุนสูงจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์จนมะพร้าวน้ำตาลล้มตายหรือให้น้ำตาลลดลงอย่างมาก ชาวบางนางลี่ปรับตัวด้วยการหันไปปลูกพืชอื่น เช่น ส้มโอ ซึ่งเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับการมีพ่อค้าแม่ค้าขับรถยนต์เข้ามารับซื้อผลผลิตถึงที่หลังจากการพัฒนาโครงข่ายถนน ส่วนในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง ชาวบางนางลี่สมัยบุกเบิกปรับตัวเข้าระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่กำลังขยายตัวด้วยการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดภายในให้ขยายตัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอย ชาวบางนางลี่อาศัยเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากกึ่งยังชีพกึ่งตลาดสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเต็มตัว และแม้ต่อมาในสมัยเร่งรัดพัฒนาประเทศท้องถิ่นบางนางลี่จะกลายเป็นชุมชนชายขอบการพัฒนา ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดการขยายพลังการผลิต หากยังถูกดูดซับทรัพยากรและแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเมือง ชาวบางนางลี่ได้ปรับตัวด้วยการกระจายการผลิตทั้งในและนอกภาคเกษตร และผ่องถ่ายแรงงานส่วนเกินออกนอกภาคเกษตรเพื่อรักษาสถานะการเป็นองค์กรการผลิตของครัวเรือนไว้ ขณะเดียวกันก็สืบทอดและพัฒนาระบบการเกษตรในแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ครัวเรือนสามารถดำรงอยู่ได้ในเชิงเศรษฐกิจ หากยังเป็นเทคนิคและรูปแบบการทำเกษตรที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ การปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขเชิงนิเวศวิทยารวมทั้งบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองดังกล่าวส่งผลต่อสภาพสังคมและวัฒนธรรมย่านบางนางลี่อย่างสำคัญ เพราะการตั้งถิ่นฐานริมน้ำส่งผลให้ขอบเขตหรือหน่วยชุมชนบางนางลี่ไม่ชัดเจน และไม่มีศูนย์กลางที่ใจกลางของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หากแต่อยู่ที่วัดซึ่งเป็นจุดตัดของหย่อมย่านต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะต่างๆ ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งการปกครองซึ่งอาศัยลำคลองเป็นเกณฑ์ อาทิ กลุ่มผู้ถือศีลอุโบสถ และกลุ่มผู้มีพระอุปัชฌาย์ร่วมกัน ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสู่การทำน้ำตาลมะพร้าวเชิงเดี่ยวยิ่งทำให้บทบาทของวัดในฐานะพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สำหรับประกอบกิจกรรมร่วมกันมีความสำคัญยิ่งขึ้น เพราะนอกจากไม่มีพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่กรรมสิทธิ์ร่วมสำหรับประกอบกิจกรรมทางสังคมร่วมกันเนื่องจากที่ดินถูกบุกเบิกเป็นสวนมะพร้าวน้ำตาลส่วนบุคคลจนหมด การทำน้ำตาลมะพร้าวซึ่งใช้แรงงานเข้มข้นอย่างต่อเนื่องไม่เปิดโอกาสให้ชาวบางนางลี่สามารถระดมแรงงานคราวละมากๆ ในการผลิตร่วมกันได้ จึงมีแต่เงื่อนไขทางศาสนาและประเพณีต่างๆ ซึ่งมักจัดขึ้นที่วัดที่ชาวบางนางลี่สามารถประกอบกิจกรรมร่วมกันได้ และแม้ปัจจุบันย่านบางนางลี่จะซบเซาลงหลังจากที่ชาวบางนางลี่จำนวนหนึ่งปรับตัวออกนอกภาคเกษตรด้วยการทำงานโรงงานในจังหวัดใกล้เคียง วัดยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางของการจัดรูปองค์กรความร่วมมือทางสังคมในลักษณะต่างๆ อาทิ ชุดทำครัว ซึ่งเป็นการจัดรูปองค์กรความร่วมมือทางสังคมเมื่อชาวบางนางลี่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาหรือตามประเพณีซึ่งต้องอาศัยการระดมแรงงานคราวละมากๆ นอกจากนี้ ระบบการผลิตน้ำตาลมะพร้าวซึ่งสร้างรายได้ค่อนข้างดีและส่งผลให้ย่านบางนางลี่เป็นที่รู้จักในอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดอัตลักษณ์คนทำตาล ซึ่งเป็นบุคลิกของผู้ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ และคาดหวังผลตอบแทนเชิงรูปธรรม ซึ่งชาวบางนางลี่บ่งชี้ตัวเองเข้าด้วยแม้เลิกทำน้ำตาลมะพร้าวแล้ว หากแต่ความสัมพันธ์ในการผลิตน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งมีลักษณะพึ่งพามากกว่ากดขี่ขูดรีดและมีลักษณะการเจรจาต่อรองมากกว่าการครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ท้องถิ่นบางนางลี่ไม่สู้มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรวมทั้งทางสังคมและการเมือง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การจัดรูปองค์กรการตัดสินใจในประเด็นสาธารณะที่ชาวบางนางลี่เรียกว่า “ประชาคม” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถเจรจาต่อรองกันได้บนฐานของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เท่าเทียม เป็นไปได้ และชี้ให้เห็นว่าชาวบางนางลี่ในฐานะชาวสวนไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่ “เฉื่อยชาทางการเมือง” ดังที่มักเข้าใจ เพราะเหตุนี้ แม้ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น กระบวนการปรับตัวและเรียนรู้บนฐานของการพึ่งตนเองของชาวบางนางลี่ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องได้ก่อให้เกิด “ทุน” ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้และระบบการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์คนทำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมที่ยังคงดำรงอยู่อย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งชาวบางนางลี่สามารถอาศัยเป็นฐานในการพัฒนาเป็นพลังของท้องถิ่นในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและการท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างเสมอหน้าและเท่าทัน The research project entitled “Searching and Constructing the Cultural History of Ampawa Suannog Tumbon Bangnanglee” is aimed at 1) studying the local history of Bangnanglee within the framework of the local adaptation towards the changing economic, political and ecological contexts, be they the settlement pattern, community-ness, identity as well as socio-political consciousness and movement and 2) studying how and to what extent the adaptation can be utilized for the local to face the continuing change. The research employs the local history concept in defining questions, methodologies and evidences, the theory of ecological anthropology in considering the relation between culture and ecology and the theory of discourse analysis and narrative in positioning the status of the truth and knowledge generated by the research. Research methodologies include interview, focus group meeting, participant observation, document research and volunteer local researcher’s participation. Research area covers 4 sub-districts of Ampawa district, Samutsongkram province: Bangnanglee sub-district and some parts of Bangkae, Plaipongpang and Suanluang sub-districts since they all are located in the same ecological system, have been going through the same socio-economic change and have been connected via various social networks. The research finds that Bangnanglee has continuously been going through the adaptation process towards changing ecological, economic and political conditions. Ecologically speaking, the locals have adapted towards river basin ecological system by settling along the canals and developing poldered raised bed systems. And when coconut trees died or yielded little due to the water management of the dam, the locals have adapted by growing other kinds of plants such as pamelo that suits the changed environment more, particularly when considered together with the expanding fruit market partly generated by infrastructure development. Politico-economically speaking, the locals have adapted towards growing market economy by expanding inner market economy. Particularly, during World War 2 that caused economic recession, the locals had utilized the situation by changing from semi subsistent and semi market economy to market economy. And although Bangnanglee has been marginalized during the rush development era, that it was not promoted production force while absorbed resources and labor to supply the growth of industry sector and the urban, the locals have adapted by distributing the production within agriculture sector and out and relieving labor pressure out of agriculture sector to preserve the production organization status of the household. Simultaneously, they have developed agricultural practice that is in accordance with “sustainable agriculture” that is not only economically viable but also environmentally sound. The adaptation towards ecological condition and politico-economic context above has significantly affected Bangnanglee’s socio-cultural

บรรณานุกรม :
อนุสรณ์ อุณโณ . (2548). สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อนุสรณ์ อุณโณ . 2548. "สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อนุสรณ์ อุณโณ . "สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
อนุสรณ์ อุณโณ . สืบสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอัมพวาสวนนอก ตำบลนางลี่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.