ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา
นักวิจัย : สุธัญญา ทองรักษ์
คำค้น : ทะเลสาบสงขลา , ที่ดิน , ป่าไม้
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4340029 , http://research.trf.or.th/node/1138
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยเรื่อง วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์ที่ดินเเละป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาขั้นตอนการเปลี่ยนเเปลงการใช้ที่ดินเเละป่าไม้ โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ทรัพยากรกับเหตุ-ปัจจัยทั้งจากภายในเเละภายนอก 2) เพื่อศึกษารูปเเบบการใช้ที่ดินเเละป่าไม้ ผ่านลักษณะการใช้ ผลประโยชน์ที่ได้ ทัศนคติเเละเเรงจูงใจ เเละปัญหาที่ดำรงอยู่ ทั้งที่เป็นลักษณะเฉพาะ เเละลักษณะร่วมของท้องถิ่นต่าง ๆ ในมิติเวลาที่ต่างกันของเกษตรกร ที่ทำนาทั้งในเเละนอกเขตชลประทาน เเละของเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา สวนไม้ผล เเละเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 3) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเเละป่าไม้ที่มีต่อการเปลี่ยนเเปลงโฉมหน้าของประวัติศาสตร์โดยรวมของท้องถิ่น (total history) ในเขตลุ่มทะเลสาบในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา และ 4) เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ในการสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการทบทวนเพื่อตระหนักถึงปัญหาเเละเงื่อนไขความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรดินเเละป่าไม้ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารมือสอง จากการจัดกลุ่มสนทนา จากการสัมภาษณ์ key informants เเละจากการจัดสัมมนาร่วมกับชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative analysis) ทั้งในภาพรวมของพื้นที่ลุ่มทะเลสาบ และกรณีศึกษาใน 2 ชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ในบริเวณพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาในปัจจุบัน (พ.ศ.2543) พื้นที่ส่วนใหญ่ (75.51 %) ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรคือ ทำสวนยางพารา (42.22%) ทำนา (27.34%) พื้นที่ป่าไม้ (17.97%) ไม้ผล (4.45%) เเละเลี้ยงกุ้งกุลาดำ (1.24%) โดยพื้นที่สวนยางพารา สวนไม้ผล เเละป่าไม้อยู่ในเขตภูเขาเเละควนทางฝั่งตะวันตกฯ พื้นที่ทำนาจะอยู่ในเขตที่ราบตอนกลางเเละที่ราบชายฝั่งทะเล เเละพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่ในบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเล การเปลี่ยนเเปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สำคัญของพื้นที่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาคือ การบุกเบิกพื้นที่ป่าไม้เป็นสวนยางพารา บุกเบิกป่าในที่ลุ่มเป็นที่ทำนา เปลี่ยนจากพื้นที่สวนยางพาราเป็นสวนไม้ผล เเละจากพื้นที่ทำนาเป็นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ระหว่างปี พ.ศ. 2442 - สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2489) ในภาพรวมของลุ่มทะเลสาบวิถีชีวิตเเละความเป็นอยู่ของชุมชนพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก เพราะทรัพยากรฯ ในขณะนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การใช้ประโยชน์ที่ดินหลักของชุมชนยังคงเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทำนา ทำสวนยาง สวนไม้ผลเเละไม้ยืนต้น การบุกเบิกเเละการเปลี่ยนเเปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากประชากรยังมีน้อย เป็นอยู่อย่างเรียบง่ายเเละพอเพียงจากทรัพยากร ใช้วิธีการผลิตเเบบดั้งเดิม การเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบตลาดมีจำกัด เเม้ว่าจะมีการผลิตข้าวเเละยางเพื่อขาย แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้เพื่อช่วยพัฒนาการผลิตเเละใช้ทรัพยากรมีน้อย การคมนาคมขนส่งจากชนบทสู่เมืองหรือสถานีรถไฟยังลำบากมาก นโยบายรัฐที่สนับสนุนการจับจองที่ดินเพื่อการเพาะปลูก และปัจจัยด้านตลาดยางเเละข้าวที่จูงใจ ส่งผลต่อการเปลี่ยนเเปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในยุคนี้ค่อนข้างมาก การที่รัฐสนับสนุนให้นายทุนจีนบุกเบิกที่ดินเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของทุนตะวันตก ทำให้ชาวจีนจำนวนมากบุกเบิกที่ดินเพื่อทำนาเเละสวนยางขนาดใหญ่ ผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เเละความขัดเเย้งเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินในยุคนี้มีค่อนข้างน้อย หลังจากสงครามโลกครั้ง 2 เป็นต้นมา ชุมชนลุ่มทะเลสาบมีประสบการณ์เรื่องข้าวยากหมากเเพง ประกอบกับราคายางดีมาก กระตุ้นให้มีการบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำนาเเละสวนยางมากขึ้นแต่ในช่วงเเรกวิธีการบุกเบิกเเละการผลิตยังเป็นเเบบดั้งเดิมอยู่ ใช้แรงงานในครัวเรือน หลังปี พ.ศ.2505 เป็นต้นมา รูปเเบบการเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินเริ่มเปลี่ยนไป มีปัจจัยภายนอกเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น รัฐปรับปรุงการคมนาคม และมีนโยบายส่งเสริมด้านการเพาะปลูก ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ชาวนาเริ่มใช้รถเเทรกเตอร์ไถนาเเละรถไถเดินตาม การชลประทานของรัฐขยายเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ.2513 รัฐส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ดี ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเเละยากำจัดศัตรูข้าว ทำให้ชาวนาต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากขึ้น เมื่อราคาข้าวไม่ดี ชาวนาเริ่มประสบภาวะขาดทุน อาการเช่นนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งเเต่ปี พ.ศ.2520 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทำนาได้ปีละครั้ง พื้นที่ถือครองขนาดเล็ก เเต่ในพื้นที่เขตชลประทานที่ทำนาได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เเละมีพื้นที่ถือครองขนาดใหญ่ ชาวนายังคงทำนา ต่อไปได้โดยไม่มีปัญหามากนัก การใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำสวนยางในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยในปี พ.ศ.2543 มีมากกว่า 2 ล้านไร่บริเวณลุ่มทะเลสาบหรือเท่ากับ 1 ใน 6 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ ปัจจัยที่มีผลต่อการขยายพื้นที่ปลูกยางมาก นอกจากด้านการตลาดยางเเล้ว คือ นโยบายรัฐที่ประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง สนับสนุนให้ชาวสวนยางใช้ยางพันธุ์ดีเเละการดูเเลรักษาที่ดี นอกจากนี้ ในช่วงปี พ.ศ.2525-2527 รัฐประกาศให้สิทธิแก่ราษฎรที่บุกเบิกพื้นที่ป่าฯ โดยการออกเอกสารสิทธิทำกิน (ส.ท.ก.) ทำให้มีการบุกรุกป่าเพื่อปลูกยางเพิ่มขึ้นเเละขยายไปถึงป่าต้นน้ำลำธาร ประมาณปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนเเปลงไป ทั้งภายในเเละภายนอกชุมชนลุ่มทะเลสาบ การประกอบอาชีพทำนาเเละทำสวนยางมีปัญหามากขึ้น ประชากรเพิ่มมากขึ้น การเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบตลาดมีมากขึ้น ทัศนคติการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ให้ความสำคัญกับเงินตรามากขึ้น การใช้ประโยชน์ที่ดินเริ่มเปลี่ยนไปเพื่อตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าว มีสวนยางจำนวนมากเปลี่ยนเป็นสวนไม้ผล พื้นที่ทำนาเปลี่ยนเป็นไร่นาสวนผสมเเละ/หรือเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยหวังว่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินเหล่านั้นจะมีรายได้เพิ่มขึ้น จนถึงปัจจุบัน การทำลายป่าเเละการเปลี่ยนเเปลงจากการทำนาเป็นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ส่งผกระทบทางด้านลบอย่างมหาศาลต่อชุมชนเเละระบบนิเวศน์โดยรวม ชุมชนตะโหมดเป็นชุมชนเก่าเเก่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่มทะเลสาบสงขลา เชิงเขาบรรทัด อยู่ติดกับป่าเเละอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมาก ปัจจุบัน การใช้ประโยชน์ที่ดินหลักของชุมชนคือ การทำสวนยางพารา ทำนา เเละทำสวนไม้ผล ในยุคก่อน (2442-2489) คนในชุมชนอยู่กันอย่างเรียบง่าย อาศัยผลผลิตจากป่าเเละธรรมชาติเป็นหลัก ข้าวได้จากการทำนาและทำไร่ การทำนา ทำเพียงเพื่อการบริโภค ใช้วิธีการผลิตเเบบดั้งเดิมด้วยเเรงงานในครัวเรือน ป่าไม้ของชุมชนมีทั้งป่าต้นน้ำลำธารเเละป่าในที่ราบ ชุมชนในขณะนั้นใช้ประโยชน์จากป่าในที่ราบ ชุมชนมีการจัดการป่าไม้ทรัพย์สินร่วมโดยไม่มีความขัดเเย้ง ผลผผลิตจากป่านำไปขายให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้ทะเลสาบ เมื่อมีทางรถไฟเเล้วจึงนำของป่าไปขายที่ตลาดบางเเก้วเเละหารเทา เงินที่ได้นำไปซื้อ กะปิ เกลือเเละหม้อดิน ชุมชนเริ่มนำยางมาปลูกในช่วงปี พ.ศ.2463-64 เเต่คนส่วนใหญ่ในชุมชนไม่ได้สนใจที่จะปลูกยางมากนัก เเม้ว่ารัฐจะมีนโยบายให้ราษฎรจับจองที่ดินได้ การบุกเบิกที่ดินของชุมชนยังมีจำกัด เพราะต้องอาศัยกำลังคน ขณะนั้นคนมีน้อย เเม้ผลิตได้มากการนำออกไปขายไม่สะดวก เเละถ้ามีการจับจองที่ดิน ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้รัฐด้วย การบุกเบิกป่าจึงไม่เป็นปัญหาของชุมชนในยุคนั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนตะโหมดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2544) เปลี่ยนเเปลงไปมาก มีการบุกเบิกป่าเพื่อทำสวนยางมากขึ้น เมื่อสงครามสงบลง ด้วยประสบการณ์ที่เคยเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากเเพง ส่งผลให้ชุมชนมีการจับจองที่ดินเพื่อทำนามากขึ้น เเต่ยังคงผลิตเพียงเพื่อบริโภคเท่านั้น เช่นเดียวกัน ในขณะนั้น ยางราคาดีมาก ส่งผลให้มีการบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางมากขึ้นด้วย แต่ยังคงบุกเบิกด้วยแรงงานคน ทำให้ได้เนื้อที่ต่อคนไม่มากนัก การปลูกยางในชุมชนตะโหมดดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเเละยังคงใช้พันธุ์พื้นเมือง จนกระทั่งปี พ.ศ.2503 รัฐประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ทำให้คนในตะโหมดจำนวนมากเปลี่ยนอาชีพจากการหาของป่าขายมาปลูกยางเป็นอาชีพหลัก ระบบการปลูกยางเริ่มเปลี่ยนไป มีการใช้ยางพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง เเละมีการใช้ปุ๋ยเคมี ในช่วงแรกชุมชนยังคงบุกเบิกป่าในที่ราบ จนกระทั่งปี พ.ศ.2525-2527 รัฐประกาศให้สิทธิแก่ราษฎรที่บุกเบิกพื้นที่ป่าฯ มีการออกเอกสารสิทธิทำกิน เเละในขณะนั้นยางมีราคาดี ทำให้มีการบุกรุกป่าสงวนเพิ่มมากขึ้นเเละขยายไปถึงป่าต้นน้ำลำธาร นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้การบุกรุกถางป่าสงวนรุนเเรงมากขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบัน การพึ่งพิงป่าของชุมชนตะโหมดยังคงมีอยู่ แต่ผลผลิตป่าลดลงจนมากทำให้คนในชุมชนไม่สามารถหาของป่าเป็นอาชีพหลักได้อีกเเล้ว การทำน้ำมันยางเเละหาของป่าต้องเข้าไปในป่าลึกมากขึ้น สำหรับสัตว์ป่ายังมีการลักลอบล่ากันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ามีการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว ทำให้แกนนำในชุมชนตะโหมดตระหนักถึงปัญหาเเละได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อชี้ให้ชุมชนส่วนใหญ่เห็นถึงผกระทบจากการทำลายป่า ความตื่นตัวเเละการมีส่วนร่วมของชุมชนตะโหมดมีมานาน ในปี พ.ศ. 2516 แกนนำของชุมชน ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ฯ ให้เข้ามาตั้งหน่วยพิทักษ์ป่าที่น้ำตกลานหม่อมจุ้ย และได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองท้องที่ ช่วยห้ามปรามไม่ให้คนในชุมชนไปบุกรุกป่า ผลปรากฏว่าการยับยั้งการบุกรุกป่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้แกนนำของชุมชนพร้อมด้วยพระคุณเจ้าวัดตะโหมด ได้ร่วมกันหาแนวทางในยับยั้งการบุกรุกป่าอีกครั้ง ได้มีการพบปะหารือกันในวัดตะโหมดบ่อยขึ้น เเละมีผู้สนใจเข้าร่วมมากขึ้น เป็นลำดับ จนเกิดเป็น "สภาลานวัดตะโหมด" ขึ้นในปี พ.ศ.2538 ภายใต้ปรัชญาที่ว่า "สร้างปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพื่อชีวิตประชาชน" สภาลานวัดประกอบด้วย องค์กรชาวบ้าน องค์กรทางศาสนา เเละองค์กรทางราชการ เเละบทบาทหนึ่งของสภาลานวัดคือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันได้ดำเนินการประเด็นความขัดเเย้งเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การคัดค้านการออก สปก.4-01 ในเขตป่าใกล้ต้นน้ำธาร เเละล่าสุดได้ร่วมผลักดันเเนวคิดจัดการป่าในรูปของ "ป่าชุมชน" ในเขตป่าชุมชนเขาหัวช้าง เเละในปัจจุบันได้จัดให้มีการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชุมชนบางแก้วอยู่ทางฝั่งตะวันตกของพื้นที่ลุ่มทะเลสาบในที่ราบตอนกลางเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการใช้ที่ดินเพื่อการทำนามายาวนาน และมีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนหลายกลุ่ม คือ ชุมชนพื้นเพเดิม ชุมชนชาวจีนอพยพ (ปีพ.ศ.2467) และชุมชนผู้อพยพต่างถิ่นจากจังหวัดใกล้เคียง โดยชุมชนพื้นเพเดิมจะเลือกพื้นที่ทำกินบริเวณที่ราบ ป่าใส เเละใกล้แหล่งน้ำ ส่วนคนจีนจะจับจองที่ดินผืนใหญ่เป็นพันไร่ ในอาณาบริเวณตั้งแต่หลังสถานีรถไฟบางแก้วจนถึงหาดไข่เต่า มีชาวจีนประมาณ 500 ครัวเรือนในขณะนั้น ส่วนชุมชนครองชีพและพื้นที่ทุ่งสงวน เป็นกลุ่มหลังสุด การตั้งถิ่นฐานจริงๆ เริ่มปี พ.ศ. 2486 หลังจากมี พ.ร.บ. จัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ ในระบบนี้จะจัดสรรที่ดินให้ราษฎรครัวเรือนละ 31 ไร่ 1 งาน การใช้ประโยชน์ที่ดินหลักของชุมชนบางเเก้วในปัจจุบัน คือ การทำนา (มากกว่า 80%) โดยเฉพาะที่ตำบลนาปะขอ รองลงมาทำสวนยางพาราและไม้ผล ในยุคก่อน (พ.ศ. 2442-2489) ชุมชนพื้นเพเดิมของบางแก้ว ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในที่ราบลุ่ม ในน้ำมีปลาอุดมสมบูรณ์มาก การทำนาในสมัยนั้นใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ชาวนาที่มีพื้นที่ทำนามากจำเป็นต้องจ้างแรงงานมาช่วยเก็บเกี่ยวข้าว แรงงานส่วนใหญ่มาจากฝั่ง อำเภอระโนด สทิงพระ และสิงหนคร ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เคยเป็นแรงงานจ้างของคนจีนในบางแก้ว การจับจองที่ดินของคนจีนเพื่อทำนาในชุมชนบางแก้วจะแตกต่างจากของคนไทย คนจีนจะให้ความสำคัญกับระบบน้ำมาก มีการทำ “นบจีน” และใช้เครื่องจักรในการทำนา ช่วงแรกยังไม่มีโรงสีข้าว จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2471 คนจีนได้ตั้งโรงสีข้าว จนเรียกติดปากว่า “โรงสีข้าวใหญ่บางแก้ว” ทำให้การค้าข้าวของชุมชนบางแก้วโด่งดังมากจน “ข้าวบางแก้ว” เป็นที่รู้จักเเพร่หลายส่งไปขายถึงกรุงเทพฯ และจังหวัดทางภาคใต้ที่ติดต่อกับมาเลเซีย จากบทบาทของคนจีนในพื้นที่ ทำให้คนไทยในชุมชนบางแก้ว รับวัฒนธรรมการผลิตเพื่อขายได้รวดเร็วกว่าในชุมชนอื่นๆ ของลุ่มทะเลสาบ แต่ประมาณปี พ.ศ. 2483-2484 คนจีนต้องขยับขยายออกไปจากพื้นที่บางแก้ว เพราะหลายสาเหตุ ได้เเก่ ถูกเบียดเบียนจากคนไทย ราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาลสมัยจอมพล ป. ออกกฎหมายห้ามมิให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินทำกินเกินกว่าที่ได้กำหนด และปัญหาภายในของบริษัทคนจีนเอง

บรรณานุกรม :
สุธัญญา ทองรักษ์ . (2548). โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุธัญญา ทองรักษ์ . 2548. "โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุธัญญา ทองรักษ์ . "โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
สุธัญญา ทองรักษ์ . โครงการ วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.