ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน
นักวิจัย : ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล
คำค้น : Drink driving , evaluation , law enforcement , Thailand , การบังคับใช้กฎหมาย , การประเมินโครงการ , อุบัติเหตุ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4330006 , http://research.trf.or.th/node/1107
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากการบังคับใช้กฎหมายใน รูปของโครงการเมาไม่ขับ จึงได้จัดการให้เกิดการวิจัยในลักษณะสหสถาบันและสหวิทยาการ เพื่อตอบ คำถามว่าโครงการเมาไม่ขับก่อให้เกิดผลลัพธ์อะไรในแง่การลดปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่มีสุราเข้ามาเกี่ยว ข้อง ที่มาของผลลัพธ์และอุปสรรคสำคัญ และถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคตจะต้องคำนึงถึงอะไร บ้าง โดยมีขอบเขตการวิจัยอยู่ในพื้นที่ของกทม. เนื่องจากเป็นพื้นที่เดียวที่มีการบังคับใช้กฎหมายตาม แผนของโครงการเมาไม่ขับ โครงการมีกิจกรรมหลายกิจกรรมทั้งการทำวิจัยและการสร้างเครือข่ายที่มุ่งสนับสนุนการ รณรงค์ของโครงการเมาไม่ขับอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรอให้ได้คำตอบสุดท้ายดังเช่นการวิจัยตามแบบ ฉบับ โดยงานวิจัยหลักของโครงการคือ การเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในห้องฉุกเฉิน ของรพ.ใหญ่ 4 แห่งในกทม. ผลการวิจัยพบว่า แม้ว่าร้อยละ 90 ของประชาชนตื่นตัวและสนับสนุนการ รณรงค์เมาไม่ขับ แต่จากการวิจัยยังคงพบว่าร้อยละ 27 ของผู้ขับขี่ทั่วไปรายงานว่าได้ขับขี่ภายหลังการ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลใน 2 เดือนที่ผ่านมา และจากการติดตามเก็บข้อมูลซ้ำจำนวน 12 ครั้ง ในระยะ เวลา 24 เดือนพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับแอลกอฮอล์ในผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรไม่ลดลง (แกว่งอยู่ ระหว่าง 40-60 มก.ต่อดล.) และร้อยละของผู้ขับขี่ที่บาดเจ็บที่มีภาวะเมาเกินกว่ากฎหมายกำหนดไม่ลด ลงเช่นกัน (แกว่งอยู่ระหว่างร้อยละ 17-48) หลักฐานชุดนี้จึงไม่สนับสนุนว่าโครงการเมาไม่ขับประสบ ความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มสุราแล้วขับรถและการลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ จราจรที่มีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง เบื้องหลังคือความจำกัดของการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือในพื้นที่ของ กทม.มีการตั้งด่านตรวจจับผู้สงสัยว่ามีแอลกอฮอล์สูงผิดกฎหมายเพียง 3 จุดต่อสัปดาห์เท่านั้น การแก้ไขเหตุองค์ประกอบอื่นของการเกิดอุบัติเหตุ เช่นใช้มาตรการทางวิศวกรรมจราจรเป็น เรื่องที่ต้องศึกษาเจาะลึกมากยิ่งขึ้น แต่บทเรียนสำคัญจากการวิจัยนี้คือการแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่มี สุราเกี่ยวข้องจะไม่ได้ผลหากปราศจากการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การระดม การมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาสังคม จะ ช่วยปลุกทั้งสังคมและรัฐบาลสนใจและให้ความสำคัญกับปัญหาอุบัติเหตุจราจรมากยิ่งขึ้นดังเช่นที่ กระแสความร่วมมือระดับนานาชาติดังที่ได้เคยกระทำต่อสถานการณ์ด้านโรคเอดส์และการควบคุมการ บริโภคยาสูบมาแล้ว Substantial proportion(44%) of traffic injury cases seeking emergency services in public hospitals had blood alcohol concentration (BAC) of 0.1% or more. To reduce alcohol related traffic injuries and deaths, a law was enacted setting criminal per se legal blood alcohol limit at 0.05% in 1994. However, not until 1997, an active public education program has been undertaken at national scale to raise awareness against drink driving and to support law enforcement. This includes dissemination of knowledge through multiple channels e.g., roadside posters; stickers on the back of vehicles; sporadic radio and TV programs or spots; public announcements; the press reports. In 1999, highly visible sobriety check points have been set up as a measure for law enforcement. In order to systematically assessing the campaign, multiple methods were used to collect relevant data. This report focused on the outcomes of the campaign based on hospital surveillance data in the emergency room of 4 public hospitals during Jan 2000 to December 2001 on alternate months. It was found that the campaign succeeded in raising public awareness and support for law enforcement against drink driving. However, the proportion of road victims with illegal BAC seeking emergency care has not declined during the study period taking place after 17 months of the campaign. Limitation of the campaign was scanty number of sobriety check points. As a result, it failed to induce sufficient degree of attitudes and practices conducive to driving without drinking. Barriers to adequate implementation of the check points were inappropriate plan of actions, insufficient allocation of resources and cumbersome procedure of prosecution. These altogether reflected absence of strong political will to curb drink driving. Hence, it is recommended that civil society movements should be strengthened in order to mobilize political commitment. Training of responsible personnel in planning and deploying law enforcement against drink driving is also recommended. Future studies to identify new determinants of drink driving behaviors are worthwhile in order to design alternatives to law enforcement. In addition, macro policy interventions might be explored to curb alcohol consumption.

บรรณานุกรม :
ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล . (2548). จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล . 2548. "จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล . "จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล . จากเมาไม่ขับสู่การป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.