ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย
นักวิจัย : มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
คำค้น : Chao Phraya basin , water allocation , water policy for Thailand , Water Resources Management , water rights , การจัดการทรัพยากรน้ำ , การจัดสรรน้ำ , นโยบายน้ำสำหรับประเทศไทย , ลุ่มน้ำเจ้าพระยา , สิทธิการใช้น้ำ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4230021 , http://research.trf.or.th/node/1060
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ : 1. ศึกษาและหาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวนโยบาย กติกาและองค์กรที่เหมาะสมในการจัด สรรน้ำ (allocation) เพื่อลดปัญหาขัดแย้งในปัจจุบันและอนาคต 2. วิเคราะห์ร่างกฎหมายน้ำของรัฐและความพยายามของรัฐในการจัดการปัญหาน้ำ 3. เสนอท่าทีที่เหมาะสมของประเทศไทยในการจัดการน้ำระหว่างประเทศ 4. จัดเวทีเพื่อส่งเสริมให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใช้น้ำที่คำนึงถึงผล ประโยชน์ของทุกๆ ฝ่าย วิธีการวิจัย : 1. การวิจัยเอกสาร 2. การสร้างแบบจำลอง การใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจเพื่อพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ ดิน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาข้าว 3. การสร้างแบบจำลองเพื่อวัดต้นทุนหน่วยสุดท้ายของการใช้น้ำในการปลูกข้าวในเขต โครงการนเรศวร เจ้าพระยาตอนบนและแม่กลอง 4. การสัมภาษณ์เกษตรกรในภาคสนามถึงทางเลือกในการเพาะปลูกพืช และผู้บริหารองค์ การจัดการน้ำ 5. ประเมินต้นทุนของเขื่อนแควน้อยโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 6. การวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับผู้ใช้น้ำในการหากติกาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง 7. การสัมภาษณ์วิทยากรและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาวิจัย : เป้าหมายหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบันได้แก่การ จัดการน้ำให้แก่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่การขยาย ตัวเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตลอดทั้งลุ่มน้ำ ทำให้เกิดการใช้น้ำมากขึ้นในเขตต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำในฤดูแล้ง จนเกิดการขาดแคลนน้ำแทบจะเป็นการถาวรในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การศึกษานี้พบว่า (1) สถานการณ์ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งจะยังคงเป็นอยู่ตลอด 20 ปีข้างหน้าและจะ ตึงตัวที่สุดประมาณปลายทศวรรษนี้ ความต้องการน้ำเพื่อปลูกข้าวใน 20 ปีข้างหน้าจะยังคงสูงกว่า ศักยภาพทางด้านอุปทานค่อนข้างมาก เพราะความมีจำกัดและหายากได้เกิดขึ้นแล้ว (2) ลักษณะ ความต้องการน้ำจะแกว่งไกวตามราคาข้าวในตลาดโลก (3) ประสิทธิภาพในการใช้น้ำของชาวนา แตกต่างกันมากภายในลุ่มน้ำเดียวกัน และผลตอบแทนต่อหน่วยของน้ำในเขตเจ้าพระยาตอนล่าง ต่ำกว่าผลตอบแทนต่อหน่วยของน้ำในเขตของโครงการอื่นๆ ในลุ่มน้ำเดียวกันและในลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นอันมาก ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำหลายฉบับด้วยกัน แต่ การบริหารจัดการน้ำของไทยยังมีช่องโหว่ ขาดเอกภาพและขาดกติกาที่ชัดเจนในการจัดสรรน้ำ ทรัพยากรน้ำส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ระบบการเข้าถึงได้โดยเสรี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความ ขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำที่กำลังร่างอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการ จัดสรรน้ำระหว่างราษฎรเพียงแต่สามารถที่จะแก้ไขและประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐเท่านั้น การศึกษาเกี่ยวกับการจัดการน้ำระหว่างประเทศพบว่า ประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นใน ลุ่มแม่น้ำโขงด้านการจัดการน้ำจากแง่มุมทางกฎหมายและเครื่องมือการบริหารอุปสงค์ทั้งๆ ที่ สถานการณ์ด้านน้ำของไทยจัดว่าขาดแคลนกว่าประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มแม่น้ำโขง การศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการเพิ่มการกักเก็บน้ำ พบว่า ปัญหาการชดเชยราษฎรเกิดจาก มาตรฐานการชดเชยที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และการขาดการศึกษาด้านผลกระทบต่อสังคมที่ สมบูรณ์เพียงพอ สำหรับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ยังขาดข้อมูลพื้นฐานด้านระบบ นิเวศที่จำเป็นสำหรับการประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติเพื่อที่จะนำมาศึกษาผลกระทบให้ สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ระบบการตรวจทานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้รับความสนใจ และการสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณ อย่างเพียงพอ ข้อสรุป การจัดการน้ำโดยให้มีการเข้าถึงโดยเสรีในปัจจุบันนับเป็นการจัดการที่ขาดความเป็นธรรม ไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด และไม่เอื้ออำนวยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ระบบ บริหารและกำกับที่เป็นอยู่ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดสมรรถนะที่จะยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ความต้องการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่อุปทานในหน้าแล้งมีความแปรปรวนมากขึ้น ดังนั้นจึง จำเป็นต้องมีการหาแนวทางจัดการน้ำใหม่ที่มีกติกาที่ชัดเจน และในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นตาม สถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม ข้อเสนอแนะ: สำหรับทางเลือกหลัก ในการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ มี 2 วิธีด้วยกันคือ หนึ่งการตั้ง ราคาน้ำที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ แต่มีจุดอ่อนในด้านความเป็นธรรม และสองการให้สิทธิ แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งจะมีความเป็นธรรมมากกว่า และสามารถปรับให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อ สถานการณ์เหมาะสม รายงานนี้เสนอแนวทางการให้สิทธิการใช้น้ำแก่ประชาชนที่เป็นซึ่งเป็น นวัตกรรมเชิงนโยบาย สำหรับการบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งการ กระจายอำนาจการบริหารน้ำการศึกษานี้ได้เสนอการจัดตั้งองค์กรในระดับลุ่มน้ำย่อย คือวิธีการ กำหนดสิทธิการใช้น้ำ คณะกรรมการเขตจัดการน้ำ สำหรับการจัดการน้ำระหว่างประเทศ ที่หลักการ ต่างตอบแทนเป็นหลักการสำคัญ ประเทศไทยต้องสามารถสะสางระบบการบริหารจัดการน้ำใน ประเทศ และสามารถลดความขัดแย้งในประเทศได้เสียก่อนจึงจะสามารถเข้าสู่เวทีเจรจาระหว่าง ประเทศได้อย่างมีศักดิ์ศรี Objectives: 1. To study and recommend policy guideline, allocation rules and institutions for water resource management to ensure efficient resource allocation and to mitigate water conflicts for the present and the future; 2. to analyze the new, draft water law and the current institutions governing water resource use; 3. to suggest the appropriate position for Thailand in managing international rivers; and, 4. to provide a forum for encouraging discussion and exchange of ideas among water users, taken into consideration the interests of all stakeholders. Methodology: 1. Documentary research, 2. modeling a system of crop share equations with the dependent variable being the area share of 4 crop groups, the independent variables being the output prices and quasi- fixed factors for forecasting area change as a result of rice-price change; 3. modeling a system of crop share equations and single equations, with irrigated water as one of the independent variables, for estimating the marginal value product of irrigated water in rice production in the Chao Phraya and Mae Klong River Basins; 4. field interviews with farmers and water use manager regarding cropping options; 5. assessment of costs and benefits of the Kwae Noi dam using the Benefit Transfer approach for including environmental costs; 6. participatory research involving water users to solve conflicts and develop small water basin regulations; and, 7. interviews with experts and officials in relevant government agencies dealing with water resources. Results: Water resource management in Thailand has focused on the growing challenge of providing water for the lower Chao Phraya River Basin-the heart of the Thai economy. At the same time, the expansion of the economy and changes in agricultural technology throughout the basin have generated competitive demand foe water, especially in the upper watersheds, creating water shortages and conflicts that have become increasingly common in the dry season. The study indicates that (1) dry-season water shortages will remain a serious problem in the Chao Phraya Basin throughout the next twenty years, becoming most critical towards 2006. Water has already become one of the scarce resources of Thailand. (2) the demand for water in the basin tends to very in response to the change in the world rice prices. (3) The marginal value products of water (MVP) of different irrigation projects in the same basin vary greatly; the MVP for the lower Chao Phraya Basin irrigation project is far below those of other projects in the same basin and in the Mae Klong Basin. In spite of having myriad of laws and regulation on water, the overall structure of water management in Thailand is full of many gaps and loopholes, lack of coordination among the various agencies mandated to oversee different aspects of water resource management, and a glaring lack of rules or guidelines for water allocation. Water in Thailand remains an “open-access” resource, resulting in its over-exploitation and consequently, conflicts. The analysis of the newly drafted water law reveals that it may not be able to resolve water use conflicts, but can only ameliorate co-ordination problems among government agencies. Our study of international water management reveal that Thailand lags behind other countries in the Greater Mekong sub-region in terms of legal and demand management instruments despite the fact that Thailand is the least well- endowed with water resources among the countries of the Mekong subregion. The study on water resource development reveals that compensation problems stem from the lack of unified and acceptable standards for compensating the affected and of detailed social impact assessment. As for the environment impact assessment, there is insufficient basic information concerning the types and components of ecosystems, to enable the estimation of the value of environmental damages. In addition the review system for the EIA has not received sufficient financial and manpower support from the government. Discussion and conclusion: The Study concludes that the existing water institutions do not provide for equality and efficiency of the use of water resources; nor do they ensure resource sustainability. The current command and control system is unable to meet structural and cyclical changes in the demand and supply of nature resources, including water. There is a real need for the revision of water governance that is flexible and responsive to users’ increasingly diversified needs. Recommendations The study suggests two options for water allocation in Thailand: pricing and transferable use right. The first option, water pricing, would improve efficiency but could create inequity problem. The second option, provision of transferable water rights, would be more equitable and could improve efficiency under favorable conditions. The study suggests the draft water law be amended to provide that water resources belong to the people. Water use rights therefore should be given to users groups. To reduce conflicts over water use and for greater decentralization in water management, the study recommends the formation of water management blocks at the sub-watershed level, and the initiation of a process for defining user rights.

บรรณานุกรม :
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . (2545). แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . 2545. "แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . "แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด . แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.