ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน
นักวิจัย : สมศิริ แสงโชติ
คำค้น : ทุเรียน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4120029 , http://research.trf.or.th/node/999
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

จากการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อแยกเชื้อที่มีอยู่ในสวนทุเรียนโดย เก็บตัวอย่างจากดินบริเวณทรงพุ่ม ใบทุเรียน เพื่อตรวจหาเชื้อราที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาการผลเน่า คือ Phytophthora palmivora, Lasiodiplodia theobromae, Phomopsis sp., และ Colletotrichum gloeosporioides ในช่วงทุเรียนเริ่มออกดอกจนกระทั้งเก็บเกี่ยวผลทุเรียนรุ่นสุด ท้าย พบว่าการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเชื้อที่เป็นสาเหตุโรคผลเน่าที่แยกได้จากดินและใบทุเรียน มีปริมาณการเปลี่ยน แปลงที่มีรูปแบบไม่แน่นอนเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมที่ตรวจวัดคือ อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณน้ำฝน ไม่มี ความสัมพันธ์ต่อกันที่จะนำไปสร้างรูปแบบการพยากรณ์ได้ เชื้อรา Lasiodiplodia theobromae, Phomopsis sp., และ Colletotrichum gloeosporioides ซึ่งแยกได้จากส่วน ของใบและผลที่เป็นโรคทุเรียน ผลทุเรียนที่หล่นอยู่โคนต้น จากพืชอื่นๆ คือ เงาะ ลองกอง มังคุด กาแฟ และแหล่ง อื่นๆคือ ดิน อากาศ พบว่า เชื้อรา L. theobromae จากแหล่งเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดโรคกับผลทุเรียนได้ดีโดยเข้า ทำลายทางแผลแต่ไม่สามารถเข้าทำลายได้โดยตรง สำหรับเชื้อรา Phomopsis sp. Colletotrichum gloeosporioides แยก ได้จากใบและผลทุเรียน ลองกอง, สาบแร้งสาบกา, ดิน, อากาศ สามารถทำให้เกิดโรคกับทุเรียนได้ แต่ก็มีความรุนแรง ของโรคค่อนข้างต่ำแม้ปลูกเชื้อโดยการทำแผลที่ผล ลักษณะทางรูปร่างของเชื้อรา L. theobromae, Phomopsis sp และ C. gloeosporioides ที่ได้จากแหล่งต่างๆ พบว่า เชื้อรา L. theobromae มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ทั้งลักษณะโคโลนี ขนาดของสปอร์ สำหรับเชื้อรา Phomposis sp. ที่พบมีลักษณะโคโลนีที่แตกต่างกันแม้ว่าทั้งหมดจะมีขนาดของสปอร์ที่ ใกล้เคียงกันส่วนเชื้อราC. gloeosporioides มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เมื่อตรวจสอบผลทุเรียนที่ตัดแต่งทิ้งไว้โคนต้น โดยทำการเก็บและตรวจตัวอย่างทุก10วัน เป็นระยะเวลา 70 วัน พบเชื้อรา Phytophthora palmivorra, L. theobromae, Phomopsis sp และ C. gloeosporioides บนผลทุเรียนดังกล่าว โดยเฉพาะ L. theobromae และ Phomopsis sp. ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่เชื้อรา C. gloeosporioides และ Phytophthora palmivora ในระดับต่ำ การเก็บเกี่ยวทุเรียนโดยการตัดทุเรียน แล้วโยนลงมาให้อีกคนที่อยู่ใต้โคนต้นรับด้วยกระสอบป่าน แล้ววาง กองทุเรียนบนดินใต้โคนต้น แล้วนำไปบ่มโดยไม่จุ่มสารเคมีก่อให้เกิดโรคผลเน่าแก่ทุเรียนสูงที่สุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการเกิดโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อรา L. theobromae, C. gloeosporioides และ Phomopsis sp. คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การ เกิดโรคเท่ากับ 42, 28 และ 10 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การศึกษาวิธีการเข้าทำลายของเชื้อรา L. theobromae ก่อให้เกิดโรคได้หลังจากปลูกเชื้อนาน 9 ชั่วโมง โดยเข้า ทำลายผลทุเรียนทางบาดแผลได้ดีที่สุด มีขนาดของแผลเท่ากับ 12.5 เซนติเมตร หลังจากปลูกเชื้อ 5 วัน แต่ไม่สามารถ เข้าทำลายผลทุเรียนหากไม่ทำแผล ส่วนเชื้อรา C. gloeosporioides และ Phomopsis sp. เข้าทำลายผลทุเรียนหลังจาก เก็บเกี่ยวได้ในระดับที่ต่ำมาก ไม่ว่าจะโดยวิธีการทำแผล หรือไม่ทำแผล สารเคมี 7 ชนิด ได้แก่ flusilazole, guazatine, imazalil, myclobutanil, propiconazole, thiabendazole และ thiophanate-methyl ความเข้มข้น 250, 500, 750 และ 1,000 ppm มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อ รา L. theobromae, Phomopsis sp และ C. gloeosporioides โดยพบว่า สารเคมี imazalil ทุกความเข้มข้น มีประสิทธิ ภาพดีที่สุดในการยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อรา ทั้ง 3 ชนิดและยั้บยั้งการงอกของสปอร์เชื้อรา L. theobromae ของ เชื้อรา L. theobromae ได้สูงที่สุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการใช้สารละลายเกลือ sodium hydrogen carbonate, potassium hydrogen carbonate, potassium carbonate, ammonium chloride และ sodium carbonate ที่ระดับความ เข้มข้น 250, 500 และ 1000 ppm พบว่าเกลือ ammonium chloride 1000 ppm มีประสิทธิภาพดีในการยั้บยั้งการ เจริญของเชื้อราดังกล่าว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ imazalil 500 ppm แล้วมีประสิทธิภาพด้อยกว่า การจุ่มผลทุเรียนใน imazalil ความเข้มข้น 500 ppm โดยการจุ่มยกเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียน การตรวจหาสารเคมีตกค้างโดยวิธี bioassay พบว่า ผลทุเรียนที่จุ่มในสารเคมี imazalil ความเข้มข้น 500 ppm โดยการจุ่มยกแล้วนำมาตรวจสารเคมีตกค้างภายหลังการจุ่มทันที, หลังบ่มไว้ 3 และ 6 วัน พบปริมาณสารเคมีตกค้างที่ เปลือกผิวเท่ากับ 25.3, 14.4 และ น้อยกว่า 10 ppm ตามลำดับ Changing of fruit rot pathogens including Colletotrichum gloeosporioides, Lasiodiplodia theobromae, Phytopthora palmivora, and Phomopsis sp. in durian orchard was investigated during flowering till last harvest. It was found that the levels of fruit rot pathogens collected from the orchard ground and leaf surface were not corresponded to the weather conditions including temperature, relative humidity, and rain fall. Therefore, model for forecasting of these fruit rot pathogens in the orchard could not be initiated. These pathogens were also isolated from different sources including diseased leaves and fruits, young fruits dropped on the ground, diseased rambutan, diseased mangosteen, diseased coffee leaf, diseased weeds, soil and air in durian orchard. L. theobromae from these sources could cause disease on durian fruits by wound inoculation. Whereas, C. gloeosporioides, Phomopsis sp. isolated from diseased durian leaves and fruits, diseased langsat, weeds, soil, and air also could cause disease by wound inoculation but the symptom was less severity. L. theobromae, C. gloeosporioides isolated from these sources were similar in their morphological characteristics including colonial characteristics, size and shape of conidia. Isolates of Phomopsis sp. were less similarity in their colonial characteristics but not size and shape of conidia. Handling of durian has an effect on disease incidence. Durian harvested by dropping on the jute sack and then, laid on the ground before transporting to packinghouse had the highest fruit rot incidence at 80%. This fruit rot was caused by L. theobromae, Phomopsis sp. and C. gloeosporioides at 42, 28 and 10% respectively. Infection studies of these fruit rot pathogens indicated that L. theobromae infected durian fruit successfully through wounds. Phomopsis sp. and C. gloeosporioides could infected durian fruits through wounds as well but disease severity was rather low. L. theobromae infected fruit successfully after 9 hrs of wound incubation. The efficacy of flusilazole, guazatine, imazalil, myclobutanil, propiconazole, thiabendazole and thiophanate-methyl was evaluated. Imazalil was the most effective. It could inhibit mycelial growth of L. theobromae, Phomopsis sp. and C. gloeosporioides and inhibits spore germination of L. theobromae at 100%. Salt solution of sodium hydrogen carbonate, potassium hydrogen carbonate, potassium carbonate, ammonium chloride, and sodium carbonate at concentration of 250, 500, and 1000 ppm were also tested with these pathogens. Ammonium chloride at 1000 ppm gave a good inhibition effect on both mycelial growth and conidial germination. However, it showed less effect in controlling of durian fruit rot as compared with imazalil at 500 ppm. Briefly dipping durian in imazalil at 500 ppm was an effective control of fruit rot. After dipping, chemical residues were check at once and 3 and 6 days later. Residue of imazalil on the fruits were 25.3, 14.4 and less than 10 ppm respectively.

บรรณานุกรม :
สมศิริ แสงโชติ . (2545). การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมศิริ แสงโชติ . 2545. "การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมศิริ แสงโชติ . "การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
สมศิริ แสงโชติ . การควบคุมโรคผลเน่าของทุเรียนแบบผสมผสาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.