ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร
นักวิจัย : เบญจพรรณ เอกะสิงห์
คำค้น : Dairy farming , efficiency , gender roles , quality of life , คุณภาพชีวิต , บทบาทชายหญิง , ประสิทธิภาพ , โคนม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG3920006 , http://research.trf.or.th/node/920
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เบญจพรรณ เอกะสิงห์และคณะได้ศึกษาเปรียบเทียบบทบาท หาศักยภาพและข้อจำกัดทาง เศรษฐกิจสังคมของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือและประเมินความแตกต่างด้าน ประสิทธิภาพการจัดการเลี้ยงโคนมระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม และการใช้ ปัจจัยการผลิตในระดับต่างๆ กัน รวมทั้งค้นหารูปแบบและเนื้อหาการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมชายและหญิง โดยการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์กลุ่มใน 5 จังหวัดใน ภาคเหนือ โดยครอบคลุมเกษตรกรผู้เลี้ยงโค 211 ครัวเรือน เกษตรกร 375 คน และวิเคราะห์ผลแบบ ต่าง ๆ นอกจากนี้ มีการฝึกอบรมเกษตรกรโดยใช้หลักสูตรปรับปรุงเพื่อหารูปแบบการฝึกอบรมที่เหมาะ สม จากการศึกษาพบว่าเกษตรกรหญิงมีบทบาทในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนืออย่างสำคัญเกือบทุกกิจ กรรม มีสัดส่วนการทำงานราวร้อยละ 63 ของการทำงานของชาย (ชายทำงานเฉลี่ยวันละ 4.5 ชั่วโมง หญิงทำเฉลี่ยวันละ 2.9 ชั่วโมง) บทบาทของหญิงจะมากขึ้นเมื่อมีขนาดฟาร์มที่ใหญ่ขึ้น (ร้อยละ 78 ของ ชาย) ข้อจำกัดของการมีส่วนร่วมของหญิง คือการมีภาระงานบ้าน ในส่วนของการศึกษาประสิทธิภาพ และผลต่อคุณภาพชีวิต พบว่า การเลี้ยงโคนมในภาคเหนือ มีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง โดย เกษตรกร ร้อยละ 58 สามารถมีกำไรและอยู่ได้ เกษตรกรกลุ่มนี้ มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 50,685 บาทต่อครัว เรือนต่อปี มีต้นทุนเฉลี่ย 7.35 บาทต่อ ก.ก. น้ำนมดิบ มีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่ง (ร้อยละ 42 ) โดย เฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงโคใหม่ๆ ยังไม่สามารถมีประสิทธิภาพได้ โดยขาดทุนเฉลี่ย 30,304 บาทต่อครัว เรือนต่อปี มีต้นทุนเฉลี่ย 13.31 บาทต่อ ก.ก.น้ำนมดิบ พบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรมีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับ ขนาดฟาร์มที่เหมาะสม (แม่วัว 6-10 ตัว หรือมากกว่า) อัตราการให้น้ำนมของแม่โค (8-12 ก. ก.ต่อตัวต่อวัน หรือมากกว่า) ประสบการณ์เลี้ยง (ราว 6 ปี หรือมากกว่า) พื้นที่แปลงหญ้า (ประมาณ 5 ไร่) การบริหารต้นทุนอาหารข้น (ประมาณ 6,000 บาทต่อตัวต่อปี) ต้นทุนคงที่ (ราว 20,000 บาทต่อ ฟาร์มต่อปี) และแรงงาน (ราว 350 วันต่อฟาร์มต่อปี) นอกจากนั้น ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพนั้น มีหนี้ (หนี้ คงเหลือเฉลี่ยไม่เกิน 70,000 บาท) และการทำงานนอกฟาร์มไม่สูงนัก (มีรายได้ราวร้อยละ 10 จากการ ทำงานนอกฟาร์ม) ในด้านคุณภาพชีวิตของเกษตรกรนั้น พบว่า ส่วนใหญ่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเมื่อ เทียบกับในอดีต มีการบริโภคนมในเด็กและผู้ใหญ่มากขึ้น มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และ มีทัศนคติที่ดีต่อ การเลี้ยงโคนม อย่างไรก็ตาม การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นนี้ ครัวเรือนจะต้องไม่มีภาระหนี้สินที่มากเกินไป ด้วย Ekasingh and colleagues compared gender roles, potentials, and contraints with respect to socio-economic conditions in dairy farming in Northern Thailand. The data were collected using questionnaires and focus group interviews in 5 provinces of Northern Thailand covering 211 dairy farming households with 375 farmers. The results showed that female dairy farmers have important roles in dairy farming in the North in nearly all dairy farming activities. They have contributed work equivalent to about 63 percent of the work of male farmers (men worked an average of 4.5 hours a day, women worked about 2.9 hours a day.) Women roles increase as farm sizes increase (to about 78 per cent of that of male farmers). Constraints to women contribution in dairy farming are heavy housework, low levels of knowledge and opportunity in dairy farming as well as business/cooperatives management. More training for female farmers will make dairy farming more productive. Training of both male and female farmers should also include topics concerning business/cooperative management and simple farm accounting. For the efficiency and effects on quality of life, dairy farming in Northern Thailand is moderately efficient. Fifty eight percent of dairy farmers in Northern Thailand enjoy some profit from their operations and can sustain their farms. This group of farmers have on average 50,685 baht of profits per farm per year and have an average cost of 7.35 baht per kg. of raw milk. The other group of farmers (42 percent) especially those who are new farmers cannot attain efficiency in that they lose money on average of 30,304 baht per farm per year with 13.31 baht average cost of a kg of raw milk. The results of this study showed that factors that help increase efficiency are appropriate farm size (6-10 milk cows or more), yield of milk (8-12 kg or more per cow per day on average), more experience (6 years or more), size of grass land (about 5 rai), management of concentrate feed (about 6,000 baht per cow per year), fixed cost (about 20,000 baht per farm per year) and labor (about 350 man-days per farm per year). With respect to quality of life, it is found that most dairy farmers have better living conditions compared to the past, have more milk consumption among both children and adults, have more leisure time and have good attitude to dairy farming.

บรรณานุกรม :
เบญจพรรณ เอกะสิงห์ . (2541). บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เบญจพรรณ เอกะสิงห์ . 2541. "บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เบญจพรรณ เอกะสิงห์ . "บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2541. Print.
เบญจพรรณ เอกะสิงห์ . บทบาทและศักยภาพของเกษตรกรชายและหญิงในการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2541.