ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก
นักวิจัย : จารุมา อัชกุล
คำค้น : การแข่งขัน , ขีดความสามารถ , ศักยภาพ , อุตสาหกรรม , เศรษฐกิจโลก , ไทย
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG3810008 , http://research.trf.or.th/node/897
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อศึกษาและเสนอแนะเชิงนโยบายว่าจะทำอย่างไรให้ขีดความ สามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และ ออกแบบสอบถาม งานวิจัยประกอบด้วย 8 โครงการย่อย 1. การวิเคราะห์สถานภาพความสามารถในการแข้งขันของไทยในเศรษฐกิจโลก (ดร. จารุมา อัชกุล : หัวหน้าโครงการ) 2. นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ (ดร. ไพฑูรย์ วิบูลชุติกุล: หัวหน้าโครงการ) 3. บทบาทของสถาบันในภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่มีต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันของอุตสาหกรรมไทย (ดร. อรุณ เกียระสาร : หัวหน้าโครงการ) 4. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (ดร. มาฆะศิริ เชาวกุล: หัวหน้าโครงการ) 5. การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอ (ดร. ธีระ อัชกุล: หัวหน้าโครงการ) 6. การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า (ดร. ธีระ อัชกุล: หัวหน้าโครงการ) 7. การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย (ดร. ศิริกุล จงธนสารสมบัติ : หัวหน้าโครงการ) 8. การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ดร. พงศา พรชัยวิเศษกุล : หัวหน้าโครงการ) ผลการศึกษาคณะผู้วิจัยได้เน้นว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย มี 5 ปัจจัยหลัก คือ ทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจมหภาค การบริหารและการจัดการของภาคเอกชน รัฐ บาล และสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน และมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งระยะสั้น ปานกลาง และ ระยะยาวดังต่อไปนี้ 1. ทรัพยากรมนุษย์ : เร่งปฏิรูปการศึกษา ขยายการศึกษาภาคบังคับ กระตุ้นให้คนไทยมีการ ปรับเปลี่ยนค่านิยมทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย และไม่นิยมความฟุ้งเฟ้อ 2. เศรษฐกิจมหภาค : รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทางด้านเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ อยู่ในระดับที่เหมาะสม ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านรายจ่ายของรัฐบาล มิให้มีการแทรกแซง ทางการเมือง ป้องกันปัญหาคอรัปชัน และลดระดับอัตราภาษีศุลกากรและพิธีการศุลกากร ดำเนินมาตรการทางการเงินแบบ preemtive จัดทำงบประมาณระยะกลาง 3-5 ปี 3. การบริหารการจัดการของภาคเอกชน : ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนหันมาใช้ TQM (Total Quality Management) รณรงค์ให้ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ปฏิบัติตามมาตรา ISO 14000 (TQM บวก กับ ISO 9000 เป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม) 4. ภาครัฐบาล : แก้ไขวิกฤตการณ์ขาดความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศ และจากต่าง ประเทศ ในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ รัฐบาลมีการปฏิบัติอย่างโปร่งใส ปฏิรูประบบ ราชการ การใช้จ่ายงบประมาณ สร้างระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพแก่ภาครัฐและเอกชน ปฏิรูประบบการเมือง ลดการกระจุกตัวของอำนาจ 5. สิ่งก่อสร้างพื้นฐาน : เร่งปฏิบัติตามแผนพัฒนากิจการโทรคมนาคมที่ ค.ร.ม. เห็นชอบ เมื่อ เดือน มีนาคม 2538 และเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมด้าน ต่างๆ เช่น ด้านอาหาร : กำหนดเป้าหมายการส่งออก ควบคุมคุณภาพสินค้าเข้ามาตรฐานสากล แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เร่งรัดการขอคืนภาษีวัตถุดิบ อาหารสัตว์ วางแผนการผลิตในรูป contract farming ด้านสิ่งทอ : ปรับโครงสร้างภาษีวัตถุดิบนำเข้า ลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร ปรับปรุง เทคโนโลยีการผลิต ส่งเสริมสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สนับสนุนให้มีการย้ายฐานการ ผลิตไปยังที่มีค่าจ้างต่ำ เผยแพร่ความรู้ ISO ส่งเสริมช่วยเหลือผู้ประกอบการเชิงรุก ด้วยการ ช่วยด้านข้อมูล ข่าวสาร ตลาดใหม่ๆ สนับสนุนการตั้งนิคมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม วางแผนพัฒนาบุคลากรแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้านเหล็กและเหล็กกล้า : ปรับโครงสร้างภาษีพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม พัฒนากฎ ระเบียบ กติกาการค้าของไทยให้สอดคล้องกับการค้าโลก พัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพ พัฒนา บุคลากร พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างฐานตลาดการส่งออกรองรับตลาดใน อนาคต เร่งพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ปรับปรุงกฎระเบียบการปฏิบัติของราชการ เร่งสร้างระบบการขน ส่งที่สะดวก ทั่วถึง ปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้า ส่งเสริมเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีการ ผลิต ส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุน สร้างบรรยากาศการลงทุน และดึงบริษัทต่างชาติที่มี เทคโนโลยีดีๆมาลงทุน ส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เร่ง ผลิตบุคลากรให้ทันกับความต้องการ สำรวจภาวะความต้องการแรงงาน กรมส่งเสริมการส่ง ออกทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และเปิดอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการส่งออก ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินจัดหลักสูตรการระดมทุนแก่ผู้ประกอบการ ด้านปิโตรเคมีรวมนโยบายพลังงานน้ำมันและปิโตรเคมีเข้าด้วยกัน ยกเลิกหรือลดค่า Royalty ของโรงกลั่นน้ำมัน ปรับราคาซื้อขายอีเทนและโพรเพน ลดต้นทุนค่ากระแสไฟฟ้า และ ปรับโครงสร้างและกำลังการผลิตของอนุพันธ์อื่นๆ Thailand’s export has been the most important factor that drives the economy to grow at very rapid pace during the last two decades.However under current international trade and investment regime, whether or not the country can smoothly transform itself into a Newly Industrialized Economy in the near future will depend on its ability to adapt to enable the country to better compete in a changing competitiveness environment. Therefore, the main objective of this study is to investigate into the underlying factors affecting Thailand’s competitiveness such as macroeconomic situation, financial market, human resource, government infrastructure, research and development in science and technology, natural resource and environment and management in private sector. In particular, this study analyzed and compared the current situation of Thailand with those of the past to indentify areas that have progressed well and areas that have been worsened and become a main obstacle to development. In addition, it also compared the competitiveness situation of Thailand and other countries namely Singapore, South Korea, Taiwan, Malaysia, Indonesia, Philippines and China. By doing so, it is possible to rank and prioritize the aforementioned factors according to their importance and to come up with a set of effective and practical strategies to strengthen the ability of the country to compete worldwide. To be able to compare the past and present situation concerning the competitiveness of Thailand, the study conducted an opinion survey. The survey result indicated that Thailand ‘ s ‘ competitiveness in 1996 was worsened comparing to those in 1994 in every factors and the future trend will deteriorate due to the fact that problems that negatively affected Thailand’s competitiveness had not been systematically. Addressed. Therefore problems are likely to accumulate and become more difficult to solve in the future. Factors affecting Thailand competitiveness, ranking according to their importance are human resource, macroeconomic factor, private sector management, government and infrastructure. By comparing the situation with other countries, it can be seen that Thailand was considerably weaker than Asia Newly Industrialized Countries in many important areas such as human resource, research and development in science and technology and environment. The study also pointed out that macroeconomic and financial market conditions of Thailand had deteriorated in 1996 as compared to those of two years ago. Therefore, it can be implied that a gap between Thailand and the Asia Newly Industrialized Countries will be widened, and a country that use to be in a similar stage of development such as Malaysia will likely to surpass Thailand while countries that are consider to be lagging behind such as Philippines and Indonesia will quickly close down the differential gaps. To strengthen Thailand’s competitiveness it is recommended that the government should urgently reform the education system within the next five years. Secondly, it is crucial to attain stability as quickly as possibly by adopting prudent fiscal policy and the Bank of Thailand should be free from political interference. For a longer-term, efforts should be made to strengthen economic monitoring so that preemptive monetary can be effectively applied. Moreover, economic data should be made available on a monthly and quarterly basis so that economic condition can be accurately monitored. Thirdly, it is pertinent that private sector management should be streamlined and that modern techniques such sa Total Quality Management (TQM) should be promoted. In addition the government should facilitate and promote the use of ISO 9000 and ISO 14000 among business entities. Fourthly, it is recommended that the government should make it a policy to urgently reform the government bureaucracy to make it better responds to the changing circumstances and to make it conducive for the public and private sectors joint cooperative endeavors. It is also necessary to reform the political system to create a more transparent decision making process. Lastly, the government should come up with a best effort to produce and rectify master plan for infrastructure development particularly for important sectors such as telecommunication and energy. These plans should be effectively implemented according to the set out timeframe. This research report examines the international competitiveness of Thailand’s industrial sector over the past three decades by measuring and analyzing the sector’s total factor productivity growth (TFPG) at the disaggregated industry level. The report aiso analyzes Thailand’s trade policy by computing nominal and effective rates of protection (NRP and ERP) of Thai industries in order to draw conclusion on the importance of trade policy on Thailand’s international competitiveness. The report begins by defining and interpreting the term international competitiveness by way of relating it to the concept of TFPG. Next it examines Thailand’s industrial development and reviews the macroeconomic policy environment including the changes in trade and industrialization policy during the period under study. This is followed by an analysis of factors contributing to the development of the industrial sector on both the demand and the supply sides. Finally, it presents Thailand’s nominal and effective rates of protection in the 1990s and provides and implications on policies for enhancing international competitiveness of Thai industries. Major findings are the following. ( 1 ) Thailand’s industrial sector grew rapidly in the past three decades with structure and demand changing from import substitution to exporting industries. However, the TFP growth of Thailand’s industries was still minor (less than 10 percent of industrial growth) compared to that of developed and newly industrialized countries. This follows that the international competitiveness of Thai industries were vulnerable to inflation, exchange rate fluctuations, and rises of real wages, interest rates, and other production costs. Therefore, policies to enhance efficiency and TFPG of Thai industries are crucial for Thailand to maintain its competitiveness position on the world market. Furthermore appropriate macroeconomic and trade policies are helpful for Thai industries to seek productivity increasing activities in order to reduce costs over time. On Thailand’s trade policy, the study finds that both of Thailand’s nominal and effective protective rates rates declined throughout the first half of the 1990s but the dispersion of the rates still existed. Thus, the current attempt of the government to reduce the number of tariff lines to six rates is commendable. If the implementation were successful, the tariff and incentives structures would become more neutral and it would be conducive to Thailand’s international competitiveness. However the improved competitiveness also depends on other factors such as technological capability, human resource, and infrastructural development. All these factors enable Thai industries to upgrade their production processes and their production structures so as to increase value-added and TFP growth as Thailand faces competition from countries at all levels of development. The development in developed countries has been very much related the role of both public and private institutions in implementing economics and industrial policy effectively. The public sector looks after the overall policy while the private sector is to reap the benefits from the overall system according to its own capacities. However important conditions to success would depend upon how well these countries adept to the liberalization process, affecting their rules and regulations operating within their own economics. The report of World Economics forum in its edition of 1994 has specified that East Asian economics have been well adapted to increase their competitiveness within the global economy causing Europe and U.S. to readjest their own strategy vis-?-vis the region. In the 1980’s : the debate over international competitiveness has gained ground in the developed countries especially among American economists such as Paul Krugmam, John Zysman and Laura Tysos. These economists have offered views to help their government to reshape its competitiveness policy, such as strategic trade policy, industrial policy, technology policy, etc. Their focus would be on how to select certain industries to promote trade and production to compete with other nations. The U.S. in particular, has set up the Competitiveness Policy Council to study strengths and weaknesses of U.S. competitiveness, as well as to promote recommendations to build and to balance the role of U.S. as an economic and political superpower. Four criteria have been spelt out. Firstly, goods and sevices offered in the U.S. have, at least, the comparable both in price and quality to the international marketplace. Secondly, these same goods and services should allow the expansion of the U.S. economy, thesefore, increasing the overall income for U.S. citizens. Thirdly, factors of production’s investment should be supported by national savings so the country does not have to worry about the debt position. And lastly, the country must fulfill all necessary requirements in order to move ahead for a conducive and long-term development. To meet the objectives of this study three tasks are carried out. The first task is to analyze the import and export dependence to identify the petrochemical products that Thailand will have good potentials to export or will have good opportunities to substitute imports. The second is to analyze commodity flows between major markets and exporters of petrochemicals to identify the market leaders and the potential for each petrochemical product. The third task is to compare the production cost of Thailand ‘s petrochemical industry with that of her major competitors. The findings can be summarized in the following three sections. Thailand is considered a very new player in the world petrochemical market. Thailand is now able to export only a small amount of PE , PP , PVC and VCM. By the year 2000 A.D. Thailand will have to export many types of petrochemicals in a significant amount according to the planned expansion of Thailand‘s petrochemical industry. Although the new ASEAN member country link Vietnam will import more petrochemicals for her fast-growing domestic consumption it is still anticipated that combined ASEAN import demand for petrochemicals will decrease because most ASEAN member countries which used to import a lot of petrochemicals now have built up their own petrochemical capacity. Thailand will have enough production to be self-sufficient in most petrochemical products and will be able to export many products in large quantity. Malaysia which is considered the main competitor in ASEAN region will also be self-sufficient in many petrochemical but still has to import some petrochemical products such as Polyethyene (PE) Indonesia which has a lot of natural petroleum resource has just recently started her own petrochemical complex. In general , Thailand seems to have a more ambitious petrochemical industry development plan than the other countries in the region. Accelerated development of ASEAN petrochemical industry has converted the region from net importer to net exporter by the year 2000. The shrinking import demand of ASEAN region will force its member countries to find markets in China Hong Kong and Taiwan where the combined production capacity still lacks behind the domestic demand in almost all petrochemicals. The main competition in this market will come from South Korea which is considered the market leader. Competition in the market for benzene , P-Xylene and PTA is anticipated to be very high because there will be a singnificant production capacity excess for these products in Asia-Pacific region According to the expansion plans , Thailand will have a lot of excess production capacity for benzene , P-Xylene and PTA. Thailand will face tough competition if the investment plans are not properly adjusted. From the production cost point of view, Thailand seems to have no or very little (if any) cost disadvantage in the production of ethylene when compared to that of her Asian competitors. Even though Thailand dose not have cheaper natural gas than Malaysia or Middle East , it should not have a lot of effcct on Thailand’s competitiveness in the industry. The price of natural gas (ethane) is not the main determinant for world ethylene price. Over 50% of ethylene produced in the world is naphtha based. Naphtha is a semi-product from petroleum refineries which are scattered all over the world. An inter-country cost comparison study by Chem Systems for the year 1994 has revealed that Thailand has comparable total cost of ehtylene production or a little higher than the Asian competitors. Cost breakdown study also indicated that Thailand has lower cash cost but higher interest cost than all the other Asian competitors . Raw material or naphtha is the cash cost component that Thailand seems to be at disadvantage to Singapore, However, the disadvantage will diminish when taxition for Thailand’s oil refineries is on the seem base as that of other competitors. Utility is the cash cost component that Thailand will have advantage over other Asian competitors, However, there is still a lot of room to improve because Thailand’s electricity cost is about twice that of US. The major disadvantage of Thai petrochemical industry is the interest cost. The majority of interest cost is the interest on loan. The determinant of this component is interest rate and debt-equity ratio. South Korea has very low interest cost on loan compared to other producers partly due to governement support. Since this cost component is resposible for about 28% of total cost it should be given a lot more attention. As for the production cost of benzene the major cost component is sill interest cost. However , a low profit margin due to cyclically low world price will be the threat to all the benzene producers. With anticipated capacity excess within the Asia-Pacific region it can be foreseen that Aromatics industry will fact a financial problem. Comparison of VCM production cost also shows clear advantage of Thai petrochemical industry over Asia VCM producers. However , US still has the lowest cost. Besed upon the findings above the most effective policy are those directed at decreasing the interest cost. However, this should be an economy-wide policy rather than a industry – specific policy. The industry – specific policies can be divided into two groups , i.e., raw material related and structure related. Raw material related policies 1) petroleum pocicy should be in line with petrochemical policy. Petroleum sector is the source of raw material inputs for petrochemical industry. The well-intergrated prtroleum and petrochemical policles will help the petrochemical producers to have more choices of raw materials. 2) The royalty on the oil refineries should be reduced or disbanded to reduce the production cost of naphtha. 3) Domestic ethane and propane prices should be set in such a way that the production cost of natural gas based ethylene and propylene is comparable to that of naphtha based ethylene and propylene if the private sector is to participate in the new natural gas based oelfin plants. Otherwise ,PTT will have to make all the investment. 4) The electricity cost to the petrochemical industry should be reduced by promoting self-generation and allowing more flexibilty in fuel choices and direct sales to other industries. Industrial structure related policies 1) Planned capacity of ethylene derivatives should be reviewed. PE capacity should be reduced while VCM/PVC production capacity should be increased. 2) Structure of aromatic industry should also be adjusted. Planned benzene capacity should be reduced and other benzene derivatives should be promoted to avoid tough competition in this market. 3) Due to anticipated over-supply of P-Xylene and PTA in the Asia-Pacific Region the production capacity must be controlled.

บรรณานุกรม :
จารุมา อัชกุล . (2542). ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารุมา อัชกุล . 2542. "ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารุมา อัชกุล . "ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print.
จารุมา อัชกุล . ทุนวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.