ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่
นักวิจัย : สุวรรณา สถาอานันท์
คำค้น : สสส , สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2547
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG47H0001 , http://research.trf.or.th/node/808
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

บทคัดย่อเชิงกระบวนการ โครงการนี้เปิดโอกาสให้อาจารย์ 3 คน และนักวิจัยรุ่นใหม่ 7 คน ได้มีโอกาสไปเสนอบทความวิชาการในการประชุมประจำปีสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย นักวิจัยทั้ง 10 คน มีโอกาสอ่านและวิจารณ์บทความของกันและกัน ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น และมีบรรณาธิการปรับปรุงแก้ไขต้นฉบับให้เรียบร้อย พร้อมพิมพ์เผยแพร่ต่อไป บทคัดย่อเชิงเนื้อหาและประโยชน์ของผลงาน บทความทางปรัชญาตะวันออก (ปรัชญาจีนและพุทธปรัชญา) ทั้ง 10 บทความ เป็นนิมิตใหม่ของการวิจัยทางปรัชญาตะวันออกในสังคมไทยจากสามแง่มุม ได้แก่ 1. มีการเชื่อมโยงข้อถกเถียงทางปรัชญาตะวันตกร่วมสมัย เช่น ประเด็นเรื่องความยุติธรรม สิทธิ จริยศาสตร์แห่งความอาทร ความเสมอภาค ภาษากับความเป็นจริง กับปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาจีน 2. ได้เสนอบทวิเคราะห์และข้อถกเถียงใหม่ๆ ในพุทธปรัชญา ที่สำคัญต่อการเข้าใจพุทธศาสนาในสังคมไทยร่วมสมัย เช่น เรื่องการตีความตัวบททางศาสนา การสังคายนาในแง่กระบวนการหาความเห็นร่วม มิใช่การแก้คำผิดหรือปรับปรุงข้อความคลาดเคลื่อนเท่านั้น และประเด็นความขัดแย้งทางศีลธรรมในอุดมการณ์โพธิสัตว์ 3. มีการอ่านและตีความตัวบทใหม่อย่างสร้างสรรค์จากแง่มุมการศึกษาของผู้วิจัยเอง เช่น การวิเคราะห์มิติจริยศาสตร์ของความโศกเศร้าในปรัชญาขงจื๊อ การอธิบายได้ว่าความยุติธรรมในปรัชญาขงจื๊อมีลักษณะร่วมกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมของอริสโตเติลอย่างไรบ้าง และการชี้ให้เห็นว่า การเข้าใจและการประเมินการตีความตัวบทในปรัชญาเถรวาทนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมในโลกของผู้อ่านประกอบด้วย นอกเหนือจากการ “อ่าน” ตัวบท บทความทั้ง 10 บทความนี้ นับได้ว่าเป็นการวางพื้นฐานทิศทางการถกเถียงโต้แย้งประเด็นทางปรัชญาตะวันออกในสังคมไทยอย่างสำคัญ บทคัดย่อบทความ บทความ: การสังคายนาในมุมมองใหม่: หนทางสู่การแก้ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน ผู้เขียน: ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บทความนี้เกี่ยวกับการสังคายนาพระไตรปิฎกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ ส่วนที่หนึ่งว่าด้วยการสังคายนาพระไตรปิฎกของเถรวาทครั้งที่ 1-3 ผู้เขียนได้พิจารณาศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการสังคายนาครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 3 เพื่อค้นหานัยสำคัญของการสังคายนาของพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทที่เกิดขึ้นในอินเดีย ส่วนที่สองเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะกรณีที่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับความสมบูรณ์ ความถูกต้องเพียงพอของพระไตรปิฎกภาษาบาลี ที่ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาโดยฝ่ายวัดพระธรรมกาย และเกณฑ์ตัดสินความถูกต้องของการศึกษาตีความพระไตรปิฎก ซึ่งมีข้อเสนอขัดแย้งกันอยู่ระหว่างฝ่ายจารีตกับวัดพระธรรมกาย ส่วนที่สาม ผู้เขียนได้พยายามเสนอทางออกสำหรับปัญหาในส่วนที่สอง โดยยึดแนวความคิดที่ได้จากการศึกษากระบวนการสังคายนาพระไตรปิฎก ผู้เขียนเสนอว่า การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1-3 ในพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมพระธรรมวินัยขึ้นเป็นหมวดหมู่ จัดเป็นระบบให้ง่ายต่อการท่องจำ สืบทอด รักษาไว้ให้บริสุทธิ์ถูกต้องที่สุดเท่านั้น ยังเป็นกระบวนการแสวงหาความเห็นร่วมกัน (Agreement) ของคณะสงฆ์เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย กระบวนการดังกล่าวนี้เป็นทั้งความพยายามที่จะรักษาพระธรรมวินัยให้คงเดิมและสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการศึกษาตีความพระธรรมวินัย นอกจากนี้ บทความนี้ยังได้ยกปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในแวดวงพระพุทธศาสนาของไทยปัจจุบันกรณีการตีความเรื่องนิพพานของวัดพระธรรมกายมาพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นปัญหาว่าเราจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินความถูกต้องในการตีความพระธรรมวินัย ผู้เขียนเสนอว่าหลัก “ความเห็นร่วมกัน” ของสงฆ์น่าจะเป็นหลักการที่ยอมรับได้มากที่สุด การจะได้มาซึ่ง “ความเห็นร่วมกัน” นี้ก็โดยการสังคายนาพระธรรมวินัยนั่นเอง บทความ: การตีความตัวบทในพุทธศาสนาเถรวาท ผู้เขียน: นวชัย เกียรติก่อเกื้อ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาปรัชญา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การตีความตัวบททางศาสนาเป็นปัญหาหลักเรื่องหนึ่งในปรัชญาศาสนา แม้ว่าพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าตัวบท (ได้แก่ พระไตรปิฎก) มีความสำคัญอย่างสูง แต่การศึกษาตัวบทอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอต่อการบรรลุธรรมตามคำสอนในพุทธศาสนาเถรวาท บทความนี้จะพิจารณาแนวคิดเรื่องการตีความในพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อแสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขของการตีความและการประเมินการตีความตัวบทในพุทธศาสนาเถรวาท อันประกอบด้วยเงื่อนไขด้านผู้อ่านและเงื่อนไขด้านตัวบท การประเมินการตีความตัวบทในพุทธศาสนาเถรวาทจะไม่ได้เป็นการประเมินจากภายในตัวบทนั้นเองเท่านั้น แต่จะเป็นการประเมินจากธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐที่อยู่ภายนอกตัวบท ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านการศึกษาตัวบทและปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพุทธศาสนา บทความ: ความขัดแย้งทางศีลธรรมในอุดมการณ์โพธิสัตว์: ศึกษากรณีพระเวสสันดรชาดก ผู้เขียน: สุวรรณา สถาอานันท์ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความขัดแย้งทางศีลธรรม (moral dilemma) ในอุดมการณ์โพธิสัตว์ โดยเฉพาะการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดร โดยแจกแจงให้เห็นมิติความขัดแย้งทางศีลธรรมในฐานะราชกุมาร ฐานะลูก ฐานะสามี และฐานะพ่อ ทั้งนี้โดยจะให้ความสำคัญแก่เหตุผลที่สนับสนุนหรือคัดค้านการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรจากบุคคลในสถานภาพต่างๆ ในเรื่อง ตอนท้ายจะเสนอความเป็นไปได้ที่จะประนีประนอมความขัดแย้งดังกล่าว บทความ: มโนทัศน์พื้นฐานในจริยศาสตร์แบบขงจื๊อ ผู้เขียน: แสงสว่าง กิตติสยาม นิสิตระดับปริญญาบัณฑิต ปี 3 สาขาวิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องจริยศาสตร์ในคัมภีร์ขงจื๊อ จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า ขงจื๊อใช้หลักมนุษยธรรมเป็นเกณฑ์สูงสุดในการตัดสินการกระทำทางจริยะ โดยมีขนบจารีตเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งมนุษยธรรม เมื่อเปรียบเทียบหลักมนุษยธรรมกับระบบจริยศาสตร์ตะวันตกสองระบบใหญ่ อันได้แก่ประโยชน์นิยมและจริยศาสตร์ของค้านท์แล้ว พบว่า หลักมนุษยธรรมมีความแตกต่างจากระบบจริยศาสตร์ทั้งสองระบบนั้น โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า ระบบจริยศาสตร์ทั้งสองมิได้มุ่งที่จะพัฒนาคุณธรรมในตัวมนุษย์แต่อย่างใด ในขณะที่หลักมนุษยธรรมอันประกอบไปด้วยคุณธรรม 5 ประการ คือ ความนอบน้อม ความมีใจกว้าง ความจริงใจ ความแน่วแน่ และเมตตาธรรมนั้น มุ่งที่จะพัฒนามนุษย์ให้มีคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ และก้าวไปสู่ความเป็นวิญญูชน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของจริยศาสตร์แบบขงจื๊อนั่นเอง คุณลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของจริยศาสตร์แบบขงจื๊อคือ การเน้นคุณธรรมต่อครอบครัว เพื่อเป็นฐานต่อการพัฒนาคุณธรรมต่อสังคม หากเมื่อขัดแย้งกัน ก็ให้เลือกความซื่อสัตย์มั่นคงต่อครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจริยศาสตร์ที่ “ปฏิบัติได้” จริงมากกว่าจริยศาสตร์ที่พยายามหาเกณฑ์พิจารณามนุษย์ทุกคนเฉกเช่นเดียวกันเท่านั้น บทความ: น้ำใจวิญญูชน: จริยศาสตร์แห่งความอาทรในปรัชญาขงจื๊อ ผู้เขียน: เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์ นิสิตระดับปริญญามหาบัณฑิต ปี 3 สาขาวิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้เป็นความพยายามที่จะเข้าใจความคิดทางจริยศาสตร์ของขงจื๊อในแง่มุมของจริยศาสตร์แห่งความอาทร โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่า พื้นฐานของความคิดทางจริยศาสตร์แบบขงจื๊อคือการเข้าใจมนุษย์ว่าเกิดและดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ การเข้าใจมนุษย์แบบนี้ทำให้ขงจื๊อให้ความสำคัญกับขนบจารีต ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผู้เขียนพยายามจะเสนอมุมมองขงจื๊อในรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความสัมพันธ์ ซึ่งแตกต่างจากมุมมองที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปว่า ขงจื๊อเป็นผู้ที่รักแต่ขนบจารีต บทความนี้แสดงว่าปรัชญาขงจื๊อสามารถเข้าใจได้ในแง่มุมของจริยศาสตร์แห่งความอาทร และการเข้าใจแบบนี้ให้ภาพของปรัชญาขงจื๊อที่มีความสอดคล้องในตัวเอง ผู้เขียนเสนอว่า การเข้าใจขงจื๊อโดยผ่านกรอบของจริยศาสตร์ความอาทรเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการอ่านขงจื๊อ เพราะสามารถให้ภาพที่สอดคล้อง และสามารถให้แง่มุมใหม่ที่ไม่มีผู้ให้ความสนใจมากนักมาก่อน บทความนี้พิจารณาความคิดทางจริยศาสตร์ของขงจื๊อโดยอาศัยความคิดเรื่องวิญญูชนเป็นจุดเริ่มต้น และพยายามตอบคำถามที่ว่า วิญญูชนของขงจื๊อเป็นตัวตนสัมพันธ์ (relational self) หรือตัวตนเอกเทศ (autonomous self) หรือทั้งสอง หากเป็นทั้งสอง เราจะเข้าใจขงจื๊อได้อย่างไรให้ไม่ขัดแย้งในตัวเอง บทความนี้สรุปโดยกลับมาสู่ประเด็นหลักว่า การเข้าใจปรัชญาขงจื๊อในกรอบของจริยศาสตร์แห่งความอาทรช่วยให้เราเข้าใจความคิดเรื่องตัวตนมนุษย์ (self) ของขงจื๊อได้ดีขึ้น เพราะจะช่วยทำให้เห็นปัญหาของการแบ่งขั้วแยกข้าง (binary assumption) ในการวิเคราะห์แบบปรัชญาตะวันตก บทความ: จริยศาสตร์แห่งความโศกเศร้าในปรัชญาขงจื๊อ ผู้เขียน: รชฎ สาตราวุธ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาปรัชญา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัยปารีส 8 ความโศกเศร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจากไปของบิดามารดาเป็นความรู้สึกที่สำคัญยิ่งในปรัชญาขงจื๊อ บทความนี้พยายามตอบคำถามว่า ความโศกเศร้าเป็นความรู้สึกที่สืบทอดได้หรือไม่อย่างไร จากการศึกษาพบว่า ความรู้สึกต่างๆ รวมทั้งความโศกเศร้า สามารถถูกกระตุ้นได้ด้วยคัมภีร์กวีนิพนธ์ และได้รับการขัดเกลาให้เหมาะสมและรับถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งด้วยระบบสัญลักษณ์ผ่านขนบจารีต มนุษย์จึงโศกเศร้าในมิติประวัติศาสตร์ มีการหวนรำลึกเมื่อมนุษย์โศกเศร้าในการสูญเสียที่มาแห่งชีวิตผู้เคยโอบอุ้มอาทรตน ความโศกเศร้าและการแสดงออกซึ่งมิติดังกล่าวผ่านขนบจารีตยังมีมิติศีลธรรมในสังคมการเมือง และเป็นกระบวนการหนึ่งในการกำกับชีวิตทางจริยธรรมของสมาชิกในสังคม บทความ: แนวคิดเรื่องสิทธิกับปรัชญาขงจื๊อ ผู้เขียน: พุฒวิทย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บทความนี้เสนอการอ้างเหตุผลสนับสนุนความคิดที่ว่าปรัชญาของขงจื๊อปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “สิทธิ” ทั้งในความหมายสิทธิทางการเมืองของพวกเสรีนิยม และในความหมายซึ่งกว้างกว่าอย่าง “สิทธิมนุษยชน” โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างๆ โดยจะเน้นที่คำถามว่า ระบบคิดของขงจื๊อจะสามารถครอบคลุมแนวคิดเรื่องสิทธิหรือไม่ และจะชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและปัญหาของการถกเถียงที่กระทำกันมาเหล่านั้น ในท้ายที่สุด ผู้เขียนจะเสนอการอ้างเหตุผลแบบใหม่เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สามารถเห็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบชัดเจนขึ้น บทความ: แนวคิดเรื่องความยุติธรรมในปรัชญาของขงจื๊อ ผู้เขียน: ปิยฤดี ไชยพร นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต ปี 2 สาขาวิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจคำสอนและมโนทัศน์ทางศีลธรรมต่างๆ ของขงจื๊อ เพื่อ (1) ค้นหาและตีความความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรมที่แฝงอยู่ในคำสอนดังกล่าว และเพื่อ (2) เปรียบเทียบความเข้าใจดังกล่าวกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมรูปแบบต่างๆ ของปรัชญาตะวันตกเพื่อหาความคล้ายคลึงและความแตกต่างอันอาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเชิงสร้างสรรค์ระหว่างสองวัฒนธรรม โดยเน้นแนวคิดเรื่องความยุติธรรมต่อไปนี้คือ ความยุติธรรมในฐานะ (1) ความเท่าเทียมในการจัดสรร (2) ความเป็นกลาง (3) การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (4) การตอบแทนผลประโยชน์อย่างเหมาะสม และ (5) การให้ในสิ่งที่บุคคลควรได้รับ ข้อสรุปหลักของบทความคือ ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมในคำสอนของขงจื๊อมีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมในฐานะการให้ในสิ่งที่บุคคลควรได้รับ อันเป็นแนวคิดที่มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมตะวันตกยุคคลาสสิกในสมัยของอริสโตเติลนั่นเอง บทความ: ความเสมอภาคที่ไม่เท่าเทียมในปรัชญาขงจื๊อ ผู้เขียน: สุพิชา พึ่งสุนทร นิสิตระดับปริญญาบัณฑิต ปี 3 ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องความความเท่าเทียมในคัมภีร์ขงจื๊อ จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า ในแง่ธรรมชาติของมนุษย์ ขงจื๊อมองว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างกันคือศักยภาพความสามารถและการปฏิบัติตน ความแตกต่างนี้ทำให้คนไม่เท่าเทียมกัน และขงจื๊อก็ปฏิบัติต่อคนที่แตกต่างกันเหล่านี้อย่างไม่เท่าเทียม อนึ่ง ความเท่าเทียมสามารถเข้าใจได้ในสองมุมมอง คือ ความเท่าเทียมแบบอัตวิสัยและแบบวัตถุวิสัย ความเท่าเทียมที่พบในงานของขงจื๊อเป็นความเท่าเทียมในแบบอัตวิสัยซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับมากกว่า ในแง่ความสัมพันธ์ทั้งห้าในสังคม ขงจื๊อมองว่าคนแต่ละคนมีสถานภาพที่ไม่เท่าเทียมกันในระบบความสัมพันธ์ ฝ่ายหนึ่งอยู่ในฐานะผู้ชี้นำ อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในฐานะผู้รับการชี้นำ ระบบความสัมพันธ์นี้เองจะนำมาซึ่งความบรรสานสอดคล้องของสังคมซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของปรัชญาขงจื๊อ บทความ: ภาษาและความเป็นจริงในคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงและคัมภีร์จวงจื๊อ ผู้เขียน: ศริญญา อรุณขจรศักดิ์ นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต ปี 1 สาขาวิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความนี้มุ่งโต้แย้งทัศนะที่ตีความว่าคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงและคัมภีร์จวงจื๊อเป็นวิมัตินิยมทางภาษา ลัทธิเต๋ามุ่งเน้นวิพากษ์วิจารณ์ “แนวทาง” หรือ “จารีต” การใช้ภาษาตามขนบความเชื่อเดิมหรือแบบขงจื๊อ มากกว่าจะเสนอให้ละทิ้งการใช้ภาษาไป คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง มองว่าภาษาไม่สามารถเป็นกระจกสะท้อนความเป็นจริงหรือ “เต๋า” ได้ นาม “เต๋า” เป็นเพียงนามสมมติเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าภาษาไม่สามารถเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความรู้และวิถีที่แท้ได้เลย เราสามารถกำหนดภาษาเพื่อสื่อความรู้และความจริงได้ แต่การใช้ภาษานั้นจะต้องสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตตามธรรมชาติของผู้คนในสังคม ส่วนคัมภีร์จวงจื๊อมองว่าภาษาสามารถบ่งถึงความเป็นจริงได้ แต่ไม่คงที่แน่นอน เพราะความเป็นจริงแปรเปลี่ยนลื่นไหลอยู่เสมอ และภาษาก็เป็นเหมือน “อาคันตุกะ” ที่เพียงแวะเวียนมาและก็ต้องจากความเป็นจริงไป อย่างไรก็ตาม คัมภีร์จวงจื๊อก็มองเช่นเดียวกันว่าเราสามารถใช้ภาษาสื่อถึงความรู้และความเป็นจริงได้แต่ต้องตระหนักรู้ในข้อจำกัดของภาษา และฝึกฝนจนบรรลุภาวะที่ “ลืมถ้อยคำ” Summary of Work Process This Project provides opportunities for 7 emerging young researchers and 3 professors working in the field of Eastern Philosophy (Chinese and Buddhist Philosophy) to present their researches at the Annual Meeting of the Association of Philosophy and Religion Thailand. All 10 researchers read each other’s works, give their critical comments, re-work on the papers and submit them to an editor. All 10 papers have been revised and ready for publication. Summary of Contents and Relevance of the Papers These 10 research papers on Eastern Philosophy (Chinese and Buddhist Philosophy) signal a new step in doing research in Eastern Philosophy in Thailand. Reasons are in the followings: 1. Bridges have been built to create a lively dialogue and discussion with Contemporary Western Philosophy. Issues like; Justice, ethics of care, rights, equality, language and reality, are discussed in an atmosphere of critical friendship. This atmosphere is a “progressive step,” because the argumentation is created out of mutual respect but with readiness to challenge each other’s philosophical limitations. 2. New analysis has been provided to build a basis for dealing with crisis in contemporary Thai Buddhism. The issues of how to evaluate textual interpretations of Buddhist texts, how to re-understand the process of convening Buddhist Councils in the past as a process to reach “agreement” on controversies in each period, and how to reconcile moral dilemmas posed by Bodhisattva ideals, are all crucial to any attempt to search for solutions for problems generated from the Thai Buddhist circles. 3. Creative readings and reinterpretations of texts in Chinese and Buddhist Phihlosophy are initiated by each researcher. New understandings for issues like the ehtics of sorrow in Confucius’ philosophy, the Confucian conception of justice, the process of assessing textual interpretations of Buddhist texts are explored with an attitude of critical respect. It could be argued that these 10 papers would lay a firm and crucial foundation for future discussions of issues in Eastern Philosophy in Thai society. Abstracts Title: New Perspectives on Buddhist Councils: Remedial Measures for Current Conflicts among Thai Buddhist Community Author: Channarong Bunnun, Ph.D. (Philosophy) Lecturer, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Silpakorn University. This paper investigates and analyzes the processes of the Buddhist Councils in Theravada history. It consists of three parts. Part 1 covers the meetings of the first to the third Buddhist Councils. Impacts from these events are studied in order to find out significant implications of scriptural revision and authentication by the Theravada school in India. Part 2 focuses on a situation that poses problems to the Thai ecclesiastic administration (the Thai Sangha). That is, the Dhamakaya temple raised a controversial issue of suspicion over authenticity and completeness of the Pali Canons, and proposed criteria for validation of interpretation which are in conflict with those of the traditional Thai Sangha. In Part 3, possible solutions to the problems discussed in the second part are proposed on the basis of ideas derived from the study about the Buddhist Councils’ process of scriptural revision and authentication. The author points out that what took place in the first to the third meetings of the Buddhist Councils was not only a process whereby the doctrines and disciplines were compiled and categorized to facilitate the preservation and transmission through memorization, but also the one in which agreements were sought in face of problematic situations in each period. The process therefore aimed at preserving, and formulating new criteria for interpreting the doctrines and the disciplines. Moreover, the current issue of proper exegetical criteria raised by the Dhamakaya temple’s interpretation of “nirvana” is also considered. It is suggested that the “Agreement Principle,” through which an agreement is achieved in a Buddhist Council’s meeting, is the most suitable remedial measure. Title: Theravada Buddhist Hermeneutics Author: Navachai Kiartkorkuaa M.A. (Philosophy), Chulalongkorn University Religious textual interpretation is a major topic in Philosophy of Religion. Even though Theravada Buddhism regards its texts, namely the Tripitaka, as the most crucial, a study of texts without practice would not be sufficient for the attainment of Dhamma. In this paper, I propose to study the Buddhist textual interpretation which explicates the conditions of interpretation and its assessment, conditions pertaining to the text and the reader. These conditions are external to the text but developed from the text. Textual interpretation in Theravada Buddhism is not only internally assessed by its text, but also needs assessment from the Truth of Dhamma, which can be achieved through a study of the texts together with correct practice according to Buddhist teachings. Title: Moral Dilemma in Bodhisattva Ideal: A Re-reading of Vessantara Jataka Tale Author: Suwanna Satha-Anand, Ph.D. (Philosophy) Associate Professor, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. This article offers an analysis of various situations of moral dilemma generated by the Bodhisattva ideal of extreme self-sacrifice, with special reference to the career of Vessantara. The analysis focuses on the dilemmas resulted from his marvelous giving of gifts (dana), as a prince of a kingdom, as a royal son to his parents, as a husband and as a father. Emphasis will be directed to the various lines of reasoning, both supportive and oppositional to the gift giving, voiced by the people around him who are directly effected by his generosity. Finally, some possibilities for reconciliation will be explored. Title: Basic Conceptions in Confucius’ Ethics Author: Sangsawang Kittisiam B.A. Student (Philosophy), Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. The purpose of this article is to investigate the idea of ethics in Confucius’ philosophy. The study shows that Confucius uses humanity (Ren) principle as the most important ethical criterion. This ethical reservoir is expressed in the observance of rite (Li). A comparison of this humanity principle with two main western ethical systems, namely Utilitarianism and Kantian, will be conducted. The humanity principle is different from those two ethical systems in the sense that both Utilitarianism and Kantian do not aim to develop human virtues whereas in this humanity principle -- which is expressed in terms of respect, broad-mindedness, sincerity, determinedness, and mercy -- the development of human virtue is paramount. Moreover, it aims to transform human being into a “noble man” as the highest goal of Confucius’ ethics. Another key feature of Confucius’ ethics is the emphasis on ethics within the family as a basis for social ethics. In case of moral conflicts between the family and society, a choice of the family is encouraged. In this sense, it reflects the practical wisdom of Confucius over those ethical systems which try to establish an abstract universal rule, applicable to all as if they were equally the same as a moral agent. Title: The Gentleman’s Compassion: Ethics of Care in Confucius’ Thoughts Author: Muanmard Mookpradit M.A. Student (Philosophy), Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. This paper is an attempt to understand Confucius’ moral philosophy from a standpoint of Care Ethics. It points to the basic assumption of Confucius philosophy that human beings are born of and live in networks of relationships. I argue that this assumption leads Confucius to emphasize the importance of convention and rites, which make possible communications and relationships among human beings. I try to offer an alternative reading of Confucius, the one that gives emotions, feelings, and relationships their due respect. I hope this will be a good addition to traditional understanding of Confucius, which sees him as a defender of convention and rites in and of itself. I try to show that a Care Ethics interpretation of Confucius could be a promising alternative, because it can give a coherent picture of Confucius’ moral philosophy while shedding some light on problems such as the contradiction between relational and autonomous self in Confucius’ moral philosophy. I suggest that because Care ethics is critical of mainstream binary assumption in western philosophy, it could bridge the gap between western scholarship and Confucius’ moral philosophy. Title: Ethics of Sorrow in Confucius Author: Rachod Satrawut Ph.D. Candidate, Universit? Paris 8. Sorrow, especially in the loss of one’s parents, is an important emotion in Confucius’ philosophy. This article addresses the question whether and how it is possible to “transmit” sorrow from one generation to the next. My analysis confirms that sorrow can be transmitted through a process of, first, inciting emotions and feelings through the Book of Songs, then they are properly cultivated and expressed in a symbolic system through rites (li). In this sense human beings feel sad in a “historical” environment which includes a sorrowful remembrance of the loss of one’s origin, nurtured through the years with caring love by one’s parents. Beyond the family, sorrow and its ritual expressions also indicate the moral and political dimensions of human life as a member of a socio-political entity. Title: Rights and Confucius’ Philosophy Author: Puttawit Bunnag Lecturer, Department of Philosophy and Religion, Faculty of Humanities, Srinakharintwirot University. This paper argues that Confucius rejects the idea of “rights”, both in the sense of liberal individual rights and in the broader sense of “human rights”. It begins with a general examination of relevant controversies surrounding the conception of rights. Then an emphasis is put on the question whether Confucius’ thoughts could accommodate a concept of rights into its system. Limitations of different standpoints are revealed in the course of these examinations. The paper concludes with an argument intended to shed new lights on the controversies. Title: Justice in Confucius’ Philosophy Author: Piyarudee Chaiyaporn Ph.D. Candidate (Philosophy), Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. This article attempts at a detailed study of Confucius’ moral teaching and its constitutive moral concepts with a view to (1) identify and make evident the inherent conception of “Justice” which the author believes to underly Confucious’ doctrine and to (2) compare such conception with different conceptions of justice prevalent in western political thoughts so as to highlight their similarities and differences, thus providing an opportunity for dialogues between these two different cultures. Western conceptions of justice considered herein are justice as (1) distributive equality, (2) impartiality, (3) mutual advantages, (4) reciprocity and (5) giving one’s his due. It is concluded in this paper that Confucius’ conception of justice is apparently similar to the conception of justice as giving one’s his due which was first proposed by Aristotle. Title: Unequal Equality in Confucius’ Thoughts Author: Supicha Phungsoontorn B.A. Student (Philosophy), Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. The purpose of this article is to investigate the idea of equality in Confucius’ philosophy. The study shows that humans are all equal regarding to their humanness. What makes human beings different is their potentials and behaviors. These differences bring about inequality among human beings. Confucius also treated them unequally according to their different potentials and behaviors. In addition, the concept of equality may be understood from two viewpoints, namely, “subjective” equality and “objective” equality. Confucius’ concept of equality is viewed as subjective equality, which brings people more benefits. Based on the five relationships in society, people are not equal due to their social status. In each pair of the relationships, one party acts as a guide while the other is guided. These relationships create social harmony which is the main purpose of Confucius’ philosophy. Title: Language and Reality in the Tao Te Ching and the Chuang Tzu Author: Sarinya Arunkachornsak Ph.D. Candidate (Philosophy), Faculty of Arts, Chulalongkorn Universtiy. This essay proposes arguments against the prevalent interpretation of Tao Te Ching and Chuang Tzu as advocating linguistic skepticism. Taoism critically examines the Confucian theory of language rather than abandoning the use of language. In the Tao Te Ching language is not able to mirror reality, the name “Tao” is just a makeshift indicator. It does not mean that language can not be a means through which knowledge can be acquired to the extent that language use must be abandoned. Language can be used to communicate the truth, but it must be used in harmony with the natural way of people in society. In the Chuang Tzu, language can point to reality but it is not permanent because reality is a continuous process of change and language is like a “guest” of reality. It just shows up and then slips away from reality. However, in the Chuang Tzu language also can be used to communicate knowledge and reality, but we need to realize the limit of language and we must practice until we can achieve a state of “verbal forgetfulness.” The aim of this Thai-Hungarian and Hungarian-Thai Dictionary Project is to compile about 11,000 items of basic vocabulary used in the two languages. Regarding entries, both main entries and sub-entries, selection was based on specially selected vocabulary fields: tourism, commerce, education and culture, with emphasis on those most relevant to the Thai and the Hungarian life. The arrangement of the main entries is in alphabetical order, i.e., from ก-ฮ and from A-Z. The sources for Thai and Hungarian words are the Royal Institute Dictionary and the Dictionary of the Language Institute, Hungarian National Academy. Permission was official granted by the authorities of both institutes. The contents of the dictionary are divided into three major parts. The first part is a practical guide comprising abbreviations, punctuation, and Hungarian phonological system, and other useful instructions. The second part consists of two sections: the Thai-Hungarian section and the Hungarian-Thai section. The first section contains the Thai entries with Hungarian definitions, guided pronunciation, word class, and the examples of usage at phrase and sentence levels. The second section contains the Hungarian entries with Thai definitions and the rest of the information as previously stated. The third part comprises six appendices: two-hundred Thai sentences with Hungarian translation; Thai noun classifiers, place names in Thailand written in Hungarian script; two-hundred Hungarian sentences with Thai translation; Hungarian punctuation system; and place names in the Republic of Hungary written in Thai script. This dictionary is the first Thai-Hungarian and Hungarian-Thai dictionary in existence. It will help promote a long-lasting relationship between Thailand and the Republic of Hungary, and create better understanding between people of the two nations. It can also be used as a tool for studying Thai and Hungarian cultural life, and for exchanging modern scientific knowledge between the academics of the two countries.

บรรณานุกรม :
สุวรรณา สถาอานันท์ . (2547). โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุวรรณา สถาอานันท์ . 2547. "โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุวรรณา สถาอานันท์ . "โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2547. Print.
สุวรรณา สถาอานันท์ . โครงการพัฒนานักวิจัยทางปรัชญาตะวันออกรุ่นใหม่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2547.