ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี
นักวิจัย : ปราณี ทินกร
คำค้น : ชุมชน , ท้องถิ่น , พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น , วัฒนธรรม , เครือข่าย , แหล่งเรียนรู้
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4710006 , http://research.trf.or.th/node/804
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพต่อประเทศไทย ข้อตกลงทางการค้าขององค์การการค้าโลก ขยายขอบเขตการเปิดเสรีการค้าบริการ ลุกลามถึง บริการด้านสุขภาพ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่า สมควรเป็นสินค้าทั่วไปที่ใช้การแข่งขันเพื่อค้ากำไรหรือไม่ ข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวมีกฎเกณฑ์ให้ประเทศสมาชิกกำหนดว่าผูกพันหรือไม่ เพียงใดแต่ข้อผูกพันที่ให้ต้องมีความก้าวหน้าตามลำดับ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพต่อประเทศไทย และเสนอแนะท่าทีต่อการเปิดเสรีดังกล่าว ระเบียบวิธีวิจัย ใช้การทบทวนวรรณกรรม และการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณจากข้อมูลทุติยภูมิ การทบทวนวรรณกรรมประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย พบว่า การค้าในโหมดที่ 1 ทั้งการให้บริการข้ามพรมแดนที่ต่างชาติเข้ามา หรือบริการจากไทยออกไป มีผลกระทบไม่มากนัก การค้าในโหมดที่ 2 มีผลกระทบมากในกรณีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาในประเทศ และมีผล กระทบบ้างกรณีส่งผู้ป่วยจากไทยไปรักษาต่างประเทศ การค้าโหมดที่ 3 ธุรกิจต่างชาติ เข้ามา หรือธุรกิจของไทยออกไปต่างประเทศ อาจเกิดผล กระทบได้บ้างแต่โดยหลักแล้วขึ้นกับอุปสงค์ต่อบริการภาคเอกชนที่มากขึ้นและขนาดของโหมดที่ 2 กรณีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามามากที่สุด การค้าใน โหมดที่ 4 ผู้ให้บริการเข้ามามีแนวโน้มว่าจะมีขนาดมากกว่าผู้ให้บริการของไทยออกไปต่างประเทศ ดังนั้น การประเมินผลกระทบเชิงปริมาณจึง ให้ความสำคัญกับการค้าในโหมดที่ 2 และ โหมดที่ 4 การประเมินผลกระทบเชิงปริมาณสร้างเหตุการณ์สมมติว่า มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับบริการปีละ 1 แสนคน จะส่งผลให้แพทย์สูญเสีย ไปสู่ภาคเอกชน 200-400 คน นอกจากนี้ การสูญเสียแพทย์ยังทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีคุณภาพด้อยลง ทำให้ประชาชนเพิ่มอุป สงค์ต่อบริการภาคเอกชนมากขึ้น ทำให้สูญเสียแพทย์สู่ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 40-300 คน รวมเป็นการสูญเสียแพทย์ 240-600 คน หรือสูญเปล่า การลงทุนผลิตแพทย์ 420-1,260 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีผลถึงสวัสดิการด้านสุขภาพที่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสไม่ได้รับอีกด้วย รัฐบาลจึงไม่ควรเร่งเชิญชวนให้ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการสุขภาพในประเทศไทย จนกว่าอุปทานของระบบบริการสุขภาพ ของไทยจะมีมากเพียงพอ และไม่มีปัญหาการกระจายเช่นในปัจจุบัน นอกจากนั้นควรคำนึงถึงนโยบายว่า เมื่อให้อุปสงค์ต่อบริการสุขภาพของ ไทยเพิ่มต้องคำนึงถึงสมดุลที่เหมาะสม เช่น การนำเข้าบุคลากรสุขภาพจากต่างชาติ แต่ทั้งหมดนี้ควรเป็นไปด้วยการไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและ กัน ควรมีระบบพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานให้แต่ละประเทศได้รับประโยชน์ตามหลักการความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบให้มากที่สุด การเปิดเสรีภาคสถาบันการเงินไทยภายใต้กรอบ WTO และแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน บทความนี้วิเคราะห์การเปิดเสรีภาคสถาบันการเงิน (Banking Services) ของไทย โดยครอบคลุมถึงการเปิดเสรีทั้งในเวทีของ WTO และภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ตลอดจนให้ข้อคิดและข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายสำหรับการเปิดเสรีภาคสถาบันการเงินในระยะ ต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาการค้าบริการทางการเงิน (Financial Services) ระหว่างประเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยสถาบัน การเงินต่างชาติได้เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ การเปิดเสรีเป็นสิ่งซึ่งจะ เกิดขึ้นในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดระยะเวลาในการเปิดเสรีที่เหมาะสมและการเตรียมพร้อมเพื่อให้ประเทศสามารถรับ ประโยชน์จากการเปิดเสรีได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ในระยะต่อไป ทางการไทยควรยึดหลักการเปิดเสรีแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เวลากับสถาบัน การเงินไทยในการเตรียมพร้อมและปรับตัว โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการเงินและประโยชน์ซึ่งผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้รับเป็นสำคัญ ผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนสาขาโทรคมนาคมต่อประเทศไทย บริการโทรคมนาคมถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างไรก็ตาม บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยยังมีระดับการแข่งขันในหลายตลาดที่ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ (effective competition) ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดทั้งอุปสรรคตามธรรมชาติของธุรกิจอุปสรรคจากกฎระเบียบของรัฐและพฤติกรรมกีดกันการ แข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหญ่ (major supplier) หรือผู้มีอำนาจเหนือตลาด (market dominant) ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดเสรี (liberalization) ตลาดโทรคมนาคมผ่านการเจรจาเปิดเสรีทั้งระดับพหุภาคีและทวิภาคี ตลอดจนอยู่ในช่วงของการปฏิรูประบบการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม (regulatory reform) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่มีประสิทธิผล งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนสาขาโทรคมนาคมต่อประเทศไทย แนวคิดที่ใช้ในการประมาณการผลกระทบการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคมไทยอยู่บนพื้นฐานทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ว่าการ แข่งขันที่ไม่มีประสิทธิผลอันเนื่องมาจากอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจ หรือความสูญเสียทาง สังคมที่เกิดจากการผูกขาด (social cost of monopoly) และเนื่องจากบริการโทรคมนาคมมีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของบริการอื่น ๆ การ แข่งขันที่ไม่มีประสิทธิผลในตลาดโทรคมนาคมจึงก่อให้เกิดต้นทุนแก่ภาคการผลิตอื่น ๆ และสังคมโดยทั่วไป การประมาณการผลกระทบจากการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคมในงานวิจัยนี้มี 3 ขั้นตอน คือ การวัดขนาดอุปสรรคทางการค้าและการ ลงทุนในตลาดโทรคมนาคมไทย การแปลงขนาดอุปสรรคในการค้าให้เป็นอัตราเทียบเท่าภาษี และการประมาณการผลกระทบของการลดอุปสรรค ในการค้าบริการโทรคมนาคมต่อระบบเศรษฐกิจ โดยใช้บัญชีเมทริกซ์ทางสังคม (social accounting matrix: SAM) ปี 2543 ในการประมาณการผลกระทบจากการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคม คณะผู้วิจัยได้แบ่งภาพสถานการณ์ (scenario) ออกเป็น 2 ภาพสถาน การณ์คือ ภาพสถานการณ์ที่ 1 การเปิดเสรีโดยขจัดอุปสรรคในการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทยทั้งหมด รวมทั้งการยกเลิกการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตในบริการโทรคมนาคม และภาพสถานการณ์ที่ 2 การเปิดเสรีโดยขจัดอุปสรรคในการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทยลงทั้งหมด แต่คงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในบริการโทรคมนาคมไว้ ผลการศึกษาพบว่า การเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทยในภาพสถานการณ์แรกจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เพิ่มขึ้นประมาณ 23,924 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 0.47 ส่วนภาพสถานการณ์ที่สอง ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 21,335 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.41 ภาคการผลิตสาขาที่จะได้ประโยชน์จากการปฏิรูปดังกล่าวมากที่สุด 10 สาขาแรกคือ สาขาที่มีองค์ประกอบของโครงสร้างต้นทุนจาก สาขาโทรคมนาคมสูงกว่าสาขาอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ สาขาโทรคมนาคม โรงแรม อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ การท่องเที่ยว บริการส่วนบุคคลและบริการใน ครัวเรือนภัตตาคาร การซ่อมแซม ธนาคารและสถาบันการเงิน เครื่องดื่ม และการให้ความบันเทิงและสันทนาการ กฎเกณฑ์การแข่งขัน : ทางเลือกของไทยในองค์การการค้าโลก และการเจรจาทวิภาคี ประเทศที่เป็นสมาชิกของระบบการค้าพหุภาคีตระหนักดีว่า พฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันระหว่างประเทศทำให้ประโยชน์ที่เกิดจากการ เปิดการค้าเสรีระหว่าประเทศลดลง องค์การการค้าระหว่างประเทศ เช่น ITO OECD องค์การสหประชาชาติ GATT และ WTO ได้พยายามที่จะ สร้างความตกลงระหว่างประเทศ หรือแนวทางเพื่อควบคุมพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันดังกล่าว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งทำให้ประเทศ พัฒนาแล้วบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกาพยายามควบคุมพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันระหว่างประเทศโดยการบังคับ ใช้กฎหมายแข่งขันของประเทศตนนอกอาณาเขต ซึ่งผลที่ตามมาคือ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางกฎหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับ ประเทศอื่น ๆ ในปัจจุบันประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกส่วนใหญ่รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศจึงมีความพยายามที่จะควบคุมพฤติกรรม ต่อต้านการแข่งขันระหว่างประเทศโดยการจัดทำความร่วมมือทวิภาคีในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันซึ่งวางอยู่บนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการ แจ้ง และหลักกฎหมายที่เรียกว่า สัมพันธไมตรีในทางงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายแข่งขัน (negative comity) และสัมพันธไมตรีในทางบังคับ ใช้กฎหมายแข่งขันเพื่อประเทศอื่น (positive comity) ประเทศไทยควรมีท่าทีร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในคณะทำงานของ WTO (WGTCP) แต่ควรมีท่าทีที่แตกต่างในการทำความตกลงเกี่ยวกับนโยบายการแข่งขันภายใต้กรอบ FTAs กล่าวคือควรรับหลัก negative comity และ หลัก positive comity เพื่อให้ประเทศไทยสามารถควบคุมพฤติกรรมต่อต้านการแข่งระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น การเจาจาการค้าพหุภาคีสินค้าเกษตร : ความไม่สมดุล ความล้มเหลวและอนาคตของรอบการพัฒนา (โดฮา) วัตถุประสงค์หลักของบทความฉบับนี้ คือ การอธิบายสาเหตุของความล้มเหลวของการประชุมรัฐมนตรีในรอบโดฮาที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก นอกจากสาเหตุที่เกิดจากประเทศกำลังพัฒนาไม่พอใจข้อเสนอของสหภาพยุโรปในประเด็นสิงคโปร์ (Singapore Issues) แล้ว สาเหตุที่สำคัญมาจากปัญหาการเจรจาเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตร ปัญหาที่สำคัญคือช่องโหว่ของข้อตกลงสินค้าเกษตรและความไม่สมดุลของข้อ ตกลงในรอบอุรุกวัยที่ประเทศกำลังพัฒนาตกเป็นฝ่ายให้มากกว่าเป็นฝ่ายได้ แม้ข้อตกลงสินค้าเกษตรจะเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ใน ประวัติศาสตร์การเจาจาของแกตต์ เพราะครั้งแรกที่การค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีกติการองรับ แต่หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาของการปฏิบัติตาม ข้อตกลงในปี 2544 กลับปรากฏหลักฐานว่า ตลาดสินค้าเกษตรทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในประเทศพัฒนาแล้วยังเป็นตลาดที่มีการคุ้มครอง อุดหนุนและกีดกันในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนรอบอุรุกวัยประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถขยายการส่งออกสินค้าสำคัญใน ตลาดประเทศพัฒนาในการเจรจารอบโดฮา ประเทศกำลังพัฒนาต่างหวังว่า การเจรจาจะนำมาซึ่งการแก้ไขข้อ บกพร่องของข้อตกลงสินค้าเกษตร แล้วมีการเยียวยาผลลัพธ์ที่ไม่สมดุล แต่แล้วนโยบายภายในของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งข้อเสนอและจุดยืนที่แข็งกร้าวของมหาอำนาจอย่าง สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาในเรื่องการรักษาระดับการอุดหนุนคุ้มครองภาคเกษตรของตนกลับสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนา เดชะบุญในขณะที่กระบวนการเจรจายังเป็นระบบดั้งเดิมที่ปิดและปราศจากความโปร่งใสและเต็มไปด้วยความล่าช้าการก่อตั้งองค์กรการค้า โลก (WTO) มีผลให้สมดุลแห่งอำนาจต่อรองเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดความชะล่าใจของประเทศมหาอำนาจที่เชื่อว่าตนยังมีอำนาจต่อรอง (และบีบบังคับ) มากที่สุดก็ทำให้การประชุมที่เมืองแคนคูนต้องยุติลงโดยปราศจากข้อตกลงใด ๆ ความล้มเหลวดังกล่าวมิได้แปลว่าประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นฝ่ายสูญเสียตามข้ออ้างของผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาและประธาน กรรมาธิการของสหภาพยุโรป แต่ผู้พ่ายแพ้น่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนลัทธิกีดกันการค้า เพราะบัดนี้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลลัพธ์ของข้อตกลง รอบอุรุวัย และผลที่จะเกิดจากข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ เป็นที่ประจักษ์แล้ว และหลังจากสหภาพยุโรปพ่ายแพ้การเล่นเกมส์อำนาจในการประชุม แคนคูน สหภาพยุโรปเริ่มผ่อนคลายท่าทีการเปิดเสรีสินค้าเกษตร เราเริ่มเห็นแสงสว่างแห่งการค้าเสรีสินค้าเกษตรที่ปลายอุโมงค์ นอกจากนั้น ขณะนี้มีกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เป็น “กลุ่มเพื่อน (แท้)” ของประเทศกำลังพัฒนาได้นำเสนอแนวทางการเจรจารอบโดฮาเพื่อให้บรรลุ เจตนารมณ์ของ “รอบแห่งการพัฒนา” การเจรจาการค้าจะต้องมุ่งเฉพาะประเด็นการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับการค้าโดยตรง ตลอดจนการใช้เศรษฐ ศาสตร์วิเคราะห์ผลกระทบ (Incidence Analysis) ของภาระที่เกิดจากมาตรการเปิดเสรีต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องตัดสินใจที่ จะเข้าร่วมและทุ่มเทให้กับการเจรจาการค้าพหุภาคีในฐานะผู้เจรจาที่เท่าเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วไม่ใช่ในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือ การเจรจารอบโดฮาจะต้องเน้นประเด็นการพัฒนาแทนเรื่องการเยียวยาผลลัพธ์ที่ไม่สมดุลจากรอบอุรุกวัย This policy-oriented research covers 4 main issues. First, it reports the progress of mission administration reform, or what is widely known as the CEO ambassador administration system, which the Ministry of Foreign Affairs has undertaken over the past two years. Second, it looks for initiatives and innovation in terms of management and policy implementation that can be cited as best practices for organization learning and development. Third, this report suggests some management and planning tools, e.g. strategic mapping and planning, that can be applied to improve coordination and integration among various agencies responsible for conducting foreign affairs as well as among different foreign-policy strategies. Finally, this report proposes a model for the Ministry of Foreign Affairs to develop performance evaluation mechanism and inspection system.

บรรณานุกรม :
ปราณี ทินกร . (2549). วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปราณี ทินกร . 2549. "วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปราณี ทินกร . "วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
ปราณี ทินกร . วิจัยเพื่อเขียนบทความนำเสนอในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.