ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก
นักวิจัย : จินตนา อินทรมงคล
คำค้น : cattle , ethnoveterinarian medicine , herbal medicine , traditional healer , ภาคตะวันตก , ภูมิปัญญาท้องถิ่น , สมุนไพร โค-กระบือ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4520005 , http://research.trf.or.th/node/796
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยเรื่อง การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้สมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก มีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเคราะห์ภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้สมุนไพรรักษาโรคในโค-กระบือของเกษตรกรภาคตะวันตก และเพื่อนำเป็นแนวทางการวิจัยต่อยอดพัฒนาการนำสมุนไพรมาใช้ใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และให้เกิดการพึ่งพาตนเองทุกระดับ แนวทางการวิจัยครั้งนี้ใช้แนวคิด และปรัชญาการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้คุณค่าขององค์ความรู้ท้องถิ่น หมอยาพื้นบ้าน ความหลากหลายของชีวภาพ ความหลากหลายของวัฒนธรรม และความหลากหลายของวิถีการผลิตการเกษตรที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วิธีการวิจัย โดยการสืบค้นข้อมูลทั้งปฐมภูมิ และทุติยภูมิ และนำข้อมูลมาสังเคราะห์ร่วมกันระหว่าง ผู้รู้ นักวิชาการในสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้อง นักส่งเสริม และเครือข่ายเกษตรกรก้าวหน้าที่ได้จากการจัดเวทีครั้งนี้ สำหรับข้อมูลปฐมภูมินั้นสืบค้นจากหมอยาพื้นบ้าน ผู้รู้ ผู้ใช้ หรือผู้เคยใช้ โดยการจัดเวทีชาวบ้านในระดับอำเภอ ในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโคหนาแน่น 5 จังหวัด 11 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดเพชรบุรี อำเภอเมือง บ้านลาด และแก่งกระจาน จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมือง ไทรโยค และทองผาภูมิ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง บางสะพาน และบางสะพานน้อย สรุปผลการวิจัยดังนี้ ประการแรก :ได้ตำรับยาสมุนไพร 259 ตำรับ แบ่งตามกลุ่มอาการของโรคได้ 37 อาการ และมี สมุนไพรมากกว่า 200 ชนิด พืชสมุนไพรที่มีใช้ในตำรับยาครั้งนี้ ส่วนมากชาวบ้านประกอบเป็นตำรับยารักษาตามกลุ่มอาการของโรค ที่สอดคล้องกับข้อมูลที่สืบค้นจากเอกสาร กล่าวคือ สารพฤกษเคมีหรือฤทธิ์ทางเภสัชจะสอดคล้องกับรสและสรรพคุณยาไทยของพืชสมุนไพรนั้นๆ ประการที่สอง : สถานการณ์การใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพและรักษาโรคโค-กระบือ ในภาคตะวันตกนั้น ยังมีเกษตรกรที่มีความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาใช้อยู่บ้างโดยเฉพาะกลุ่มที่เลี้ยงโคพื้นเมืองพันธุ์แท้ แต่ส่วนมากใช้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพ โดยการแพทย์แผนใหม่ เนื่องจากเกษตรกรได้รับความสะดวกในการใช้บริการสัตว์แพทย์ของกรมปศุสัตว์ และอาสาพัฒนาปศุสัตว์ประจำตำบล ทำให้เกิดความเคยชินการใช้การแพทย์แผนใหม่ ประการที่สาม: ข้อจำกัดการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพสัตว์ คือ ผู้เลี้ยงสัตว์ขาดความเชื่อมั่นในการใช้ ตำรับไม่ชัดเจน ขนาดไม่แน่นอน ไม่มีมาตรฐาน พืชหายาก ส่วนมากไม่รู้จักต้นไม้ ไม่รู้สรรพคุณทางยา และบางชนิดมีเป็นฤดูกาล หมอยาพื้นบ้านที่รู้จริงอายุมากขาดผู้สืบทอด และบันทึกภูมิปัญญาอย่างเป็นระบบ ตำรับยาบางอย่างใช้ส่วนผสมมากชนิด ทำให้ยุ่งยากในการปรุง ประการที่สี่ เกษตรกรที่มาร่วมเวทีมีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตการเกษตรและวิถีชีวิตแห่งการพึ่งพาตนเองกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การนำสมุนไพรกลับมาใช้ใหม่ ในชุมชนเป็นเรื่องที่ยาก มีปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนยากที่จะนำการส่งเสริมเชิงแยกส่วนแบบเดิมมาใช้ให้ได้ผล นอกจากนี้มีรายละเอียดจากการจัดเวทีชาวบ้านและข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อยอดปรากฏในเนื้อเรื่องเต็ม This paper was conducted to compile, disseminate and synthesize traditional health care of cattle by using of herbal medicine at the Western region. The methods of this research were started compiling information on ethnoveterinary medicine [EVM] which was often difficult to access before it is lost for ever. Litter of this knowledge has been written down and many young people are not interested in learning from their parents. The methods of collecting of EVM were adopted from the sciences and social sciences and emphasize on dialogue and participatory appraisal tools. The different groups involved were traditional healers, livestock raisers, extention workers, and researchers. The locations of this study were on 11 amphurs 5 provinces at the Western region eg. Nakhon Phathom , Rat Bury, Kanchana Bury, Phet Bury, and Prachuap Khiri khun. The results have been revealed that there were 259 of herbal medicine for health care problems and 37 groups of animal disease. Moreover, there were more than 200 species of plant medicine . The constraints on EVM are complicated factors including, non-availability of standardized of herbal drugs; inconvenience of preparation and use; seasonal availability of some certain medicinal plants. How to motivate livestock farmers for adoption of ethnoveterinarian practices? The answering this question is difficult. An interdisciplinary approach is essential because of the multiplicity of factors and insights involved. Ethnoveterinary medicine includes a wide spectrum of techniques that can be improved through techno-blending. Conversely, modern science also benefits by drawing upon local knowledge of animal healthcare and husbandry. Ethnoveterinary research and development covers enterprise, environment, healthcare delivery, public health, education, socioeconomics, planning, and policies. Cleary, more research need testing and refining for instance to test the efficacy and dosage of a herbal drug in community level. However, there is a danger that outsiders appropriate ethnoveterinary knowledge, with litter benefit trickling back to the community that develop it. Safeguards are required to ensure that the originators of knowledge benefit from its through wider adaptation and use.

บรรณานุกรม :
จินตนา อินทรมงคล . (2546). การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จินตนา อินทรมงคล . 2546. "การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จินตนา อินทรมงคล . "การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546. Print.
จินตนา อินทรมงคล . การประมวลภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้พืชสมุนไพรสำหรับโค-กระบือในภาคตะวันตก. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2546.