ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม
นักวิจัย : ธีรพงศ์ ธีรภัทรสกุล
คำค้น : bovine , control , literature review , Mastitis , milk quality , prevention , การควบคุม , การทบทวนเอกสาร , การป้องกันโรค , คุณภาพน้ำนม , โคนม , โรคเต้านมอักเสบ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4020014 , http://research.trf.or.th/node/770
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์: ๑. ทบทวนเอกสารงานวิจัยด้านโรคเต้านมอักเสบในโคนมและคุณภาพของน้ำนมในประ เทศไทยในช่วงระยะ ๑๕ ปีที่ผ่านมา โดยรวบรวมองค์ความรู้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในภาค ปฏิบัติ และนำมาเผยแพร่ให้แก่นักวิจัยในประเทศไทยได้ทราบข้อมูล และทราบถึงสภาพปัญหา การนำผลงานวิจัยเข้าสู่ภาคสนาม ๒. ทบทวนสถานการณ์ ที่เป็นภาพรวมของปัญหาโรคเต้านมอักเสบและการควบคุมคุณ ภาพน้ำนมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนงานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่และแนวทางของงานวิจัย ที่น่าจะเร่งทำ ตลอดจนประเด็นที่ควรพิจารณาศึกษาต่อไปในอนาคต ๓. ชี้ประเด็นปัญหาโจทย์วิจัยที่เป็นไปได้ เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการวิจัยด้าน โรคเต้านมอักเสบและการควบคุมคุณภาพน้ำนม วิธีการวิจัย: ๑. รวบรวมเอกสาร ๒. เขียนเอกสารและเสนอให้กรรมการชุดโครงการโคนมฯ ๓. นำเสนองานทบทวนเอกสารด้านโรคเต้านมอักเสบในโคนมและการควบคุมคุณภาพ น้ำนม โดยทางสกว.จะเป็นผู้ประสานงานเพื่อจัดเป็นกรอบโครงการและแผนการสนับสนุนการ วิจัยเพื่อพัฒนาด้านสุขภาพโคนมในระยะ ๕ ปี ข้างหน้า ผลการศึกษาวิจัย: ได้องค์ความรู้ปัจจุบันในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องโรคเต้านมอักเสบในโคนมและการควบ คุมคุณภาพน้ำนม แนวทางการวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่และที่ควรทำเร่งด่วนในอนาคตอันใกล้ และประเด็นงานวิจัยที่ควรสนับสนุนให้มีขึ้นในอนาคต สรุปและอภิปรายผล: โรคเต้านมอักเสบเป็นโรคที่ทำความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดา ความสูญเสียที่เกิดจากโรคต่าง ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพโคนม ทำให้แม่โคผลิตน้ำนมได้น้อยลง คุณ ภาพของน้ำนมด้อยลงทั้งในด้านโภชนาการและสุขอนามัยของน้ำนม โรคนี้นอกจากจะทำให้เกิด ความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมโคนมแล้ว ยังมีผลเสียหายมาถึงธุรกิจนมและผลิต ภัณฑ์นมและนำอันตรายมาสู่ประชาชนผู้บริโภคอีกด้วย ความเสียหายที่เกิดจากโรคเต้านม อักเสบนี้ประเมินไว้ประมาณปีละ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งมากกว่าปัญหาผสมไม่ติดและโรค ของระบบสืบพันธุ์ถึงสองเท่า ฟาร์มโคนมในบ้านเราส่วนใหญ่ยังขาดมาตรการการควบคุมโรคที่ดี ความชุกของโรคจึง ยังสูง โดยเฉพาะโรคเต้านมอักเสบแบบยังไม่แสดงอาการซึ่งมีประมาณ ๑๐ เท่าของโรคเต้านม อักเสบที่แสดงอาการ เป็นโรคที่เกษตรกรต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน และมีผล กระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง ต่อธุรกิจนมและผลิตภัณฑ์นมและต่อสุขอนามัยของผู้ บริโภค งานวิจัยเกี่ยวกับโรคเต้านมอักเสบในบ้านเรายังมีน้อย ความรู้ที่ได้ส่วนใหญ่มาจากงาน วิจัยเป็นจำนวนมากจากประเทศที่อุตสาหกรรมโคนมเจริญก้าวหน้า อย่างไรก็ตามแม้สิ่งแวด ล้อมและการจัดการจะแตกต่างกันไปบ้างแต่เชื้อที่เป็นสาเหตุและรูปแบบการก่อโรคมีลักษณะที่ คล้ายกัน การควบคุมและป้องกันโรคโดยหลักการแล้วจึงเหมือนกัน แต่ก็จำเป็นต้องมีการดัด แปลงให้เหมาะสมด้วยความรู้ที่ได้จากการวิจัยในท้องถิ่น สาเหตุของโรคเต้านมอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีหลายชนิด หลายกลุ่ม และมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและการจัดการการรีดนมที่ไม่ถูกต้อง วิธี การควบคุมและป้องกันโรคจึงตัองเหมาะสมกับชนิดของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ผู้ที่จะปฏิบัติงาน ทางด้านนี้ต้องทำงานกันเป็นทีม อันประกอบไปด้วย สัตวแพทย์ นักส่งเสริม เจ้าหน้าที่ห้อง ปฏิบัติการและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยเน้นไปที่การควบคุมโรคเต้านมอักเสบด้วยบัญญัติ ๖ ประการได้แก่ ๑)การมีสุขศาสตร์การรีดนมที่ดี ๒)การใช้เครื่องรีดนมที่เหมาะสมและใช้การได้ดี ๓)จุ่มหัวนมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังรีด ๔)ให้ยาควบคุมเชื้อแบคทีเรียเมื่อพักนม ๕)รีบรักษาแม่โค ที่เป็นโรคอย่างถูกวิธี และ ๖)คัดแม่โคที่เป็นโรคเรื้อรังออกจากฝูง สำหรับคุณภาพน้ำนมที่ผลิตได้ในประเทศไทยยังไม่อยู่ในขั้นเป็นที่น่าพอใจ จำเป็นต้อง มีการปรับปรุงหลายด้าน อาทิเช่น ปริมาณจุลินทรีย์และเซลเม็ดเลือดขาวในน้ำนมยังสูง อุณหภูมิในการเก็บรักษาน้ำนมยังไม่ได้มาตรฐาน และยังมีสารเคมีหรือสารปฏิชีวนะตกค้างเจือ ปนอยู่ในน้ำนม วิธีการปรับปรุงที่สำคัญที่ต้องทำอย่างรีบด่วน คือ เน้นให้มี ๑)การมีสุขศาสตร์ การรีดนมที่ดีเพื่อให้น้ำนมมีจุลินทรีย์ปนเปื้อนน้อยที่สุด ๒)มีระบบและวิธีตรวจสอบคุณภาพน้ำ นมที่เข้มงวดได้มาตรฐาน เพื่อกลั่นกรองเฉพาะน้ำนมที่มีคุณภาพดีเท่านั้นมาป้อนเข้าสู่โรงงาน และ ๓) มีกฏเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินและบทลงโทษการปลอมปนที่ยุติธรรมและรัดกุม ข้อเสนอแนะ ควรจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อทำงานด้านการวิจัย เรื่อง โรคเต้านมอักเสบและการ ควบคุมคุณภาพน้ำนมโดยเฉพาะ ทำการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเต้านมและการผลิตน้ำนมทั้ง หมดให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน อันได้แก่ การทำงานของเต้านม การสังเคราะห์และหลั่ง น้ำนม องค์ประกอบของน้ำนม เชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคเต้านมอักเสบ วิธีการ วินิจฉัย ควบคุม ป้องกัน การประยุกต์ใช้ความรู้ทางจุลชีววิทยา เภสัชวิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา พยาธิวิทยา เพื่อพัฒนาวิธีการวินิจฉัย ป้องกัน หรือลดอุบัติการของโรค ศึกษาอิทธิพลของ โภชนาการและการจัดการที่มีต่อการทำงานและภูมิต้านทานของเต้านม นอกจากนี้องค์กรดัง กล่าวยังต้องทำหน้าทีที่สำคัญอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง คือหน้าที่ส่งเสริม ด้วยการเป็นผู้นำในการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกร ด้วยวิธีการนำเสนอด้วยการสาธิตและการใช้สื่อที่ทันสมัยและ ได้ผล โดยผู้ที่มีความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เรื่องโรคเต้านมอักเสบและคุณภาพน้ำนมเป็นเรื่องใหญ่ ผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ามหา- ศาล เพราะนอกจากจะช่วยลดความสูญเสียได้ปีละ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านแล้ว ยังทำให้เกษตรกรมี รายได้เพิ่มจากปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการเยียวยารักษาโรค และยังทำให้น้ำนม มีคุณภาพดีขึ้น อันเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนผู้บริโภค Objectives: 1. To provide prospective researchers on current practical knowledges on bovine mastitis and milk quality in Thailand and on problems of implementation of the research findings into the field condition. 2. To provide an overall picture on present situation of bovine mastitis and milk quality problems and to align on-going research directions; ones urgently needed, and the ones to be carried out in future. 3. To point out feasible research topics on mastitis and milk quality in order that supports can rationally be provided. Methodology: 1. Compile and edit the literatures. 2. Submit the draft to the dairy projects committee. 3. The Thailand Research Fund will arrange for presentation of which scopes of research on udder health improvement shall be defined for the next 5 years. Results: A review of literatures on mastitis and milk quality control has been carried out. A body of practical knowledges on the subjects has come to hand, together with the ongoing research direction, the research topics urgently needed, and those to be carried out in future. Discussion and conclusion: Mastitis is the most costly disease of dairy cattle in Thailand. Economic losses resulted from decreased milk production, increased management costs, impairment of milk composition and hygienic quality which bring considerable losses to the dairy products manufacturers as well as health hazard to the consumers are well-known outcome of the disease. Losses are estimated as 1,500-2,000 million baht per year, twice as much as losses from infertility and reproductive diseases. Most of the dairy farms have not adopted effective mastitis control measures, thus the disease prevalence is often high, particularly the subclinical form which is approximately 10 times as much as the clinical cases. Research knowledge regarding mastitis and its control in Thailand is very scanty. Knowledge from which Thai dairy industry presently benefit, largely originates from extensive research in dairy developed countries. However, although environmental and management difference exists between the systems, it is fortunate that the causative agents and infection modes are similar and mastitis control methods are therefore essentially similar. Programs can be fine-tuned to suit the local needs only when more locally earned specific knowledge has been accumulated through research. Several groups of bacteria are mastitis-causing microorganisms. Management, environmental, genetic and physiological factors interact to 1) increase exposure of cows to mastitis organisms, 2) reduce the cow’s natural resistance to the disease and 3) aid microorganisms entry into the mammary gland. Different appropriate control measures are necessary for different groups of microorganisms. An effective mastitis control program should be carried out, ideally by a team of veterinarians, laboratory micro-biologists, milk plant field representatives or extension officers, and the dairy farmers. To reduce the disease level and improve milk quality, the Comprehensive Plan of Mastitis Control world-widely accepted should be followed conscientiously including: 1) proper milking hygiene, 2) use functionally adequate milking machines, 3) dipping of teats after milking, 4) treatment of all quarters of all cows at drying off, 5) prompt and adequate treatment of all clinical cases, and 6) culling of chronically infected cows. Quality of milk produced in the country is far from satisfactory. Various aspects of quality milk production need to be improved. Very high bacteria and somatic cell counts, faulty milk processing, inadequate storage temperature control, presence of drug and chemical residues, are a few examples. Improvement urgently needed includes: 1) proper milking hygiene, 2) good milk quality control system at reception as well as manufacturing processes, and 3) good regulatory and penalty systems for proper milk handling and adulteration deterring . Suggestions/Further implication/Implementation/Further Study or Research: More elaborated scientific knowledges about the mammary gland and its functions are needed, including as basically as detailed structures of the mammary gland, its milk synthesis and secretion, to more advanced aspects such as mastitis associated microorganisms, and alternative diagnostic methods and procedures leading to more effective prevention and control measures. Integration of various discliplines such as microbiology, pharmacology, immunology, pathology, should be encouraged in order for new approaches and control technology to develop. Research regarding Influence on the secretory functions and immune system by nutritional and management factors is also demanded. It is important that an organization specialized in doing research on mastitis and milk quality control which is considered very cost-effective should quickly be established if the local control of the disease is to be efficient.

บรรณานุกรม :
ธีรพงศ์ ธีรภัทรสกุล . (2542). การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีรพงศ์ ธีรภัทรสกุล . 2542. "การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีรพงศ์ ธีรภัทรสกุล . "การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print.
ธีรพงศ์ ธีรภัทรสกุล . การทบทวนเอกสารด้านสุขภาพเต้านมในโคนม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.