ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน
นักวิจัย : นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์
คำค้น : Adolescents Life skills Prevention , Risk-Behaviors , การป้องกัน , ทักษะชีวิต , พฤติกรรมเสี่ยง , วัยรุ่น
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDF4480037 , http://research.trf.or.th/node/700
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมที่เสียงต่อสุขภาพของวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 จากโรงเรียนในสังกัดกองมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา จาก 4 ภาคของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร สุ่มเลือกโรงเรียนตัวแทนแบบหลายขั้นตอ จำนวน 10 โรง ได้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งหมด 2,040 คน กลุ่มตัวอย่างนักเรียนได้ตอบแบบสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่ผู้วิจัยดัดแปลงมาจาก The Youth Health Risk Behavior Survey โดย CDC ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 12 –21 ปี อายุเฉลี่ย 15.4 ? 1.8 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 56.5 ร้อยละ 20.2 ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะโภชนาการเกิน ( ใช้เกณฑ์ น้ำหนัก/ส่วนสูง ? 2 SD ) สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพพบว่า ในระหว่าง 1 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ตอบแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพทั้ง 6 ด้านได้แก่ ด้านความปลอดภัย ด้านการสูบบุหรี่และการใช้สารเสพติด ด้านดารดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอส์ ด้านการมีเพศสัมพันธ์ ด้านการรับประทานอาหาร และด้านการออกกำลังกาย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 60.8 และร้อยละ 10.8 ของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ในระดับสูง มีเพียงร้อยละ 28.4 ของกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพิจารณาพฤติกรรมเสี่ยงแต่ละด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติพฤติกรรมเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่สูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 67.9 และร้อยละ 24.9 ของกลุ่มตัวอย่างสูบบุหรี่เป็นประจำ ผลการวิจัยในระยะที่หนึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงการเพื่อป้องกันหรือลดพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว ระยะที่สองของการวิจัย เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยนำผลการวิจัยที่ได้จากระยะที่หนึ่ง มาพิจารณาพัฒนาโครงการ “ เยาวชนไม่สูบบุหรี่หรือเสพยา “ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันหรือลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่และใช้สารเสพย์ติด โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะชีวิตให้หับกลุ่มตัวอย่างร่วมกับการให้คำปรึกษาด้านพฤติกรรม โรงเรียนในกรุงเทพมหานครจากระยะที่หนึ่ง ถูกสุ่มเลือกมา 1 โรง นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในโรงเรียนดังกล่าวที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่หรือใช้สารเสพย์ติดถูกคัดเลือกมาเข้าโครงการจำนวน 85 คน โดยนักเรียนจะได้รับการประเมินทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเชิงปริมาณจะประเมินเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับบุหรี่และสารเสพย์ติด ทักษะการตัดสินใจเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่และเสพยา และทักษะการปฏิเสธก่อนและหลังเข้าโครงการ ด้วยแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่วนการประเมินเชิงคุณภาพจะประเมินจากการมีส่วนร่วม การตอบคำถาม และผลงานกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการอบรมทักษะชีวิตมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับบุหรี่และสารเสพย์ติด คะแนนทักษะการตัดสินใจเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่และเสพยา และคะแนนทักษะการปฏิเสธสูงกว่าก่อนเข้าโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < .01 ) นักเรียนส่วนใหญ่พอใจกับโครงการที่จัดให้ ให้ความร่วมมือในการทำกลุ่ม และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการป้องกันการสูบบุหรี่และการใช้สารเสพย์ติดได้อย่างเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะว่า การพัฒนาทักษะชีวิตเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่น เพราะจะช่วยให้วัยรุ่นเข้มแข็ง สามารถป้องกันตัวเองจากการสูบบุหรี่หรือเสพยาได้ดังนั้น ในการศึกษาครั้งต่อไปจึงควรมีการศึกษาถึงประสิทธิผลของโครงการพัฒนาทักษะชีวิตในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอื่นๆ และควรจะได้มีการติดตามประเมินผลประสิทธิภาพโครงการพัฒนาทักษะชีวิตที่จัดให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง The research consists of 2 phases. Phases is a survey research that aimed to study risk behavior in adolescents. A stratified random sempling wwas used to select 10 public high schools from Bangkok and the other four regions of Thailand. Each selected school was asked to randomly select two classrooms of each level ( grade 7th – 12th ). There were 2,040 students participated in the research. The students were asked to complete Thai youth risk behavior survey which includes intentional and unintentional control , tobacco and other drugs use , alcohol , sexual behavior , dietary behavior and physical activity. The results presented that the students were 12-21 years old. Approximately 20.2% were obesity ( Wt/Ht ? 2SD ). The majorlty of syudents ( 60.8% ) engaged in moderate level of the risk behaviors and 10.8% were at high risk within the past year. Considering each risk behavior , the prevalence of having smoked of the students Is the highest rate ( 67.9% ) within the past year and 24.9% of the students have always smoked. The schools in Bangkok exhibited the highest percent of having smoked of the students. The findings suggest that it is needed to develop a school health prevention program. Phase II is a participatory research which aimed to develop a program to prevent tobacco use in students. A school health prevention program of “ Life skills in youth for smoking and drugs use prevention “ was developed. A school in Bangkok from Phase I was selected randomly. The school was asked to select students were at high risk smoking behavior to enter the program. There were 85 students ( grade 7th – 12th ) participated in the program. The students were asked to complete the questionnaires, concerning knowledge and attitude on tobacco and other drugs use, decision-making and problems solving skills, and refusal skill before participation and also after the program completion. In the program , life skills training regarding self-awareness skill , decision-making and problems solving skills , stress and coping skill , and refusal skill as well as behavioral counseling were prepared for the students. The results revealed that when comparing the mean scores of knowledge and attitude on tobacco and other drugs use, decision – making and problems solving skills ,and refusal skill before and after the implementation by using Paired-test, it was found that after the implementation the mean scores of those skills are statistically significant differences ( p < .01 ). The students were satisfied with program. The results suggested that life skills are necessary and worth for youth for everyday living and can help to prevent them from tobacco and drug use. The further study should continue to evaluate the effectiveness of life skills training program on the other risk behaviors.

บรรณานุกรม :
นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ . (2548). พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ . 2548. "พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ . "พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ . พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นไทยและการพัฒนาโปรแกรมการป้องกัน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.