ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย
นักวิจัย : ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ
คำค้น : Anopheles minimus , Malaria , Pesticide Avoidance , พฤติกรรมการหลีกหนีสารเคมี , มาลาเรีย
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDF4080067 , http://research.trf.or.th/node/534
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ สำรวจการต้านทานสารเคมีเชิงสรีรในยุงมินิมัส สำรวจการต้านทานสารเคมีเชิงพฤติกรรมในยุงมินิมัส ขอบเขตการวิจัย วิธีการที่ได้ข้อมูล: จับยุง Anopheles minimus ที่ได้จากพื้นที่และห้องปฏิบัติการมา ทดสอบการต้านทานสารเคมีเชิงสรีระโดยใช้ World Health Organization Susceptibility Test (1981) และใช้ An Improved Excito-Repellency Escape Chamber (2000) เพื่อทดสอบการต้าน ทานต่อสารเคมีในเชิงพฤติกรรม วิธีการเก็บตัวอย่าง: ใช้คนเป็นเหยื่อในการเก็บยุง โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ๆ ละสามถึง สี่คน นั่งจับยุงตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น. จากนั้นนำยุงที่ได้ไปเก็บไว้ในกระบอกเลี้ยงยุงให้น้ำหวาน แยกชนิดของยุงในตอนเช้าและทำการทดสอบ วิธีการทดสอบ: WHO Susceptibility Test (1981) โดยใช้ความเข้มข้นที่ระดับวินิจฉัย (4%DDT, 0.025%deltamethrin และ 0.1%lambdachalothrin) ทำการทดสอบ 3 ครั้งต่อหนึ่งการ ทดลองต่อหนึ่งสารเคมี แต่ละครั้งใช้ยุง 100 ตัว นำยุงที่ผ่านการทดสอบไปเลี้ยงและบันทึกจำนวน การตายและการอยู่รอกหลังจาก 24 ชั่วโมง An Improved Excito-Repellency Escape Chamber (2000): เปรียบ เทียบการหลีกหนีต่อสารเคมี 3 ชนิดทั้งสัมผัสโดยตรงและสัมผัสโดยอ้อม (ดูรายละเอียดในเล่ม) โดย ทำการทดลอง 4 ซ้ำ ใช้ยุงครั้งละ 100 ตัว ต่อหนึ่งสารเคมี วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและแปรผล: ใช้ Survival Analysis ในการวิเคราะห์หาการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของประชากรยุงหลังจากเริ่มการทดลองจนสิ้นสุด ใช้ Log Rank test เปรียบ เทียบความแตกต่าง ผลการทดลอง จากการศึกษาไม่พบว่ายุงก้นปล่องชนิดมินิมัสจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่จับได้แสดงการต้านทาน ต่อสารเคมีในเชิงสรีระ (Physiological resistance) ที่ใช้ในการทดลอง แต่พบว่ายุงก้นปล่องมินิมัส จากกองมาลาเรีย และ จากอำเภอไทรโยคแสดงการต้านทานต่อสารเคมีในเชิงพฤติกรรม (Behavioral resistance) อย่างรุนแรง สรุปและวิจารณ์ จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ทำให้ทราบว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด (DDT, deltamethrin และ lambdacyhalothrin) มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมยุงก้นปล่องโดยเฉพาะ DDT ยังคงมีประสิทธิ ภาพสูงกว่าสารไพรีทรอยด์ทั้งชนิด 2 ทั้งในการขับและไล่ยุงก้นปล่อง เพราะฉะนั้นในการสรุปการ เปลี่ยนแปลงการใช้สารเคมีควบคุมยุงพาหะจำเป็นต้องทำอย่างละเอียดและรอบคอบ แนะนำ เพื่อให้การทดสอบสมบูรณ์ได้มาตรฐานควรจะมีการทำ Standardization ของชุดอุปกรณ์ที่ ใช้ในการทดสอบ และหามาตรการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ (confounding factors) ที่จะมีผลกระทบต่อ ผลการทดลอง นอกจากนี้ควรทำการทดลองเปรียบเทียบกับยุงในหลายประชากร และ ที่สำคัญควร จะทำการศึกษาโดยใช้กระท่อมทดลอง Objectives: Survey insecticide resistance (physiological resistance) in Anopheles minimus, a vector of malaria in Thailand Determine the pesticide avoidance behavior (behavioral resistance) in Anopheles minimus, a vector of malaria in Thailand Methodology: Anopheles minimus populations Physiological resistance was detected using World Health Organization test (1981) Behavioral resistance was determined using an improved ERE chamber (Chareonviriyaphap, 2000) Survival analysis with the log-rang test Results 1. Physiological resistance: All wild-caught populations used in this study were found to be completely susceptible to insecticides commonly used in malaria control in Thailand, namely DDT, deltamethrin and lambdacyhalothrin (See included tables). Those Anopheles minmus populations were collected from Tak, Mae-Hong-Sorn, Kanchanaburee, Trat, Nakhon Ratchseema and Chantaburee Provinces. 2. Behavioral resistance: Due to the availability of the specimens, only 2 populations were used in this study. The first population was a wild-caught collected from Ban Pu-Teuy, Kanchanaburee Province and the second population was a laboratory-reared colony obtained from Malaria Division, CDC. Both exhibited strong avoidance behavior (behavioral resistance) to all 3 compounds, DDT, deltamethrin and lambdacyhalothrin. Discussion and Conclusion This finding showed that both young and wild-caught populations of An. Minimus female demonstrated tremendous irritancy responses to DDT, deltamethrin and lambdacyhalothrin and most specimens took off from the treated chambers without receiving a letal dose, indicating strong natural behavioral avoidance to all 3 compounds. In the present study, the wild population showed much quicker escape responses to the chambers treated with DDT and lambdacyhalothrin than that of deltamethrin; whereas a young colony exhibited stronger responses to 2 pyrethroids than DDT. The comparatively weaker response to deltamethrin by test specimens from the wild population than a young colony was unclear. However, age composition and physiological status of wild specimens could play a role in the result. Suggestion Clearly, more field research is needed on the behavioral responses of vector populations from different geographical areas in Thailand. Chemically-induced avoidance behaviors by malaria vector mosquitoes should be defined using standardized methods (e.g., excito-repellency boxes and experimental huts) to determine the exact impact of chemicals on malaria transmission and malaria control.

บรรณานุกรม :
ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ . (2544). พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ . 2544. "พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ . "พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544. Print.
ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ . พฤติกรรมหลีกหนีสารเคมีฆ่าแมลงของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียชนิดAnopheles minimus complex ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2544.