ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี
นักวิจัย : พิมพ์จันทร์ แก้วสุข
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=33156
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ~iOpisthorchis viverrini~i ก่อให้เกิดความผิดปกติของ ระบบท่อน้ำดี รวมถึงมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยมี การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ในปัจจุบันยังไม่มีตัวตรวจหาการเกิดโรคระยะเริ่มต้น การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ ที่จะค้นหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาของโรคระบบท่อน้ำดี การศึกษานี้จึงศึกษาถึงคุณลักษณะ และความแตกต่างของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อพยาธิในโรคระบบท่อน้ำดี และมะเร็งท่อน้ำดี โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับ IgA, IGG และ IgG subclass รวมทั้ง ความจำเพาะต่อแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับโดยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) และ Immunoblotting ในกลุ่มตัวอย่างจากชนบทซึ่งมีความผิดปกติของระบบท่อน้ำดี วินิจฉัยด้วยอัลตร้าซาวน์และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาล ในการประยุกต์ใช้ IgG และ IgG subclass ในการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยา เพื่อวินิจฉัย การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบของพยาธิระยะตัวเต็มวัย (crude somatic extract) เป็นแอนติเจน พบว่า IgG(,2) ในกลุ่มตัวอย่างจากชนบท (n=107) มีค่า ความไวและความจำเพาะสูงที่สุด (100%) ในขณะที่ IgG, IgG(,3) และ IgG(,4) มีความไว ระหว่าง 81-100% แต่มีความจำเพาะต่ำกว่า IgG(,2) ส่วนในตัวอย่างผู้ป่วย มะเร็งท่อน้ำดี (n=101) พบว่า IgG(,4) ให้ผลตรวจเป็นบวกถึง 83.61% เมื่อใช้สารคัดหลั่งของพยาธิเป็น แอนติเจน พบว่า IgG ให้ผลตรวจเป็นบวกคล้ายคลึงกับการตรวจทางปรสิตวิทยา ในขณะที่ IgG subclass คือ IgG(,3) และ IgG(,4) ให้ผลการตรวจเป็นบวกน้อยกว่าและมีความไว ค่อนข้างต่ำ (9.3-56.9%) ในกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม เมื่อจำแนกตัวอย่างออกตามความรุนแรงของโรคระบบท่อน้ำดี จะพบว่าระดับ IgG(,1) และ IgG(,4) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของโรค และมีค่าต่ำลงเล็กน้อยในกลุ่ม มะเร็งท่อน้ำดี ส่วนระดับ IgA กลับมีแนวโน้มลดลงทั้งในกรณีใช้สารสกัดอย่างหยาบ และ สารคัดหลั่งเป็นแอนติเจนในการตรวจวัด เมื่อจำแนกกลุ่มตัวอย่างออกตามสภาวะการติดเชื้อ พยาธิใบไม้ตับด้วยการตรวจอุจจาระหรือน้ำดี จะพบว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อจะมีระดับ IgG และ IgG(,4) จำเพาะต่อแอนติเจนสกัดอย่างหยาบสูงกว่าผู้ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในกลุ่ม โรคระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี และถ้าใช้สารคัดหลั่งของพยาธิเป็นแอนติเจนจะพบว่า ระดับ IgG, IgG(,3) และ IgG(,4) ของผู้ติดเชื้อสูงกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อเช่นกัน เมื่อนำข้อมูลของตัวอย่างจากชนบท ซึ่งสามารถตรวจวัดระดับความหนาแน่นของพยาธิได้ และนำมาแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มตามจำนวนไข่ในอุจจาระ 1 กรัม มาหาความสัมพันธ์กับระดับ แอนติบอดีจะพบว่า IgG และ IgG(,4) จำเพาะต่อสารสกัดอย่างหยาบมีความสัมพันธ์ในเชิง บวกกับความหนาแน่นของการติดเชื้อส่วนเมื่อใช้แอนติเจนจากสารคัดหลั่งจะพบว่า IgG, IgG(,1), IgG(,2) และ IgG(,4) มีระดับสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่น ในขณะที่ IgA ต่อแอนติเจนทั้ง 2 ชนิดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในกลุ่มความหนาแน่นต่าง ๆ เนื่องจากขบวนการในการเกิดโรคของระบบท่อน้ำดีมีอิทธิพลของปัจจัยต่าง ๆ หลายชนิด เกิดขึ้นร่วมกัน จึงได้วิเคราะห์หาความสำคัญของตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคือ คุณสมบัติของ ประชากรตัวอย่าง การติดเชื้อปรสิต และแอนติบอดีจำเพาะต่อพยาธิ โดยใช้แบบจำลองความ สัมพันธ์ถดถอยโลจีสติกชนิดตัวแปรพหุนาม (Multiple logistic regression model) ซึ่งพบว่า IgG(,4) ต่อแอนติเจนสกัดอย่างหยาบเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคระบบท่อน้ำดี (odd ratio = 17.07) ในขณะที่ IgA เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันการเกิดโรค (odd ratio = 0.08) ส่วนกรณีใช้สารคัดหลั่งของพยาธิเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์ จะพบว่าปัจจัยเสี่ยงกลายเป็น IgG(,2) (odd ratio = 11.26) เป็นปัจจัยในการป้องกันการเกิดโรคเช่นเดิม (odd ratio = 0.077) ผลการตรวจหาปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีจำเพาะต่อแอนติเจนชนิดสกัดอย่างหยาบโดย วิธี Immunoblotting พบว่าผู้ป่วยโรคระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดีมีจำนวนและรูปแบบของ การเกิดแถบปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน โดย IgG(,3) และ IgG(,4) มีจำนวนของแถบโปรตีนมากกว่า IgG(,1) และ IgG(,2) โดยที่ IgG(,4) ของผู้ป่วย มะเร็งท่อน้ำดีจะเกิดแถบปฏิกิริยากับแอนติเจน มากกว่ากลุ่มอื่น ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ต่อการติดเชื้อพยาธิในโรคระบบท่อน้ำดี ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับความสมดุลย์ของแอนติบอดีที่ทำให้ เกิดพยาธิสภาพ (IgG(,4)) และแอนติบอดีต่อต้านพยาธิ (IgA) รวมทั้งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ แสดงความเป็นไปได้ในการพิจารณาใช้ IgG(,4) เป็นตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาของโรคระบบ ท่อน้ำดี เพื่อตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยโรคระบบท่อน้ำดีต่อไป

บรรณานุกรม :
พิมพ์จันทร์ แก้วสุข . (2543). การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พิมพ์จันทร์ แก้วสุข . 2543. "การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พิมพ์จันทร์ แก้วสุข . "การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print.
พิมพ์จันทร์ แก้วสุข . การศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางอิมมูโนวิทยาต่อพยาธิใบไม้ตับของระบบท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.