ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นักวิจัย : จิรวรรณ กิจชัยเจริญ
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=5807
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณะชนในตลาดแรก เป็นการระดมทุนที่ได้รับความนิยมวิธี หนึ่ง โดยเงื่อนไขที่จะทำให้การระดมทุนด้วยวิธีนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่ กับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ด้วย ราคาหุ้นสามัญใหม่ที่จะเสนอขายต้องเป็นราคาที่ เหมาะสม การกำหนดราคาเสนอขายที่สูงหรือต่ำจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อทั้งบริษัทผู้รับประกัน การจำหน่ายหลักทรัพย์และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ แบบจำลองที่ใช้ในการกำหนดราคาเสนอขายมี ส่วนสำคัญในการกำหนดราคาเสนอขาย ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแบบ จำลองที่บริษัทผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ในการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ใน ตลาดแรก (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ หลังเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยและประเมินการกำหนดราคาเสนอขาย การศึกษาถึงการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ในตลาดแรกนั้น เป็นการศึกษาแบบจำลอง ที่ใช้ในการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่แต่ละหุ้นเป็นรายตัว โดยเลือกทำการศึกษาหุ้นสามัญ ใหม่จำนวน 30 หุ้นที่เสนอขายในช่วงปี 2536-2538 เป็นหุ้นตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ข้อมูล ที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากการสัมภาษณ์บริษัทผู้ประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์เป็นสำคัญ ผลการ ศึกษา พบว่า มีการใช้แบบจำลอง P/E ratio ในการช่วยกำหนดราคาเสนอขายมากที่สุด คือ ร้อยละ 73.33 ของจำนวนหุ้นตัวอย่างทั้งหมดแบบจำลอง P/E ratio เป็นแบบจำลองที่ใช้และเข้าใจได้ง่าย และนิยมใช้กับหุ้นสามัญใหม่ของบริษัทที่มองผลการดำเนินงานของบริษัทในรูปของกำไรสุทธิต่อ ปี และมีการดำเนินกิจกรรมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แบบจำลองนี้เหมาะสำหรับหุ้นในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์และกลุ่มพาณิชย์แบบจำลองที่ใช้ในการ กำหนดราคาเสนอขายมากเป็นอันดับสอง คือ แบบจำลองส่วนลดกระแสเงินสดหรือ DCF มีการใช้ร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นตัวอย่างทั้งหมด แบบจำลอง DCF จะใช้มากในหุ้นของบริษัทที่มีลักษณะกิจการ แบบได้รับสัมปทานหรือกิจการที่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้ อันได้แก่ หุ้นใน กลุ่มสื่อสารและพลังงานเป็นต้น ส่วนการนำช่วงราคาไปทดสอบปริมาณความต้องการหรือที่เรียกว่า book building มีการใช้วิธีนี้ร้อยละ 20 ส่วนใหญ่จะทำในหุ้นที่มีขนาดมูลค่าการเสนอขาย มากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เพราะมีค่าใช้จ่ายในการทำสูง ในขณะที่มีการใช้แบบจำลองมูลค่า สินทรัพย์หรือ NAV ร้อยละ 16.67 ของจำนวนหุ้นตัวอย่างทั้งหมด NAV เป็นแบบจำลองที่เหมาะ สำหรับการวิเคราะห์บริษัทที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง กำไรผันผวนมาก อันได้แก่ หุ้นกลุ่มพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ประเภทพัฒนาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนแบบจำลองการเติบโตของเงินปันผล หรือ DDM มีเพียงหุ้นสามัญตัวอย่างหุ้นเดียวเท่านั้นที่ใช้แบบจำลองนี้ช่วยในการกำหนดราคา เสนอขาย และในการศึกษาครั้งนี้ไม่พบว่ามีหุ้นสามัญใหม่ตัวใดที่ใช้มูลค่าตามบัญชีช่วยใน การกำหนดราคาเสนอขาย แต่หุ้นสามัญใหม่ทุกตัวมีราคาเสนอขายสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี การกำหนดราคาเสนอขายนอกจากคำนวณหาราคาเสนอขายแบบจำลองแล้วยังต้องพิจารณาปัจจัย อื่น ๆ ประกอบด้วย อันได้แก่ ปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัทผู้ออกหุ้นสามัญใหม่ ภาวะตลาด หลักทรัพย์ ความต้องการของนักลงทุน ประสบการณ์และวิจารณญาณของบริษัทผู้รับประกันการจำหน่าย การศึกษาพฤติกรรมราคาของหุ้นสามัญใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการวิเคราะห์ อัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของหุ้นสามัญใหม่ภายหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผล การศึกษาพบว่า อัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยสูงสุดในวันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เท่ากับ 45.67, 47.11 และ 46.86 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จากแบบจำลอง market adjust excess return, two parameter และ aggregated RATS ตามลำดับ แต่ผลการศึกษาจำนวนตัวอย่าง 30 ตัวอย่าง ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่เมื่อได้ปรับลดจำนวนหุ้นสามัญใหม่บางตัว ที่มีการเก็งกำไรกันมากออกไป พบว่า หุ้นสามัญใหม่จำนวน 24 ตัวอย่างที่เหลือมีอัตราผล ตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยสูงสุดในวันที่สามที่หุ้นสามัญใหม่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีค่าเท่ากับ 13.37, 13.70 และ 14.92 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ณ.ระดับนัยสำคัญ 0.01 จาก แบบจำลอง market adjust excess return, two parameter and aggregated RATS ตามลำดับ โดยอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยจะค่อย ๆ ลดลงและมีค่าต่ำสุดในเดือนที่ 9 เช่นเดียวกัน ทั้งกรณี 30 ตัวอย่างและ 24 ตัวอย่าง อัตราผลตอบแทนส่วนเกินได้จากทั้งสามแบบจำลองสอดคล้อง กัน คือ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยบวกตลอดช่วงเวลาการศึกษา แสดงให้เห็นว่า ส่วน ใหญ่การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่มีการกำหนดราคาเสนอขายให้ต่ำกว่ามูลค่าตลาดหรือ เรียกว่ามีการกำหนดราคาเสนอขายแบบ "underprice" จากการศึกษามีข้อเสนอแนะทางนโยบายแก่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คือ ควรมีการออกกฎระเบียบให้บริษัทผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์แสดงการคำนวณราคาเสนอ ขายไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยได้รับทราบถึงที่ มาของราคาเสนอขายและสามารถตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญใหม่ในตลาดแรกได้ดียิ่งขึ้น

บรรณานุกรม :
จิรวรรณ กิจชัยเจริญ . (2540). การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จิรวรรณ กิจชัยเจริญ . 2540. "การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
จิรวรรณ กิจชัยเจริญ . "การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
จิรวรรณ กิจชัยเจริญ . การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ต่อสาธารณชนในตลาดแรกและพฤติกรรมของราคาหุ้นสามัญใหม่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.