ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน
นักวิจัย : ไมตรี สุทธจิตต์
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2538
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=DIG3790007 , http://research.trf.or.th/node/314
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

หญ้าหวาน หรือ สตีเวีย ( Stevia rebaudiana Bertoni ) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองใช้หญ้าหวานเพื่อให้ความหวาน หรือใช้เป็นสารชูรสหวานในอาหารต่างๆ สารสกัดที่มีรสหวานมากที่สุดจากหญ้าหวานคือ สตีวิโอไซด์ ( stevioside ) ซึ่งมีความหวานประมาณ 300 เท่า ของน้ำตาลซูโครส แต่ไม่ให้พลังงาน จึงนำมาใช้เป็นสารทดแทนน้ำตาลโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน โมเลกุลประกอบด้วยสตีวิออล ( steviol ) และกลูโคส มีการนำมาปลูกในญี่ปุ่น จีน ใต้หวัน และในภาคเหนือของประเทศไทยได้มีการปลูกหญ้าหวานอย่างแพร่หลาย และมีการจำหน่ายในรูปใบหญ้าหวานแห้งเพื่อการบริโภคทั้งในและนอกประเทศมานานแล้ว ในปี 2535 สำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้มีการประกาศ ให้กำหนดห้ามการผลิต การนำเข้าการจำหน่ายหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือได้จากหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือได้จากหญ้าหวานเพื่อการบริโภคภายในประเทศ โดยมีเหตุผลว่าข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของสารดังกล่าวไม่เพียงพอ ทำให้มีความสับสนและความไม่เข้าใจในคำประกาศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคหญ้าหวาน ผู้ปลูก ผู้จำหน่าย และนักวิจัยที่เกี่ยวข้องสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้พิจารณาเห็นว่า หญ้าหวานเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศมานานแล้ว การศึกษาความปลอดภัยและความเป็นพิษของหญ้าหวานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยและประเมินความรู้ เพื่อจะได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับพิษวิทยา และนำมาพิจารณาหาแนวทางการวิจัยและการพัฒนาหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ของหญ้าหวานต่อไป ในรายงานนี้ ได้ทบทวนเอกสสารงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั้งในและนอกประเทศ ได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและพิษวิทยาที่ศึกษาจากสัตว์ทดลองและคน ผลที่ได้ พอจะประเมินได้ว่า สตีวิโอไซด์และสารสกัดจากหญ้าหวานมีคุณสมบัติทางชีวภาพต่อระบบต่างๆ สรุปได้ดังต่อไปนี้ 1. ด้านเภสัชวิทยา สรีรวิทยา และชีวเคมี - สตีวิโอไซด์ถูกเปลี่ยนให้เป็นสตีวิออลได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของหนูพุก แต่ในคนยังไม่ทราบ - ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ทดลอง - ไม่มีผลต่อการทำงานของตับอ่อน หรือต่อการสร้างและการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินและกลูคากอน - ไม่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิต ปอดและการหายใจ เมื่อใช้ในขนาดต่ำกว่า LD50ในหนูขาว - ในหลอดทดลอง สตีโอไซด์ลดการผลิตสารพลังงานสูง ATP ในไมโตคอนเดรีย แต่ในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีการศึกษา และถ้าหากจะวิจัยในสัตว์ คงจะต้องใช้ปริมาณสารสูงมากและระยะนานกว่ามาก จึงเห็นผล 2. ด้านความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง - ไม่มีความผิดปกติใดๆ ทั้งพิษเรื้อรัง กึ่งเรื้อรัง และพิษกึ่งเฉียบพลัน ในเลือด ปัสสาวะและอวัยวะต่างๆ - การได้รับอย่างเฉียบพลันในหนู ค่า LD60 ของสตีวิโอไซด์สูงในขนาด 5-17 ก.ต่อกก.น.น. ตัวต่อวัน - การฉีดสตีวิโอไซด์เข้าเส้นเลือดในปริมาณสูงมากจะทำให้หนูแฮมสเตอร์ตายเนื่องจากไตล้มเหลวอย่างเฉียบพลัน 3. ด้านการกลายพันธุ์และการเกิดมะเร็ง - สตีวิโอไซด์ไม่เป็นสารก่อการกลายพันธุ์ตอแบคทีเรียชนิดและสายพันธุ์ต่างๆ ที่นำมาทดสอบ - การทดสอบด้านความเป็นพิษต่อยีนโดยวิธี micronucleus , chromosomal aberration และ sister chromatid exchange ไม่พบว่า สตีวิโอไซด์มีการเสียหายด้านพันธุกรรม หรือ การทำให้โครโมโซมแตกหัก - สตีวิโอไซด์ไม่เป็นสารก่อมะเร็งหรือส่งเสริมการเกิดมะเร็ง - สตีวิออลไม่มีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์ต่อแบคทีเรียหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ที่นำมาทดสอบ ยกเว้นในสายพันธุ์เดียว คือ Salmonelia typhimurium TM677 ซึ่งใช้ทดสอบการกลายพันธุ์แบบไปข้างหน้า ( forward mutation ) เมื่อมีเอ็นไซม์ ( s-9 ) จากตับอยู่ด้วยเท่านั้น กลุ่มนักวิจัยอเมริกันกลุ่มหนึ่งรายงานว่า สตีวิออลแสดงฤทธิ์การกลายพันธุ์ต่อแบคทีเรีย TM677 แต่ฤทธิ์หรืออัตราแบคทีเรียที่กลายพันธุ์ ( mutant fraction ) นั้นน้อยมาก ต่อมาได้มีกลุ่มนักวิจัยชาวอังกฤษคัดค้านว่า ข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับแบคทีเรีย TM677 ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องในการคำนวณ mutant fraction เพราะการเพิ่มขนาดสตีวิออลที่ใช้ทดลอง ทำให้แบคทีเรียตายเพิ่มขึ้น จะต้องเอาเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดมาคูณ mutant fraction ด้วย จึงจะได้ค่าแท้จริงซึ่งลดลงจากค่ารายงานเดิมมาก ค่า mu่tant fraction ที่ได้ไม่สัมพันธ์ตามปริมาณสารที่ใช้ ยังมีกลุ่มนักวิจัยญี่ปุ่นได้ทดลองวิจัยซ้ำและได้ยืนยันว่า การออกฤทธิ์กลายพันธุ์ดังกล่าวไม่ได้มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของยีน ไม่ได้ทำลายดีเอ็นเออย่างที่สารก่อกลายพันธุ์พึงจะมีแต่อย่างใด อนึ่ง สารเมตะบอไลท์ของสตีวิออลคือ 15-oxosteviol ซึ่งนักวิจัยอเมริกันได้เสนอว่าเป็นสารก่อกลายพันธุ์ใน TM677 นั้น เมื่อมีการตรวจสอบอย่างละเอียดก็ไม่มีการตรวจพบสารเมตะบอไลท์ดังกล่าวได้ - หฯที่กินสารสกัดจากหญ้าหวานหรือสตีวิโอไซด์ในระยะเวลานานพอ ไม่พบว่า มีก้อนมะเร็งหรือความผิดปกติที่อวัยวะใดๆ แต่มีรายงานวิจัยว่า สตีวิออลมีฤทธิ์ต่อต้านสารทูเมอร์โปรโมเดร์หรือยับยั้งการส่งเสริมเนื้องอก 4. ต่อระบบการสืบพันธุ์ - เมื่อให้หนูกินสตีวิโอไซท์ในขนาด 2.5 กรัมต่อ นน.ตัวต่อวัน ทุกวัน ไม่มีผลกระทบต่อการคุมกำเนิด หรือการสืบพันธุ์ของหนูทั้งเพศผู้และเพศเมีย ในรุ่นพ่อแม่ และไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในรุ่นลูกและในรุ่นหลาน สรุปได้ว่า จากข้อมูลวิจัยมากมายที่ได้รวบรวมจากภายในและต่างประเทศ การทบทวนและการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดสามารถประเมินได้ว่า หญ้าหวาน สารสกัดหญ้าหวาน และสตีวิโอไซด์ ไม่ได้แสดงฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์การก่อมะเร็ง และไม่มีพิษร้ายแรงต่อสัตว์ทดลอง ปริมาณสตีวิโอไซด์ที่แสดงพิษหรือทำให้สัตว์ตายนั้นก็เกิดจากการใช้ในปริมาณที่สูงมาก หากคิดในอัตราเฉลี่ยต่อ กก. ต่อวันจะเท่ากับประมาณ 1000 เท่าของขนาดเฉลี่ยที่คนควรจะกินทุกวัน จึงไม่มีแนวโน้มหรือน่าจะมีฤทธิ์อันตรายร้ายแรงต่อคนได้ สำหรับข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับสตีวิออล พบว่าเป็นสารก่อกลายพันธุ์ที่ไม่ร้ายแรงต่อแบคทีเรียบางชนิด ในขณะนี้ มีการวิจัยด้านพิษวิทยาของสตีวิโอไซด์และสตีวิออลที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ ผลวิจัยเบื้องต้นก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสดงว่าสตีวิออลเป็นสารพิษร้ายแรง ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดที่ได้ศึกษามาเป็นพื้นความรู้เบื้องต้นที่แสดงในด้านความปลอดภัยของหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ของหญ้าหวานค่อนข้างจะมีมากเพียงพอ แต่ข้อมูลที่แสดงในด้านความเป็นพิษแรงนั้นมีค่อนข้างน้อยมาก แม้การศึกษาพันธุพิษวิทยาของสตีวิโอไซด์และสตีวิออลในสัตว์ทดลองยังไม่ครบถ้วน และเมตะบอลิสม์ของสารทั้งสองในคนก็ยังไม่ทราบ การศึกษาวิจัยด้านนี้ควรจะมีต่อไปอยู่ อย่างไรก็ตามคณะทำงานเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สมควรที่จะให้มีการประเมินถึงขนาดความปลอดภัยของหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ของหญ้าหวานในรูปแบบสมุนไพร เพื่อการบริโภคทั่วไป หรืออย่างน้อยในกลุ่มผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถบริโภคน้ำตาลในชีวิตประจำวันได้ Stevia rebaudiana Bertoni has been long recognied and originally used as a sweetener in tea , drinks and foods by the natives in South America. The priciple sweetening compound is Stevia is which has a sweetness of 300 times compared with sucrose. Stevioside is not – caloric , and has been used as a sugar substitute in some countries. Stevia has been grown in Japan , China and Thailand . In 1992 , the Food and Drug Administration of Thailand issued the regulation that stevia and its products are not allowed to be produced , sold or consumed due to the insufficiency of their safety data. The announced statement has made Thai consumers confused and doubted the safety and foxicity of stevia. The Research Promotion Fund Committee realized the importance of this plant and the problem , therefore initiated and supported the authors to collect , review , analyze and synthesize research datafrom scientific journals and other available publications. All the available data involving stevia and its products are state-of-the-art reviewed and presented. The assessment of toxicity and other biological activity were based on the validity and fact of the experimental results. The action and toxicity of stevia and/or its product(s) can be summarized as the followings ; 1. Pharmacological physiological and biochemical activities. - Stevioside can be hydrolysed by bacterial enzyme to steviolin rat intestine but not known in human - No effect on biosynthesis and secretion of insulin and glucagon in pancreas. - No effect on cardiovascular fuction , blood pressure , long and respiration by doses which are less than LD50- of stevioside. - Stevioside decreases ATP pproduction in mitochondria in vivo effect has not been yer studied. 2. Toxicology - No chronic subchronic and subacute toxicity could be seen in both sexes of rate , guinea pigs, chicken , rabbits and hamster. - The acute toxicity of stevioside in mice and rats was indicated by LD50 which ranged 5-17 g/Kg body wt / day. - Acute renal failure and death could observed in hamsters by using excessive intravenous doses. 3. Mutagenicity and careinogenicity - No mutagenicity of steviosidel in bacterial system both in the presence and absence of liver microsomal enzymes. The week mutagenicity of steviol was shown only in Samonella typhimurium TM 677 in the presence of 5.9 mix. The mutation of steviol had been rejustified and criticised. Multiplying with corresponding survival percentage, the mutant fraction of steviol-treated culture was not dose-response increased. The reported mutant fractions were later found to be insignificant. There was no any chemical DNA, change in the steviol-treated TM 677 bacteria either. - The chromosomal aberration , micronuleus , sister chromatid exchange was absent in mammalian cells treated with stevioside. No carcinogenicity was found In experimental animals and never been reported in humans after long-term consumption of stevia and stevioside. Steviol was found to be an anti-tumor promoter. 4. Reproduction - Stevioside at a dose of 2.5 g/Kg b.w./day had no effect on contraception , reproduction and teratogenicity in male and female rats and no abnormality their F1 and F2 offsprings. It is concluded tha the research data concerning safety of stevia and stevioside are quite adequate, but the data concerning toxicity including mutagenicity of stevia, stevioside and its metabolite ( s ) in experimental animals are not sufficient . The analysis of obtained data revealed that stevia and stevioside at doses by stevia human consumers are not toxic, however at higher doses over 1000 times , stevioside are toxic to vital organs and systems in experimental animal. The toxicity of steviol has being now studied at mahidol University. Although the genotoxicity of stevia and its products have not been completed and their metabolism in men is still unknown , and the research in these areas should be continued. However , according to the present situation , the authors would like to suggest that the evaluation of the safety doses of stevioside present in stavia used as medicinal herb should be set up for general consumption or at least for patients with diabetes mellitus , obesity and other disease who cannot take sugar in their daity life.

บรรณานุกรม :
ไมตรี สุทธจิตต์ . (2538). การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไมตรี สุทธจิตต์ . 2538. "การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ไมตรี สุทธจิตต์ . "การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2538. Print.
ไมตรี สุทธจิตต์ . การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าหวานและผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2538.