ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย
นักวิจัย : เกษฎา ทันวงษา
คำค้น : MYCOPHENOLATE MOFETIL , GASTROINTESTINAL ADVERSE EVENT , PHARMACOKINETICS , THERAPEUTIC DRUG MONITORING
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082545001259
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อ หาความสัมพันธ์ระหว่างระดับยาในพลาสมาตลอดจนค่าพื้นที่ใต้กราฟความเข้มข้นในพลาสมา-เวลาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติล (MMF) (MPA AUC)กับอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหาร (GAE) พร้อมทั้งหาเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างเลือดน้อยตัวอย่างที่สุดที่สามารถนำมาใช้ทำนายได้ทั้งประสิทธิผล (efficacy) และความเป็นพิษต่อทางเดินอาหาร (GAE toxicity) ของยา MMF การวิจัยเป็นแบบศึกษาไปข้างหน้าในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตที่มาติดตามการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยผู้ป่วยได้รับยา MMF ที่มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ 1,000 ถึง 2,000มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับยา cyclosporin และ prednisolone เก็บตัวอย่างพลาสมาที่เวลา0, 0.25, 0.5, 1, 2, 3, 4, 6 และ 12 ช.ม.หลังรับประทานยาในขนาดปัจจุบันที่ผู้ป่วยใช้อยู่เมื่อเข้าร่วมการวิจัย หลังจากนั้นจะปรับลดหรือเพิ่มขนาดยาที่ใช้ครั้งละ 500มิลลิกรัมต่อวันต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีหรือไม่มีอาการ GAE ค่า MPA AUCสูงหรือต่ำเกินไป ขนาดยาสูงถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวันหรือไม่ ทุกครั้งเมื่อปรับขนาดยาจนครบสัปดาห์จะเก็บตัวอย่างพลาสมา 4-6 ตัวอย่างที่เวลา 0, 1, 3, 6 หรือ 0, 0.5, 1, 3,4, 6 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา MMF ปริมาณยา MPA ในพลาสมาจะถูกวิเคราะห์ด้วยวิธี HPLC ผลการวิจัยในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต 23 ราย เป็นเพศหญิง 12 ราย อายุเฉลี่ย43.70(+,ฑ)10.02 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 58.42(+,ฑ)9.73 กิโลกรัม ระยะเวลาเฉลี่ยหลังปลูกถ่ายไตคือ 21.31(+,ฑ)14.51 เดือน ระยะเวลาเฉลี่ยที่รับประทานยา MMF คือ 20.56(+,ฑ)13.66 เดือน พบผู้ป่วย 4 รายมีอาการ GAE แบบรุนแรง และแบบไม่รุนแรง 3 รายพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับยา MPA ในพลาสมาที่เวลาก่อนให้ยา MMF (C0) และหลังให้ยา12 ช.ม. (C12) ระดับยาสูงสุดที่เวลา C0.25 C0.5 หรือ C1 และ MPA AUC กับอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหาร (GAE) โดย C0 น่าจะเป็นจุดที่เหมาะสมที่จะนำมาปฏิบัติทางคลินิกมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ C12 (ซึ่งไม่สะดวกสำหรับการเก็บตัวอย่าง) หรือ ระดับยาสูงสุด (C0.25, C0.5, C1) (ซึ่งเวลาที่ระดับยาสูงสุดมีความแปรปรวนค่อนข้างมากระหว่างผู้ป่วยแต่ละคน) หรือ MPA AUC (ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลหลายค่า ทำให้เสียเวลา และมีค่าใช้จ่ายสูง) โดยค่า C0 ที่มากกว่า 3 mcg/mL มีโอกาสสูงที่จะเกิด GAE แบบไม่รุนแรงและถ้า C0 มากกว่า 5 mcg/mL มีโอกาสที่จะเกิด GAE แบบรุนแรง ค่า MPA AUC ที่มากกว่า79 mcg*hr/mL มีโอกาสสูงที่จะเกิด GAE แบบไม่รุนแรงและถ้า MPA AUC มากกว่า 99mcg/mL มีโอกาสที่จะเกิด GAE แบบรุนแรง หากต้องการทำนายทั้งประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อทางเดินอาหารของยา MMF โดยใช้ตัวอย่างเลือดน้อยและสะดวกที่สุดที่สามารถทำนาย MPA AUC ได้แม่นยำ ควรทำการเจาะวัด 3 หรือ 4 จุด ที่เวลา 0, 0.5 และ 1 ช.ม.(R('2) = 0.866 และ absolute prediction error = 12.060(+,ฑ)2.189%) หรือ ที่เวลา0, 0.5, 1 และ 2 ช.ม. (R('2) = 0.940 และ absolute prediction error = 9.308(+,ฑ)1.495%) หลังรับประทานยา MMF ตามลำดับ

บรรณานุกรม :
เกษฎา ทันวงษา . (2545). ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เกษฎา ทันวงษา . 2545. "ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เกษฎา ทันวงษา . "ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print.
เกษฎา ทันวงษา . ความสัมพันธ์ระหว่างอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารกับความเข้มข้นในพลาสมาของยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติลที่เวลาต่างๆ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตชาวไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.