ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์
นักวิจัย : รุ่งทิพย์ วณิชาภิชาติ
คำค้น : THE STREAM-OF-CONSCIOUSNESS NOVELS , VIRGINIA WOOLF , WILLIAM FAULKNER
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2538
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082538000704
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการประพันธ์แนวกระแสสำนึก และเนื้อหาของนวนิยาย อันได้แก่โครงเรื่อง แก่นเรื่อง และ ตัวละคร จากการศึกษาพบว่า เวอร์จิเนีย วูลฟ์ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ต่างก็มีกลวิธีการประพันธ์แนวกระแสสำนึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และใช้กลวิธีการประพันธ์นำเสนอเนื้อหาในนวนิยายแนวกระแสสำนึกของตนได้อย่างเหมาะสม ในด้านกลวิธีการประพันธ์ จะศึกษาเปรียบเทียบ 3 กลวิธี ได้แก่กลวิธีการเล่าเรื่อง กลวิธีการใช้ภาษา และกลวิธีการตัดต่อ และย้อนเวลากล่าวคือ ด้านกลวิธีการเล่าเรื่อง วูลฟ์และโฟล์คเนอร์ใช้บทรำพึงเป็นกลวิธีพื้นฐาน แต่จะแตกต่างกันที่การใช้มุมมอง วูล์ฟใช้มุมมองแบบบุรุษที่ 3 แต่โฟล์คเนอร์ใช้มุมมองแบบบุรุษที่ 1 ด้านกลวิธีทางภาษานักประพันธ์แสดงการทำงานของจิตใจโดยใช้ลีลาทางภาษาและภาพพจน์ วูล์ฟใช้รูปประโยคที่มีความยาวอันประกอบไปด้วยเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ วลีและอนุประโยค หรือคำซ้ำ ส่วนโฟล์คเนอร์ก็เช่นเดียวกันที่นอยมใช้รูปปะโยคที่มีความยาว และบางครั้งจะซับซ้อนมากกว่า เพื่อแสดงให้เห็นสภาวะทางจิตใจที่ไร้การควบคุมของตัวละคร และโฟล์คเนอร์ยังเลือกใช้ถ้อยคำที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบของตัวละครอีกด้วยการใช้ภาพพจน์ยังแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานทางความคิดได้เป็นอย่างดีเช่นกันซึ่งวูล์ฟจะเน้นการใช้ภาพพจน์นำเสนออารมณ์ความรู้สึกแต่โฟล์คเนอร์จะไม่เน้นการใช้ภาพพจน์เท่าวูลฟ์การตัดต่อ และการย้อนเวลาก็เป็นกลวิธีการประพันธ์แนวกระแสสำนึกที่เป็นการทำลายต่อเนื่องของเวลา และแสดงให้เห็นความแตกต่างของเวลาภายนอกและเวลาภายใจกระแสสำนึกนวนิยายของวูล์ฟมีข้อได้เปรียบในการใช้กลวิธีการตัดต่อได้หลากหลายกว่าโฟล์คเนอร์ เนื่องจากการใช้มุมมองแบบบุรุษที่ 3แต่นวนิยายของโฟล์คเนอร์จะถูกจำกัดด้วยมุมมองแบบบุรุษที่ 1 ในด้านเนื้อหา กลวิธีการประพันธ์แนวกระแสสำนึกสามารถนำมาใช้นำเสนอองค์ประกอบของนวนิยาย อันได้แก่โครงเรื่อง แก่นเรื่อง และตัวละครกล่าวคือ กลวิธีการเล่าเรื่องทำให้โครงเรื่องของนวนิยายแนวกระแสสำนึกไม่เป็นไปตามขนบนิยม เนื่องจากเน้นการแสดงกระบวนการทางความคิดมากกว่าการกระทำโดยโครงเรื่องของวูล์ฟนั้นอยู่ในใจของตัวละครแต่ละตัว แต่โครงเรื่องของโฟล์คเนอร์อำพรางอยู่ในกระแสสำนึกของตัวละครหลายตัวคล้ายกับภาพตัวต่อจิกซอว์ที่ต้องนำมาเรียงต่อกันภายหลัง ในส่วนของแก่นเรื่องแบ่งออกเป็น 4 เรื่องได้แก่ ปรัชญาการดำเนินชีวิต ความจริงแท้ภายในใจการขาดปฎิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเวลา กลวิธีที่ใช้นำเสนอแก่นเรื่องได้แก่ กลวิธีกานเล่าเรื่อง และกลวิธีการตัดต่อและย้อนเวลาและนอกจากนี้การสร้างตัวละครในนวนิยายแนวกระแสสำนึก จะมีความแตกต่างจากนวนิยายแนวขนบนิยมทั่วไปเพราะวูลฟ์และโฟล์คเนอร์นำเสนอตัวละครจากตัวตนภายในของตัวละครโดยเน้นที่กระบวนการทางความคิดอารมณ์ ความรู้สึก โดยละเลยเรื่องของการบรรยายรูปร่าง ลักษณะและการกระทำภายนอก

บรรณานุกรม :
รุ่งทิพย์ วณิชาภิชาติ . (2538). การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รุ่งทิพย์ วณิชาภิชาติ . 2538. "การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รุ่งทิพย์ วณิชาภิชาติ . "การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print.
รุ่งทิพย์ วณิชาภิชาติ . การศึกษาเปรียบเทียบนวนิยายแนวกระแสสำนึกของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ และวิลเลียม โฟล์คเนอร์. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.