ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ
นักวิจัย : ดาวสรวง โตเลี้ยง
คำค้น : GENTAMICIN , PHARMACOKINETIC , HEPATIC
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2537
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082537000888
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบเภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซิน ในผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคติดเชื้อที่มีโรคตับ (จำนวน 8 คน)กับผู้ป่วยโรคติดเชื้อที่ไม่มีโรคตับ (จำนวน 10 คน) ที่มีการทำงานของไตปกติโดยประเมินจากระดับ Scr ไม่เกิน 1.5 มก./คล. ใช้เกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วยที่มีโรคตับตามวิธีของ Moore ผู้ป่วยบได้รับการรักษาด้วยยาเจนตาไมซินในขนาด 3-6 มก/กก. น้ำหนักตัว/วัน การให้ยาเจนตาไมซินใช้วิธีinfusion 30 นาที เวลาเช้าของทุกวัน ในวันที่ 3 ของการใช้ยาเจนตาไมซินได้เจาะเลือดผู้ป่วยก่อนการให้ยา และหลังเสร็จสิ้นการให้ยาแล้วที่เวลา 15, 30, 45 นาที, 1, 4, 8, 12, 23.5 ชั่วโมงวิเคราะห์หาความเข้มข้นของยาใน serum ด้วยวิธี FPIA (TDx analyzer) คำนวณหาค่าพารามิเตอร์ทางเภสัชจลนศาสตร์ของยาเจนตาไมซินโดยใช้โปรแกรมMK model แบบ 2-compartment ผู้ป่วยทุกคนได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาค่า Scr ก่อนได้รับการรักษาด้วยยาเจนตาไมซิน และในวันที่ 3, 5 และ 7ของการรักษา จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคตับมีค่า Ke ต่ำกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และค่า T 1/2ในกลุ่มผู้ป่วยโรคตับยาวกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับ ซึ่งสอดคล้องกับค่าKe ค่า C1 ของยาเจนตาไมซินในกลุ่มผู้ป่วยโรคตับมีค่าน้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับ แต่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และค่า AUGของกลุ่มผู้ป่วยโรคตับมีค่ามากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับแต่แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเช่นเดียวกัน ภายหลังจากผู้ป่วยได้รับยาเจนตาไมซินติดต่อกันถึง 5 และ 7 วัน พบว่าผู้ป่วย 2 คนในกลุ่มผู้ป่วยโรคตับมีค่า Scr สูงขึ้นถึง 1.6 และ 5.7 มก./ดล. ซึ่งเพิ่มมากกว่า0.5 มก./ดล. จากระดับ Scr ก่อนให้ยา พบว่า serum bilirubin ของผู้ป่วยโรคตับ มีความสัมพันธ์อย่างเด่นชัดกับค่า T 1/2B ของยาเจนตาไมซิน (r = 0.86, p<0.05) ในขณะที่พารามิเตอร์อื่น ๆ ที่ใช้ประเมินการทำงานของตับไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว จากผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ถึงแม้ยาเจนตาไมซินจะถูกกำจัดทางไตเป็นหลัก แต่ผู้ป่วยโรคตับภาวะการทำงานของตับบกพร่องจะมีการกำจัดยาเจนตาไมซินลดลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกรองที่ไตลดลงหรือมีการดูดซึมกลับที่ท่อ ไตมากขึ้นด้วย กลไกที่ทำให้กระบวนการกำจัดยาเจนตาไมซินลดลง ในผู้ป่วย โรคตับน่าจะเกี่ยวข้องกับการกรองที่ไตลดลง ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีการดูดซึมเจนตาไมซินกลับที่ท่อไตได้มากขึ้น เป็นผลให้มีการสะสมยาเจนตาไมซินและเกิดพิษของยาต่อไต ซึ่งสังเกตได้ในผู้ป่วย 2 คน ที่มีระดับ Scr สูงขึ้นมากดังนั้นการใช้ยาเจนตาไมซินในผู้ป่วยโรคตับจึงควรมีการติดตามผลของ Scrอย่างต่อเนื่อง และระดับ bilirubin ที่สูงขึ้น อาจใช้เป็นตัวบ่งชี้สำหรับการปรับขนาดยา สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้ระดับยาในเลือดอยู่ในช่วงที่เหมาะสม

บรรณานุกรม :
ดาวสรวง โตเลี้ยง . (2537). เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ดาวสรวง โตเลี้ยง . 2537. "เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ดาวสรวง โตเลี้ยง . "เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print.
ดาวสรวง โตเลี้ยง . เภสัชจลนศาสตร์ของเจนตาไมซินและผลต่ออัตราการกรองที่ไตในผู้ป่วยโรคตับ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.