ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง
นักวิจัย : สายสมร ลำยอง
คำค้น : bioactive compounds , endophytes , ITS rDNA , saprobes , zingiberaceous plants , ซาโพรบ , พืชวงศ์ขิง , สารออกฤทธิ์ชีวภาพ , เอนโดไฟท์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BGJ4680011 , http://research.trf.or.th/node/225
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การบ่งบอกชนิดราสกุล Pyricularia และ Myrothecium โดยใช้ลักษณะทางสัณฐาน และชีวโมเลกุล โดยทำการเพิ่มปริมาณ rDNA ในส่วนของ internal transcribed spacers (ITS1 และ ITS2) และ 5.8 S โดยใช้ universal primer จากนั้นทำการหาลำดับเบสและวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรม พบว่า Pyricularia ทุกชนิดที่มี obpyriform conidia มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกัน โดยอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Magnaporthaceae สำหรับ P. variabilis ซึ่งมี conidia หลายรูปร่าง และมีจำนวนผนังกั้นผันแปรนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Dactylaria TumulariaหรือOchroconisมากกว่าMagnaporthaceae ผลจากการใช้ลักษณะทางสัณฐานและชีวโมเลกุลอันได้แก่สัณฐานของ conidia และ ลำดับเบสของ ITS rDNA สามารถใช้รูปร่าง conidia เป็นลักษณะสำคัญอันดับแรก ในการจำแนก Pyricularia จากเชื้อราสกุลอื่นที่มีความสัมพันธ์กัน สำหรับความสัมพันธ์ระดับ พันธุกรรมของ Myrothecium พบว่า M. cinctum ที่แยกได้จากพืชชนิดต่างๆ รวมทั้ง Solheimia costaspora และ S. kamatii ซึ่งราดังกล่าวมี conidia ที่มีลวดลายและขนาด conidia ใกล้เคียงกัน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ผลจากความคล้ายคลึงกันของลักษณะทางสัณฐานและชีวโมเลกุล (ลำดับเบสของ ITS rDNA) อาจกล่าวได้ว่า Solheimia ทั้งสองสปีชีส์ ควรเป็นชื่อพ้องของ Myrothecium cinctum นำราเอนโดไฟท์ 57 ไอโซเลท และราซาโพรบ 36 ไอโซเลท ที่แยกได้จากพืชวงศ์ขิง มาทดสอบความสามารถในการเป็นปรปักษ์ต่อเชื้อราสาเหตุโรคขิง พบว่าราทุกไอโซเลทสามารถ ควบคุมการเจริญของราสาเหตุโรคใบจุด (Phomopsis sp.) และโรคใบไหม้ (Pyricularia costina) ในการทดสอบการเป็นปฏิปักษ์โดยวิธี dual culture โดยราเอนโดไฟท์ Sterile mycelium (CMUZE0013) และ Gelasinosporium sp. 1 (CMUZE0008) สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Phomopsis sp. สูงสุด คือ 72.4% และ 70.3% ตามลำดับ ในขณะที่ราเอนโดไฟท์ Fusarium sp. (CMUZE0396) และ Papulasporium sp. (CMUZE0116) สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา P. costina สูงสุด คือ 74.4% และ 72.9% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังนำราเอนโดไฟท์จำนวน 78 ไอโซเลท และราซาโพรบ 52 ไอโซเลท มาคัดเลือกเชื้อราที่มีความสามารถในการสร้างสารออกฤทธิ์ชีวภาพ ต้านการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์โดยทำการหมักในอาหารเหลว 2 ชนิด และทดสอบโดยวิธี paper disk agar diffusion จากการทดสอบพบว่ารา Chaetomium globosum (CMUZ0132), Papulaspora sp. (CMUZE0118), Talaromyces flavus (CMUZE0200), unidentified fungus (CMUZ0126), Colletotrichum gloeosporioides (CMUZE0552) และ Phyllosticta capitalensis (CMUZE0172) มีความสามารถมากที่สุดในการผลิตสารต้านการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ Penicillium avellaneum, Candida albicans, Bacillus subtilis, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus ตามลำดับ นำเชื้อรา Chaetomium globosum (CMUZ0132) มาทดสอบสภาพที่เหมาะสม ในการสร้างสารต้านการเจริญของเชื้อ P. avellaneum รวมทั้งทำการแยกสารและทำให้สารบริสุทธิ์ โดยใช้ resin HP20 และ silica gel column chromatography พบว่าสารที่ได้มีฤทธิ์กว้าง สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราหลายชนิดได้แก่ C. albicans, P. avellaneum, Pyricularia oryzae และ Phytophthora sp. และเมื่อวิเคราะห์สารนั้นด้วย mass spectophotometry พบว่าสารประกอบที่ได้คือ C20H29O6 และ C25H44O15N6 Fungal isolates of genera Pyricularia and Myrothecium were identified and characterized by morphological and molecular methods. Pyricularia species were commonly isolated from the zingiberaceous plants. The phylogenetic relationships of Pyricularia species, and species from related genera, were established from sequences of the internal transcribed spacer ribosomal RNA gene. Phylogenetic analysis disclosed a consistent correlation with spore morphology. Pyricularia species studied that have obpyriform conidia fell within the Magnaporthaceae cluster with high bootstrap support. Pyricularia variabilis was more closely related to Dactylaria, Tumularia or Ochroconis species than to the Magnaporthaceae. The phylogenetic relationships of Myrothecium species, and species from related genera, were also established from sequences of the internal transcribed spacer ribosomal RNA gene. Myrothecium cinctum with striate conidia, isolated from various hosts including the Zingiberaceae, and two species previously described as Solheimia (S. costaspora and S. kamatii) that also have striate conidia and similar conidial size, fell within the same clade with high bootstrap support. Based on the molecular data (ITS ribosomal DNA sequences) Solheimia species should be synonyms of Myrothecium cinctum. Zingiberaceous fungi were tested for their antagonistic ability against a selected pathogens, Phomopsis sp. and Pyricularia costina, by dual culture test. All selected isolates (57 endophytes and 36 saprobes) inhibited the growth of both pathogens. Fusarium sp. (CMUZE0396) and Papulaspora sp. (CMUZE0116) were the most effective fungi in reducing the radial mycelium growth of the pathogen when paired in cultured, with a percentage inhibition of 74.4% and 72.9%, respectively. Sterile mycelium (CMUZE0013) and Gelasinosporium sp. 1 (CMUZE0008) were the most effective fungi in reducing the radial mycelium growth of the Phomopsis sp. when paired in cultured, with a percentage inhibition of 72.4% and 70.3%, respectively. Fusarium sp. (CMUZE0396) and Papulasporium sp. (CMUZE0116) were the most effective fungi in reducing the radial mycelium growth of the P. costina when paired in cultured, with a percentage inhibition of 74.4% and 72.9%, respectively. In screening for antimicrobial production, 78 isolates of endophytic fungi and 52 saprobic fungi were grown in two fermentation media. A paper disk agar diffusion assay method was used to check the activity of resulting supernatants. Growth of Penicillium avellaneum was most strongly inhibited by Chaetomium globosum (CMUZE0132), while growth of the yeast, Candida albicans, was most strongly inhibited by Papulaspora sp. (CMUZE0118). The four bacteria, Bacillus subtilis, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa and Staphylococcus aureus, were most inhibited by Talaromyces flavus (CMUZE0200), an unidentified fungus (CMUZE0126), Colletotrichum gloeosporioides (CMUZE0552) and Phyllosticta capitalensis (CMUZE0172), respectively. Production of the bioactive compounds from Chaetomium globosum (CMUZE0132) was further optimized. Compounds with broad spectrum activity against Penicillium avellaneum, Pyricularia oryzae and Phytophthora sp. were isolated and purified by resin HP20 and silica gel column chromatography. The composition of two bioactive chemicals, studied by mass spectophotometry, are C20H29O6 and C25H44O15N6.

บรรณานุกรม :
สายสมร ลำยอง . (2549). ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สายสมร ลำยอง . 2549. "ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สายสมร ลำยอง . "ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
สายสมร ลำยอง . ความสัมพันธ์ระดับพันธุกรรมและความสามารถในการผลิตสารต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ของเชื้อราเอนโดไฟติกและซาโพรบิกในพืชวงศ์ขิง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.