ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria
นักวิจัย : เอกธิดา ทองเด็จ
คำค้น : ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส , สาหร่ายทะเล , Nitrogen , Phosphorus , Marine algae , Gracilaria , Caulerpa, Ulva
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : อัจฉราภรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ , วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิทยาศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/31859
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553

การศึกษาอิทธิพลของสารอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและปริมาณสารชีวเคมีของสาหร่ายทะเลชนิด Caulerpa lentilifera, Ulva rigida และ Gracilaria fisheri ผลการศึกษาอัตราการเติบโตพบว่า ในการทดลองที่ 1 สาหร่ายชนิด C. lentilifera, U. rigida และ G. fisheri มีอัตราการเติบโตดีที่สุดหลังจากเติมสารอาหาร 1 สัปดาห์ ในอัตราส่วนโดยโมลของ N:P เท่ากับ 10:1, 30:1 และ 12:1 ตามลำดับ ในการทดลองที่ 2 สาหร่ายชนิด C. lentilifera มีอัตราการเติบโตดีที่สุดหลังจากเติม สารอาหาร 1 สัปดาห์ ในอัตราส่วนของ NO₃:NH₄⁺ เท่ากับ 25:1 ในสาหร่ายชนิด U. rigida และ G. fisheri มีอัตราการเติบโตดี ที่สุดในอัตราส่วนของ NO₃:NH₄⁺ เท่ากับ 0:100 การทดลองที่ 3 สาหร่ายชนิด C. lentilifera, U. rigida และ G. fisheri มีอัตราการ เติบโตดีที่สุดหลังจากเติมสารอาหาร 1 สัปดาห์ ในระดับความเข้มข้นของ DIN และ DIP เท่ากับ 1850 และ 151, 750 และ 26 และ 50 และ 8 μM อัตราส่วนโดยโมลของ N:P และระดับความเข้มข้นของ DIN และ DIP มีอิทธิพลต่อปริมาณสารชีวเคมีที่พบในสาหร่าย ทะเลทัง้ 3 ชนิด โดยพบว่าปริมาณคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจะมีปริมาณมากในชุดการทดลองที่อัตราส่วนของ N:P และระดับ ความเข้มข้นของ DIN และ DIP สูง ส่วนปริมาณเถ้า ปริมาณไขมันและชนิดของกรดไขมัน ในสาหร่ายไม่มีความแตกต่างระหว่างชุด การทดลองที่มีอัตราส่วนของ N:P และระดับความเข้มข้นของ DIN และ DIP ที่แตกต่างกัน โดยกรดไขมันที่พบมีปริมาณสูงในทุกชุด การทดลองคือ Palmitic Acid และ Oleic Acid โดยสาหร่ายที่มีอัตราการเติบโตสูง จะพบ Oleic Acid ในปริมาณที่สูงกว่าสาหร่าย ที่มีอัตราการเติบโตที่ตํ่ากว่า ในขณะที่รูปแบบของสารอาหารไนโตรเจนไม่มีผลต่อปริมาณเถ้า ปริมาณโปรตีน ปริมาณ คาร์โบไฮเดรต และปริมาณไขมันของสาหร่ายชนิด C.lentilifera และชนิด U. rigida แต่มีแนวโน้มว่าปริมาณเถ้า ปริมาณโปรตีน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต และปริมาณไขมันของสาหร่ายทัง้ 2 ชนิดนีจ้ ะมีปริมาณเพิ่มขึน้ เมื่อเลี้ยงในอาหารที่มีแอมโมเนียมสูงกว่าไน เตรท แต่รูปแบบของสารอาหารไนโตรเจนมีผลต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรต แต่ไม่มีผลต่อปริมาณเถ้า ปริมาณโปรตีน และปริมาณ ไขมันในสาหร่ายชนิด G. fisheri สาหร่ายสีเขียวชนิด C. lentilifera และชนิด U. rigida สามารถใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงสิ่งแวดล้อมในบริเวณที่มีปริมาณ สารอาหารสูงได้ เป็นสาหร่ายที่มีศักยภาพในการบำบัดน้ำ เสียที่มีปริมาณไนโตรเจนสูง โดยเฉพาะน้ำทิ้ง จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเนื่องจากสามารถดึงแอมโมเนียมไปใช้ได้ดี นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลได้เนื่องจาก มีปริมาณของกรดไขมันชนิด Palmitic acid ในปริมาณสูง เป็นแหล่งอาหารเนื่องจากอุดมไปด้วยปริมาณสารชีวเคมี โดยเฉพาะ สาหร่ายสีเขียวชนิด U. rigida ซึ่ง มีปริมาณโปรตีนค่อนข้างสูง ส่วนสาหร่ายสีแดงชนิด G. fisheri ก็มีศักยภาพในการบำบัดน้ำเสีย จากการเพาะเลีย้ งสัตว์น้ำ เช่นกันเนื่องจากสามารถนำแอมโมเนียมไปใช้ได้ดี และเหมาะที่จะใช้ประโยชน์ในการบริโภคเนื่องจากมี กรดไขมันชนิด Oleic acid ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพในปริมาณค่อนข้างสูง

บรรณานุกรม :
เอกธิดา ทองเด็จ . (2553). ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เอกธิดา ทองเด็จ . 2553. "ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เอกธิดา ทองเด็จ . "ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print.
เอกธิดา ทองเด็จ . ผลของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสต่อการเติบโตและองค์ประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายทะเล สกุล Caulerpa, Ulva และ Gracilaria. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.